<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ในช่วงหลังๆ ผมได้รับคำถามแปลกๆ เช่น ว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p> “มีคำสั่งให้ทำ KM แต่ไม่รู้ว่า KM คืออะไร จะทำอย่างไรดี” </p><p>ผมได้ยินคราวใด </p><p>มีทั้งสงสารกึ่งสงสัย ว่าเหตุการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร </p><p>ทำไมทุกคนต้องสับสน </p><p>ทั้งๆที่ทุกคนที่บอก หรือสั่ง หรือ “อำนวย” ก็ล้วนแต่หวังดีกับเขา และหวังว่าเขาจะทำงานเพื่อตัวเอง และสังคมได้ดีกว่าเดิม </p><p>แต่กลับต้องมาลำบาก สับสน และทำงานได้น้อยกว่าเดิม </p><p>ผมเลยสงสัยว่า คนที่พูดด้วยความกังวลนั้น ไม่ทราบหรือไม่เข้าใจเรื่องอะไร </p><p>ผมจึงมาได้คิดว่า น่าจะเป็นคำใหม่ที่ว่า </p><p>KNOWLEDGE MANAGEMENT (KM) นี่แหละที่ทำให้ทุกคนสับสน เป็นทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้ </p><p>ในงาน มหกรรม KM ภูมิภาค ที่ มหาวิทยาลัยนเรศวร ระหว่างวันที่ ๒๗-๒๙ กันยายน ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา </p><p>ผมก็ได้อธิบายในที่ประชุมห้องย่อยแล้วว่า </p><p>KNOWLEDGE MANAGEMENT (ในความรู้สึกของผมเอง) </p><p>คือ การนำความรู้มาใช้ในชีวิตและการทำงาน </p><p>ก็เท่านั้นเอง </p><p>จึงคิดว่า</p><p> ถ้าทุกคนเข้าใจคำนี้แล้ว จะสบายใจไม่สับสน เพราะ </p><p></p><h5> ผมเองก็ใช้ความหมายนี้ ในการดำรงชีวิต และทำงานมานาน ก่อนยุคที่เราจะพูดถึงคำนี้ด้วยซ้ำไป </h5><p></p><p>KNOWLEDGE MANAGEMENT จะทำให้กระบวนการพัฒนาตนเอง ทรัพยากร ชุมชน องค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ </p><p>เพื่อให้เกิดความชัดเจนในระบบคิดของผมเองผมจึงขอไล่เรียง วิวัฒนาการของ KNOWLEDGE MANAGEMENT หรือการจัดการความรู้ มาเท่าที่ผมเข้าใจ ดังนี้ </p><p> 1. KM เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ : KM ธรรมชาติ มีมานานก่อนยุคมนุษย์ และยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote>
ก. ระดับโมเลกุล
ชนิดต่างๆ DNA RNA และพัฒนามาจนเป็นอวัยวะ ที่เป็นการวิวัฒนาการ เพื่อ “ความเหมาะสม” ในการดำรงอยู่ ในทุกระดับของ “โครงสร้าง” ที่ดีกว่าเดิม
</blockquote><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote>
ข. ระดับสัญชาตญาณ
และการสั่งสมประสบการณ์ ที่แฝงกลับเข้าไปพัฒนาระดับโมเลกุล และอวัยวะ และยังเก็บรักษาถ่ายถอดสู่รุ่นต่อๆไปได้อีก
</blockquote><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote>
ค. ระดับจิตวิญญาณ
ที่เก็บรักษาความรู้และปัญญา ไว้ในระบบคิด และ การ(อาจ)คงอยู่ต่อไปหลังการดับขันธ์ที่ ๑ (รูป)
ง. ระดับความรู้ในการพัฒนาปัญญา
เพื่อชีวิตและสังคม ที่เก็บรักษาความรู้ ประสบการณ์เพื่อการดำรงชีวิตตามวัตถุประสงค์ของตนเอง
</blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><p> 2. ความเสื่อมโทรมของ KM: </p><blockquote><p align="justify">ลืมของเก่า เมาของใหม่ นั้น ได้เกิดขึ้นเมื่อมีการพัฒนาแบบแยกส่วน รวดเร็ว </p></blockquote><blockquote><p>จนคนส่วนหนึ่งตามไม่ทัน แต่ต้องอยู่กับกระแส จึงถูกผู้หวังดี “ฉุดกระชากลากดึง” ให้ไปด้วยกัน จนทำให้สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง</p></blockquote><blockquote>
