เรื่องนี้เป็นปัญหาของการสร้างทฤษฎีจิตไม่เหมือนกัน  ครับ  ลองรื้อฟื้นทฤษฎีจิตที่ผมได้เล่าไว้ในบันทึกก่อนๆดีไหมครับ?

Psychophysical Parrallellism  มองว่า "กาย/วัตถุ/สสาร/Body" มีอยู่จริง  และ "จิต/Mind/อสสาร" ก็มีอยู่จริง  คือ ในจักรวาลนี้มี"สิ่งมีอยู่จริง"  "สองอย่าง",  และ ทฤษฎี ผลพลอยได้ หรือ Epiphenominalism , ทฤษฎีสองด้าน หรือThe Double Aspect Theory, ทฤษฎีปฏิสัมพันธ์ หรือ Interactionism,  ก็มีความเชื่อทำนองนี้  เพียงแต่สองอย่างนั้นมีความสัมพันธ์แตกต่างกัน

ทฤษฎีกลุ่มนี้เข้ากันได้กับความเชื่อทางศาสนาต่างๆรวมทั้งคนที่นับถือศาสนาเหล่านั้นครับ  จึงมีแนวร่วมมากมายครับ

ถ้าถามว่า  จิตมาจากไหน  บางคนก็จะตอบว่า  มาจากพระเจ้าบ้างคือพระเจ้าทรงประทานให้  เช่นประทานปัญญาให้  ประทานความสุขให้ ฯลฯ  หรือบางคนก็ตอบว่า  จิตนั่นแหละคือพระเจ้า  และทรงประทานจิตต่างๆให้กับคนอีกทีหนึ่งครับ  บางคนก็เชื่อว่า "มีแต่จิตเท่านั้น" กาย/วัตถุจะมีได้ก็เพราะจิตคิดว่ามีเท่านั้น" ถ้าไม่มีจิตแล้ว กายจะมีหาได้ไม่ อะไรเหล่านี้  แตกต่างกันไปตามความเชื่อ  แต่ปัญหาที่เกิดกับนักวิทยาศาสตร์ก็คือ "จิตตามคำนิยามนั้นไม่มีตัวตน" เป็น "อสสาร" ที่ "สังเกต/วัด"ไม่ได้เลย  และไม่มีความเป็นไปได้ที่จะสังเกตด้วย  จึงศึกษาเรื่องของจิตด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์ (การวิจัย)ไม่ได้เลย  ดังนั้นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์หรือ Scientifict Mind จึงเฉยๆ  หรือบางรายก็ปฏิเสธไปเลยก็มีครับ  ซึงเราทราบข่าวเกี่ยวกับการคว่ำบาตรหรือฆ่านักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นไปก็มีในอดีต

ส่วนทฤษฎีเอกลักษณ์ หรือ The Identity Theory นั้น เชื่อว่า "มีแต่กาย"เท่านั้น  "ไม่มีจิต"  และสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่าจิตนั้นที่แท้ก็คือ"กาย"หรือ"สมอง"นั่นเอง ซึ่งเป็นวัตถุ  พวกนักวิทยาศาสตร์ที่มีจิตวิทยาศาสตร์จะอยู่ฝ่ายนี้ครับ  จิตวิทยาที่เชื่อตามแนวคิดนี้ก็คือ พวก"พฤติกรรมนิยม"(Behaviorism) ครับ  ความเชื่อนี้ได้รับการต่อต้านจากฝ่ายศาสนาโดยถ้วนหน้าครับ

แต่ยังมีบางพวกครับที่ปรับปรุงความคิดว่า  "มีจริงทั้งกาย และ จิต แต่จิตที่ว่านั้นเป็นผลพลอยได้จากกาย/สมอง" ครับ คือ ถ้าไม่มีสมองแล้วก็หามีจิตไม่  ความเชื่อนี้ทำให้ศึกษาจิตด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์ได้โดยผ่านการศึกษากายคือสมอง

คราวนี้จึงมาถึงปัญหาว่า ทำไมจึงคิดไม่ตรงกัน  คือว่า  ถ้าหากว่ามีตัวช้างจริงๆแล้วทุกคนจะต้องเห็นตรงกัน?

คำตอบก็คือ เจ้า "จิต"นั่นแหละตัวปัญหา  ถ้ามัน"มีตัวตน" เราก็ต้อง"สังเกตได้ วัดได้" ก็ไม่ต้องมานั่งเถียงกันว่ามันมีหรือไม่มี แต่นี่มันไม่มีตัวตน?!

เมื่อมันไม่มีตัวตน  เราก็"เดา" เอาเอง  ผลการเดาจึง "ต่างกัน"  !!  ทฤษฎีจึงแตกต่างกัน !!

หรือว่า จริงๆแล้วมันไม่มีอยู่จริง "แต่เราคิดเอาว่ามี?" ปฏิเสธมันเสียเลยก็หมดเรื่อง  เหมือน Identity Theory นั่นไง!!

แต่ เอ -- ก็เรา "รู้สึก"กับมันอยู่นี่นา  ขณะนี้เราก็ยัง "รู้ตัว" ว่า "เรารู้สึกเห็น" ??!!!

"เพราะว่าเรารู้สึก ฉะนั้น ต้องมีความรู้สึก !!!"