การทำงานที่เป็นระบบ
(ตอนที่ 1)
ความสำเร็จได้มาจากอะไร
ในการทำงานของมนุษย์เรา ได้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านประสบการณ์ชีวิตมายาวนาน บางคนมีอายุเกินกว่า 100 ปี (ได้กำไรชีวิตมาก) แต่บางคนมีอายุเพียงนับเดือน นับวันก็ลาจากโลกนี้ไปเสียแล้ว (ขาดทุนชีวิต) ในช่วงเวลาที่เรามองเห็น ได้ยินได้สัมผัสสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรา เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ สมหวัง ล้มเหลว ล้วนแต่เป็นประสบการณ์ที่สอนให้เรารู้จักวิธีการทำงาน อันเป็นประสบการณ์ที่อาจจะได้รับหรือมิอาจได้รับโดยมีแบบอย่าง จากคนที่เราทำงานร่วมอยู่ด้วย แต่วิธีการที่ดี การประสบผลสำเร็จทั้งหลายจะมี วิธีการที่เป็นระบบ ทั้งนั้น ความสำเร็จได้จากความมุ่งมั่น ความมานะอดทนและการสั่งสมประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่อง
ความสำเร็จของคนเราในแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในหน้าที่การงาน ความสำเร็จในชีวิตครอบครัวการครองเรือน หรือความสำเร็จในการศึกษา กว่าที่จะได้มานั้นแต่ละคนก็คงต้องฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรค และผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ร้อนหนาวมามากมาย ทั้งที่เป็นประสบการณ์ทำให้เกิดความล้มเหลวและที่เป็นประสบการณ์ทำให้เกิดความสมหวัง สอนให้เรารู้จักการทำงาน ที่เป็นระบบ เป็นประสบการณ์ที่อาจจะได้รับแบบอย่างจากบุคคลที่เราทำงานร่วมอยู่ด้วย

(รางวัลชีวิต เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้กำลังใจคนทำงาน แต่ในความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่ความยั่งยืน ถาวรในสิ่งที่เป็นพฤติกรรม หรือการกระทำนั้น ๆ ต่างหาก)
การเรียนรู้หรือการสร้างสมประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมายาวนาน ที่เป็นเครื่องหล่อหลอม กล่อมเกลาจิตใจให้เรามีความรู้สึก ยอมรับกับสภาพที่เป็นอยู่ มีความเข้มแข็ง อดทน ทำให้เรามีวันนี้ได้ สิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้แต่ละคนประสบความสำเร็จในแต่ละด้านที่แตกต่างกัน มิใช่อยู่ที่วัสดุราคาแพง เครื่องมือที่ทันสมัย หรือวิธีการใดวิธีการหนึ่ง หากแต่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ของแต่ละคนที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ ดังเช่น
1. บางคนพูดเก่ง พูดแล้วคนฟังเข้าใจง่าย สามารถสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว เป็นครูที่ดี
2. บางคนสอนเท่าไรก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นคนดีของสังคมได้ เขาจึงต้องเดินไปตามเส้นทางของเขาอย่างน่าสงสาร เป็นนักเลง
3. บางคนได้รับการศึกษา ได้รับโอกาสดีๆ แต่ประสบความล้มเหลวในชีวิต
4. บางคนไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา ต้องไขว่คว้าด้วยตนเองจนเลือดตาแทบกระเด็นแต่ก็ประสบความสำเร็จและสมหวังในชีวิตได้
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 120%" class="MsoNormal"> สถานศึกษา หรือโรงเรียน เป็นสถาบันหลักที่สำคัญในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน มีการจัดกระบวนการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย มีครูคอยให้คำแนะนำ อบรมสั่งสอน โดยใช้สื่อ/นวัตกรรม/เทคโนโลยีทางการศึกษา หลายวิธีการ หลาย ๆ แนวทาง แต่ว่าธรรมชาติของมนุษย์ย่อมที่จะมีทั้งคนดี และไม่ดี หรือมีทั้งทางบวกและลบปนกัน ในโรงเรียนก็เช่นเดียวกันเด็กอาจได้รับทั้งประสบการณ์ที่ดีและความล้มเหลวแต่บางประสบการณ์ อาจเป็นเครื่องเตือนใจให้เด็กนำเอาไปคิดเป็นมุมกลับ กลายเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตที่ดีได้ก็มีถมไป</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 120%" class="MsoNormal"> นอกจากสถานศึกษาแล้ว ครอบครัวก็เป็นรากฐานของการศึกษาเบื้องต้นที่ส่งผลกระทบมาถึงบุคคลในครอบครัว พ่อ แม่ เป็นเสมือนบุคคลต้นแบบที่ให้ความรู้ อบรมคุณธรรมให้แก่บุตร หลานและคนในสถาบัน ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตรัก การครองเรือน มักจะได้รับประสบการณ์มาจากครอบครัว มีแบบอย่างที่ดี </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 120%" class="MsoNormal"> </p>