วิ่งตามกระแสสังคม แบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่
ประกอบกับระบบการศึกษาก็ไม่ได้ทำให้คนรู้จักตัวเอง แต่มุ่งเน้นให้รู้จักคนอื่น
การจัดการความรู้จึงทำได้ยาก
มีแต่การใช้ข้อมูลและความรู้ของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ และทำให้เกิด
</blockquote><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ก. การเรียนเฉพาะด้าน ลดความสำคัญขององค์รวม </p></blockquote><blockquote><p>ข. การศึกษาแยกส่วน ปฏิเสธการมององค์รวม </p></blockquote><blockquote>
ค. การพัฒนาแยกส่วน เสียสมดุลขององค์รวม
ง. การประเมินแยกส่วน ไม่รู้จักองค์รวม
</blockquote><blockquote><p>จ. การทำงานไม่ได้ผล ต้องกลับมาดูองค์รวม</p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><p> 3. การกลับมาของ KM: ความรู้สำคัญกว่าข้อมูล ที่เรามาเริ่มตระหนักว่าข้อมูลไม่มีประโยชน์ หรืออำนาจใดๆ ถ้าไม่นำมาพัฒนาเป็นความรู้ โดย สืบเนื่องมาจาก </p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ก. สงสัยว่ายิ่งมีข้อมูลมาก การทำงานยิ่งประสิทธิภาพต่ำ มัวเต่สาละวนกับข้อมูลท่วมหัว เอาตัวไม่รอด</p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ข. การเรียนการสอนทำได้ยากขึ้น มีข้อมูลมาก เวลาสอนน้อย </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ค. การทำสมาธิเพื่อเข้าใจและพัฒนาตนเองทำได้ยาก เพราะสิ่งเย้ายวนจากภายนอกมีมาก </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ง. แต่พบว่า การวิเคราะห์ความรู้ ง่ายกว่าการวิเคราะห์ข้อมูล </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>จ. การสังเคราะห์ความรู้ที่รู้เอง ง่ายกว่าการสังเคราะห์ข้อมูลที่คนอื่นนำมาให้ </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote>
ฉ. การใช้ความรู้ มีประโยชน์กว่าการใช้ข้อมูล
ช. การใช้ข้อมูล เพียงทำให้เปลี่ยนแปลงการปฏิบัติ แต่การใช้ความรู้สามารถพัฒนาปัญญา และขีดความสามารถของคน
</blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><p> 4. รูปแบบของ KM: การกลายพันธุ์ของการจัดการความรู้นั้น </p><blockquote><p align="left">ได้พัฒนามาจากระบบโครงสร้างของการทำงาน ที่ผู้ร่างทฤษฏี ใช้แนวทางการทำงานเป็นฐานในการคิด มากกว่าการใช้ความเป็นจริงของชีวิตในการคิด </p></blockquote><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ก. การคิดเริ่มต้นจากระบบข้อมูล ระบบอินเทอรเนต ระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่าย คิดจากนอกเข้าหาใน </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ข. การมองข้ามความสำคัญของภูมิปัญญา เน้นนำของใหม่เข้ามา </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ค. เน้นการควบคุม การสั่งการ การบริหารจัดการองค์กร </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote>
ง. เน้นการเป็น “ผู้ให้” ข้อมูล ความรู้ และการจัดการจากภายนอก
จ. การติดตามประเมินผล จากภายนอก ที่ขาดชีวิตและจิตวิญญาณ
