ในสภาวะที่คนรู้สึกสิ้นหวัง แล้วเลือกที่จะรักห่วงใยครอบครัวตัวเอง ห่วงใย พ่อ แม่ ผู้แก่เฒ่า ห่วงใยเลือดเนื้อเชื้อไข ... จะกลายเป็นคนที่ “ไร้หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์” เลยเชียวหรือ

วันนี้มีเรื่องให้ไม่สบายใจแต่เช้า รับรู้ตัวเองว่า ไม่พร้อม ...อย่างมาก ..แต่ งานต้องมาก่อน เข้าข่าย The show must go on . รู้สึกเหมือนกันนะ ว่าสงสารคนไข้ ...เวลาที่ Therapist ไม่พร้อม ...ความจริงในแนวปฏิบัติจะมีอยู่ว่า เมื่อ Counselors เกิดภาวะเครียด  หรือวิกฤติ Counselors ควรจะมี Counselor of the  counselors อีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันความเสี่ยง ...และบรรเทาปัญหา..โรงพยาบาลขนาดเล็กอย่างปางมะผ้า ..ก็มีอยู่แค่คนเดียว ..ขาดทางเลือก ทั้งผู้ป่วย และ  ผู้ให้คำปรึกษา ...

       เลยย้อนนึกมาถึง ...สถานการณ์ด้านกำลังคน ของประเทศไทย...การคุมกำเนิดข้าราชการ ...คงเป็นเจตนาดี ของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งบังเอิญ เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้เกิดการกระเพื่อม การเคลื่อนไหว และ การเปลี่ยนแปลงได้ ...พอกลายเป็นนโยบายแห่งชาติ ...ก็มีเหตุให้ต่างหน่วยงานต้องเฮโลสาระพา เกิดการ เปลี่ยนแปลงขึ้นอีก ....ก่อนหน้านี้ ...ทุกคนทำงานได้ดีภายใต้สภาวการณ์ที่เรียกว่า  ไม่ได้ดีนัก ...แต่ทุกคนอยู่ได้ ...แต่เมื่อนโยบาย ล้อมกรอบ ปิดทางออกไม่ให้เล็ดลอด ในอนาคต ไม่รู้เค้ามองสถานบริการด้านสุขภาพไว้อย่างไร

             ผู้เขียนเป็นคนหนึ่ง ที่ไม่เห็นด้วยกับการคุมกำเนิดกำลังคนด้านสุขภาพ ...การให้บริการด้านสุขภาพ เป็นความละเอียดอ่อน และ ซับซ้อน ...(ไม่ต้องมามีระบบเข้ามาเกี่ยวข้องกับซับซ้อนในตัวเองแล้วค่ะ )  ต่อการมาของคนไข้ 1 คน  เค้าต้องได้รับการบริการ ที่ครบถ้วน ตามมาตรฐาน .. แถมต้องตรงใจด้วย ...การให้บริการปรึกษาผู้ป่วยที่เครียด มาที่คลินิก  ผู้เขียนต้องใช้เวลา อย่างน้อย  35 – 60 นาที  จะเร่งรีบมีคนเรียงคิวมากมายเพียงไร ต่อการexplore คนไข้ 1คน  ไม่เคยทำเวลาได้ต่ำกว่า 35 นาที  นอกเสียจากจะเป็นผู้ป่วย รายเก่า  มาติดตามในประเด็นเล็กน้อย  ... การตรวจด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย อย่าง Ultra sound การทำ X-ray computer ต่าง ๆ ที่ว่าล้ำสมัยก็ไม่ได้จะช่วยให้ทุกอย่างเร็วขึ้น เพราะต้องใช้คนมาควบคุมเครื่องอยู่ดี ....ในโลกของการทำงานทางด้านสุขภาพ ....การลดจำนวนคน ..นอกจากจะไม่เป็นผลดี ..ต่อการให้บริการ  ระบบโดยรวมแล้ว ..ยังส่งผลถึง...ผู้มารับบริการทั้งหลายโดยตรงอีกด้วย ...              

                วันก่อนโรงพยาบาลก็ประสบปัญหาความขัดแย้งจากการ คนขาดอย่างมาก ... แพทย์ไม่พอ  พยาบาลไม่พอ ...มีน้อง ๆ พยาบาลร้องให้ ครอบครัวจวนเจียนแตกแยก  ย้ายไม่ได้  แต่ต้องมานั่งอุ้มชู คนไม่ได้เป็นอะไรกับตัวเอง   มีน้องพยาบาลที่คุณแม่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวช  กำลังมีลูกอ่อนสองคน ลูกซึ่งเป็นพยาบาลวิชาชีพ ช่วยอะไรไม่ได้มากไปกว่า การไปเยี่ยมเดือนละ 1 ครั้ง..ทุกคนต่างเครียด ถกเถียงแก้ปัญหาต่างคนต่างจากมุมของตนเอง  เผชิญหน้ากัน จนทะเลาะกันหน้าดำ หน้าแดง ...ทะเลาะกันไปทำไม ... มันไม่ได้มีใครผิด ....ผู้ร้ายตัวจริงไปนั่งทำทองไม่รู้ร้อน อยู่บนตึกสูง ...ห้องพักติดแอร์ สบายใจ ...               

                      มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้กำลังคนไหลออก นี่ช่างบีบหัวใจเหลือเกิน  บีบไปหมด  บีบไปทุกส่วน เช่น การจะย้ายต้องตัด จ.  ออกไป / เอาตำแหน่งไปได้  ไม่มีเพิ่ม  ตัดแล้วตัดเลย  .. เวลานั่งอยู่ตรงจุด ๆ หนึ่ง ก็เข้าใจ  มองเห็น เหตุผลและความจำเป็นของทุก ๆ ฝ่าย ..ค่ะ ในยุคอย่างนี้ ในแง่ของการพยายามแก้วิกฤติกำลังคนด้านสุขภาพ  ก็จะมีอีก 1 คำพูด  เป็นคำพูดที่ดี ...แต่ฟังแล้วก็ปวดปร่า ในใจเหลือเกินระบบบริการที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์  ในสภาวะที่คนรู้สึกสิ้นหวัง  แล้วเลือกที่จะรักห่วงใยครอบครัวตัวเอง  ห่วงใย พ่อ แม่ ผู้แก่เฒ่า  ห่วงใยเลือดเนื้อเชื้อไข ... จะกลายเป็นคนที่ ไร้หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ เลยเชียวหรือ

         (ขออภัยคุณหมอที่เป็นเจ้าของคำพูด คำนี้นะคะ ...เพราะคำพูดนี้ไม่ได้ผิด หรือเสียหายตรงไหน แถมยังเป็นคำพูดปลุกปลอบใจเวลา ที่จิตใจของคนทำงาน อ่อนล้า และหาเหตุผลว่า เหนื่อยไปทำไมด้วยซ้ำไปค่ะแต่มันเจ็บปวดใจ เวลา ถูกนำไปใช้ ในคนที่เจตนา จะ blame คน เท่านั้นเอง )                 

 แด่ น้อง ๆ ที่เสียน้ำตา  และกำลังเจ็บปวดใจ ...และสิ้นหวัง...