</blockquote> 5. KM ที่น่าจะเป็น: คืนสู่สามัญ กลับคืนสู่ฐานที่มาของการจัดการความรู้ ที่เคยมี เคยใช้ และยังคงใช้อยู่ในชีวิตของแต่ละคน โดยการเริ่มจาก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ก. ภูมิปัญญา และ การจัดการความรู้แบบธรรมชาติ </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ข. การกลับมาเริ่มที่ “ทุนเดิม” ของแต่ละคน ลดความสับสนของทุกคน </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ค. การ “ปลดปล่อย” แทนการ “ควบคุม” ให้ทุกคนเรียนรู้ </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote><p>ง. เน้นความสำเร็จ ที่สำคัญกว่ารูปแบบของการจัดการความรู้ และการทำงาน </p></blockquote><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 72pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 72.0pt" class="MsoNormal"></p><blockquote>
จ. ใช้แหล่งความรู้ที่หลากหลาย จากระบบข้อมูล จากผู้รู้ และจากธรรมชาติ อยู่กับทุกอย่างแบบเป็นธรรมชาติ
อย่างไม่มีอคติ
</blockquote><p> </p><p>แล้วเราก็จะไม่สับสนกับคำว่า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p>· การจัดการความรู้ หรือ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p>· KNOWLEDGE MANAGEMENT หรือ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal"></p><p>· KM </p><p> </p><p>นี่คือความคิดและแนวทางที่ทำให้ผมไม่สับสนครับ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ
สวัสดีครับท่านอาจารย์
บัญญัติศัพท์ทำหนึ่ง ทำให้ผมโง่มากขึ้นหนึ่งเท่าครับ
บัญญัติคำหนึ่งทำให้มีการต่อต้านขึ้นมา ผมเองก็ไม่เคยสนใจคำว่า KM ว่ามันจะคืออะไร ผมชอบกระบวนการ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น มากกว่าครับ
ผมชอบแก่นของมันมากกว่า ส่วนจะเรียก เรียกอะไรนั้น ผมว่ามันแค่สมมติทั้งนั้น สมมติแล้วคนเข้าใจกันไปผิดๆ จากสมมติือีกครับ แต่หากเป็นสมมติสัจจะ ก็ยังพอไหวครับ แต่สมมติแบบหลอกตัวเองอาจจะลำบากหน่อยครับ มันจะทำให้เราโง่ขึ้นมากขึ้นครับ
จนในที่สุดแล้ว คุณทำ KM ผมก็ทำ KM แต่ไม่รู้ว่า KM ของเธอกับของฉันมาอันเดียวกันไหมหนอ...ในความหมายลึกๆ
เอาคำว่า คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ในการดำเนินชีวิตร่วมกับธรรมชาติ แบบนี้ผมว่าชาวบ้านจะเสพได้ง่ายกว่า
ผมสารภาพตรงๆ ว่าตอนแรก นั้น ผมก็ติดกำแพงกับ คำว่า KM ธรรมชาติ ของอาจารย์เหมือนกัน เพราะผมไม่ชอบคำว่า KM ในคำที่มันเป็นตัวย่อในส่วนตัวครับ แต่ผมชอบคำว่า ธรรมชาติอยู่มากครับ
ดังนั้น หากอาจารย์จะไปคุยให้คนทำนาฟังว่า KM ธรรมชาติ ผมคิดว่าเกิดกำแพงแน่นอนครับ เพียงแต่ว่าจะเป็นลวดหนาม กำแพงอิฐบล็อก หรือจะเป็นหน้าผาหินครับ
ขอบคุณมากครับ ผมสะท้อนจากที่ผมรู้สึกจริงๆ นะครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์มากๆ นะครับ
สวัสดีครับอาจารย์
สำหรับผม KM เป็นวิถีของคนที่รู้ตัวว่าเจ็บ---แล้วจำ--- และไม่อยากเจ็บซ้ำอีกครับ
ขอบคุณค่ะอาจารย์
ขอบคุณค่ะอาจารย์..อ่านแล้วก็คิดว่า เป็นไปตามธรรมชาติเมื่อไม่ขัดแย้งกับการดำเนินชีวิต...ก็ทำให้เกิดปกติสุขนะคะ
มีสองประเด็นที่มีความเห็นต่อจากบันทึกของอาจารย์ค่ะ
1 เรื่องของแยกส่วนกับองค์รวม......ตรงที่ว่าจะไม่ได้รังเกียจกับการแยกส่วนค่ะ.....เพราะในแต่ละสิ่งที่เป็นองค์รวมของชีวิตเราก็ยังต้องการความรู้ที่เฉพาะลงไป...แต่ผู้ที่รู้และใช้ความรู้นั้นจะต้องเชื่อมโยงและเข้าใจส่วนประกอบอื่นที่สัมพันธ์ด้วย....และคิดว่าส่วนที่ขาดหายคือการเชื่อมกลับไปที่องค์รวม....
2 ในเรื่องของความรู้สำคัญกว่าข้อมูลนั้น.....มีความเห็นว่ายังบอกไม่ได้ว่าสำคัญกว่าจริงหรือ...."ความรู้"ที่ไร้"ข้อมูล"จะตั้งอยู่อย่างไร....."ข้อมูล"ที่ไม่มีการจัดการด้วยความรู้....จะเป็น"ข้อมูล"ได้หรือไม่...ทั้งความรู้และข้อมูลมีการเลื่อนไหลทับซ้อนและสลับที่กับได้ตลอดเวลา...ความรู้หนึ่ง ณ ที่หนึ่งอาจเป็นข้อมูลสำหรับอีกพื้นที่หนึ่ง..ขณะที่ข้อมูลจากที่หนึ่งหรือ ณ เวลาหนึ่งก็คือผลึกความรู้ของ ณ เวลานั้นและจากที่นั้น...
การจัดการความรู้จึงน่าจะเป็นการจัดการให้มีการจัดช่องที่ขยับทับซ้อนให้เป็นระบบระเบียบและนำไปสู่การปฏิบัติพัฒนาที่ต่อเนื่อง...
ขอบพระคุณอาจารย์ที่บันทึกกระตุ้นความคิดค่ะ
ด้วยความคารวะค่ะ
ขอบพระคุณพระอาจารย์มากเลยครับ
จะได้นำไปเล่าสู่น้องๆที่ยังกลัวเกรงๆกับ KM อยู่ วิธีอธิบายของอาจารย์แยกระหว่างข้อมูลกับความรู้น่าจะทำให้น้องๆสบายใจขึ้นครับ
ที่ มน. ผมไม่มีโอกาสได้ฟังการบรรยายของอาจารย์เพราะจะต้องประจำอยู่ห้องบล็อก แต่ได้อาจารย์สรุปให้อ่านอีกที่ ได้เห็นภาพหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้น ขอบคุณมากครับ
กราบเรียนพันธมิตรทุกท่าน
ผมคิดว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่การกำหนดคำใหม่แล้วไม่อธิบายให้เชื่อมกับของเดิม
คนก็เลยคิดว่าเป็นของใหม่
แล้วก็ไม่ทราบว่าเชื่อมโยงกับของเก่าอย่างไร
แต่ของเก่าก็ยังต้องใช้อยู่
เลยสับสนครับ
ผมคิดว่าการเข้าใจที่ไปที่มา และสถานะของ KM ในปัจจุบัน และ
รู้ว่าเรากำลังทำอะไร จะไปไหน น่าจะดีที่สุดครับ
ขอบคุณอีกครั้งครับ
อ่านบันทึกของอาจารย์และความเห็นของหลายๆท่านแล้วทำให้ผมเห็นถึงความเป็นธรรมดา เห็นถึงความเป็นธรรมชาติในการทำงานที่ใช้ความรู้เป็นเครื่องมือมากขึ้น อธิบายแบบนี้ก็จะมองเห็นถึงชาวนาชาวสวนชาวไร่ เกษตรกร ฯลฯ ใช้ KM กัน KM เข้าถึงได้เสมอหน้ากัน ไม่เฉพาะกับผู้ที่เข้ารับการอบรมหลักสูตร KM เท่านั้น KM อยู่รอบๆใจเรา รอบๆตัวเรานี่เอง วาบขึ้นมาแล้ว ก็แบ่งปันคนอื่น นำไปทำต่อเนื่องให้มันวาบขึ้นมาใหม่
KM มันมีปัญหาที่ตรงการบัญญัติศัพท์ แล้วอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายๆ เชื่อมโยงกับความเป็นจริงความเป็นธรรมดาและความเป็นธรรมชาติไมได้ คำอธิบายของอาจารย์และความเห็นของหลายๆท่านช่วยทำลายขยะในใจผมและการรับรู้เดิมไปได้มากทีเดียว
ยังเหลืออีกหลายบันทึกที่จะต้องตามอ่านของอาจารย์
ขอไปบันทึกถัดไปนะครับ
สวัสดีครับ
ครูนงเป็นคนที่มีพันธมิตร KM มาก และสามารถช่วยให้นักวิชาการท่านอื่นๆได้เข้าใจได้มาก
และ
หวังว่า เราจะได้เข้าใจ พัฒนาการ สถานะการณ์ ของ KM ในรูปแบบต่างๆ ที่ทำให้เราเข้าใจให้ตรงกัน และจับมือกันในการพัฒนาอย่างมีพลัง
ขอบคุณครับ ที่เข้าใจความพยายามของผม
ผมมีความรู้สึกว่าศัพย์ทางวิชาการ เป็นคำที่แบ่งชนชั้นทางการศึกษา ผมเป็นคนที่มีการศึกษาน้อยจึงไม่ค่อยชอบเท่าไรเมื่อคนที่เราคุยด้วยพูดด้วยคำศัพย์ที่เป็นคำวิชาการและพูดด้วยอัตตา ที่เมื่อฟังแล้วต้องแปลไทยเป็นไทยตลอด มันจำเป็นนักหรือที่จะพูดสิ่งที่ง่าย ๆ ให้ฟังยากและทำให้มันเป็นคำสูงส่งทั้ง ๆ ที่จริงแล้วก็เป็นคำสมมติขึ้น แล้วก็ต้องมานิยามศัพย์เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ผมไม่แน่ใจว่าคนโบราณเขามีการทำ KM กันอย่างไรแต่ก็สร้างชาติ สร้างกำแพงเมืองจีน สร้างพิรามิด และสร้างนครวัดอันยิ่งใหญมาให้เราได้ดูและไม่มีการทำลายโลกด้วยครับ
ผมลืมตอบคำถามอาจารย์ที่ว่า
ความรู้ที่ไม่มีข้อมูล นะครับ
ผมถือว่าเป็นความรู้เทียมครับ
เหมือน นักวิทยาศาสตร์เทียม (Psuedo-scientist) ก็มีมากมายที่ถูกเรียกหรือสมมติว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ขาดความรู้ความเข้าใจทางทฤษฎีหรือหลักการของธรรมชาติ มีแต่หลักการที่ใช้งานจริงไม่ได้
แต่ข้อมูลที่ไม่มีความรู้นั้นมีมากมาย ไม่น่าแปลกใจครับ
ผมก็อึดอัดครับกับการบัญญัติศัพท์ใหม่ๆมาเรื่อยๆ จนน่าเบื่อ แบบไม่มีอะไรใหม่
พระพุ?ธเจ้าท่านใช้หลักการนี้และสอนมาตลอด เราก็ยังกล้าพูดว่าเป็นเรื่องใหม่ให้คนที่ไม่ทันคิดสับสนไปอีก
น่าเบื่อจริงๆครับ
อย่างมากก็เหล้าเก่าในขวดเก่า แต่สลากใหม่ ราคาใหม่ เท่านั้นเอง
แต่ที่น่าเบื่อกว่าก็คือการกำหนดคำมาแล้วทำให้คนอื่นสับสน
และที่น่าเบื่อกว่านั้นก็คือ แม้แต่คนที่บัญญัติศัพท์ก็ยังมั่วนิ่มอีกต่างหาก
เลยเป็นที่มาของความสับสน ที่ต้องมาช่วยกันตามล้างตามเช็ดอยู่ตอนนี้แหละครับ
เฮ้อ........
-อ.ค่ะ ข้อมูลที่อ.เขียนอธิบายทำให้เข้าใจว่า ไอ้ที่เขาพยายามพูดไทยคำ อังกฤษคำ เกี่ยวกับKM มันไม่อร่อยเท่าการกินMK กับแกงเลียงของไทยเราเลย
-ก็เข้าใจนะคะ ว่า นักวิชาการก็ต้องการเผยแพร่ความรู้ แต่ประชากรส่วนใหญ่ของไทยเราเป็นเกษตรกร เน้นการปฏิบัติ เจอ ภาษาปะกิตเข้าก็สับสน
-ก็เมื่ออยากให้ผู้คนเข้าใจ รับรู้ เพื่อขยายผลทางความคิด ปรับเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน แล้วทำไมไม่พูดให้คนปฏิบัติเข้าใจ ง่าย ๆ
-เคยเห็น ดร.ท่านหนึ่ง เวลาท่านลงมาลุยพื้นที่ ไม่เห็นท่านต้องพูดภาษาอะไรที่อ่าน แปลแล้วต้องแปลอีก ขยายความอีกเลย
--คนปฏิบัติฟังท่านแนะนำ เขาก็เข้าใจง่าย ส่วนประเภทฟังแล้วเอาไปบรรยายต่อ นี่เบื่อจัง ถามไปล้วงลึก ยิ่งพูดแต่ภาษาอังกฤษเข้าไปอีก
-บ่นมากไปเดี๋ยวจะหาว่า ก็ไม่ได้สอนชาวบ้าน ประชาชนนี่ สอนคนฟังรู้เรื่อง อิอิ
ครับ คนรู้น้อยจะพูดชัดได้ยาก คนรู้มากจะพูดชัดได้ง่าย
แค่นี้คงเดาออกนะครับ
ว่าอะไรเป็นอะไร