ดังนั้นจึงอยากให้มองทั้งสองด้าน คือ ทั้งด้านบวกและด้านลบโดยเฉพาะเด็ก ๆ หรือเยาวชนที่คุณครูจะต้องให้การดูแล จัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน เด็ก ๆ เหล่านั้นมีพื้นฐานทางครอบ ครัวที่แตก ต่างกัน มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน ยิ่งบางคนเมื่อได้มาพบกับประสบการณ์ที่ดี ๆ ในโรงเรียน เขาสามารถปรับตัวได้ แก้ปัญหาด้วยตนเองได้ก็ดีไปแต่เด็กบางคนไม่สามารถที่จะแก้ ปัญหา และปรับตัวได้ จึงกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาไปและออกไปสร้างปัญหาให้กับสังคมก็มี ในทางกลับกันเด็กๆ บางคนอยู่ในสถานการณ์นั้นเอง ทั้งที่บางครั้งต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เลว ร้าย แต่เขาสามารถที่จะหลุดพ้นจากห้วงแห่งกรรมนั้นมาได้ กลายเป็นคนเข้มแข็งและอดทน เช่น
เด็กชายคนหนึ่ง เคยเป็นคนที่เรียนดี ขยันขันแข็งตั้งใจเรียน เขามีผลการเรียนในระดับเกรด 4 ทุกวิชา ตลอด 6 ปีที่เรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษา แต่เมื่อขึ้นมาเรียนในระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, 2, 3 กลับมีผลการเรียนลดลงตามลำดับ มีเกรดเฉลี่ย 1.50-1.70 เท่านั้น มีต้องซ่อมด้วย (คบเพื่อนรุ่นพี่พาไปในทางไม่สมควร) และเมื่อขึ้นไปเรียนระดับชั้นมัธยมปลาย เขาได้อยู่ท่ามกลางเพื่อน ๆ ที่เป็นนักแสดง ได้เกรดเฉลี่ย 1.90-2.20 เขามีความสามารถด้านการแสดง ชอบร้องเล่น เต้น รำ และเขาก็มีผลการเรียนที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เป็นเพราะเหตุใด
เด็กอีกคนหนึ่ง เป็นเด็กเกเร ชอบใส่ร้ายหาเรื่องกับเพื่อน ๆ ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง แต่มีสติปัญญาพอใช้ได้ สมองไวคิดได้เร็วแต่ขี้เกียจ ความสามารถเฉพาะตัวก็อยู่ในระดับพอใช้ได้ การเรียนไม่ค่อยดี ในระดับชั้นมัธยมศึกษา มีเกรดเฉลี่ยในระดับ 1.5-2.00 เท่านั้น จุดล้มเหลวของเขาคือ ชอบฉกฉวยทรัพย์สินของเพื่อน หยิบเอาทรัพย์สินคนอื่นมาเป็นของตนอย่างไม่ละอาย บางครั้งจับได้ก็ไม่รับ ทั้งหมดนี้เขาอยู่ท่ามกลางคนดี มีครูคอยให้การอบรมดูแล ช่วยเหลือ เอาใจใส่มาโดยตลอด แต่ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขนิสัยให้ดีได้ เป็นเพราะเหตุใด
เด็กผู้หญิงอีกคน กำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีความสามารถด้านการออกแบบวาดภาพ จินตนาการออกมาได้สวยงาม แต่แกเป็นคนที่ไม่สนใจเรียน ทั้งวันเดินอยู่ในโรงเรียน มาเข้าห้องเรียนได้ 10-15 นาที ก็ขออนุญาตออกไปทำธุระส่วนตัวแล้วก็หายไปทั้งชั่วโมง ถ้ามาเข้าเรียนก็จะพูดจาไม่สุภาพ และชอบขีดเขียนข้อความไม่สุภาพลงบนพื้นผนังเรียบ ๆ พร้อมทั้งอ่านดัง ๆ ให้เพื่อน ๆ ฟัง เคยผ่านการอบรมตักเตือนแล้ว แต่พฤติการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเพราะเหตุใด
ยังมีเด็กดี ๆ อีกเป็นจำนวนมาก มีมากกว่าเด็กที่ยกมาอ้างอีกนะ ครับ แต่มาถึงตรงนี้ ผมมองเห็นว่า ตัวอย่างดี ๆ บางครั้งก็ไม่อาจที่จะเป็นคำสอน เป็นต้นแบบให้กับเยาวชนได้ ตรงกันข้ามบางครั้งตัวอย่างที่ไม่ดี ไม่พึงประสงค์ อาจเป็นแบบอย่างในมุมกลับกัน ช่วยสอนให้เยาวชนกลายเป็นคนดีในอนาคตได้ จึงอยากที่จะให้มองทั้ง 2 ด้าน คือทั้งบวกและลบ ทั้งดีและไม่ดีว่าต่างก็มีคุณค่าในการเป็นแรงผลักดัน ดังคำพูดที่ว่า “ถ้าเราอยู่ท่ามกลางความขาวสะอาด แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอันไหนขาวที่สุด” นั่นคือ ประสบการณ์ที่ดี และคำพูดที่ว่า “ถ้าเราอยู่ท่ามกลางคนไม่ดีทั้งนั้น แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนเลวที่สุด” นั่นคือประสบการณ์ที่ไม่ดี ที่อาจจะสอนให้เราเป็นคนแข็งแกร่ง มีความอดทนก็ได้
(นักแสดงทุกคนต่างก็ทำหน่าที่ตามที่ตนเองได้ศึกษามา แต่งหน้าทาแป้ง เขียนคิ้ว ทาปาก สวมชุดนักแสดงด้วยตนเอง โดยมีแบบอย่างจากรุ่นพี่)
คนเรามีความแตกต่างกันในหลายสิ่งหลายอย่าง คนเรามีความสามารถแตกต่างกัน คน เรามีการรับรู้ที่ต่างกัน คนเรามีรูปร่างที่แตกต่างกัน คนเรามีหน้าตาที่แตกต่างกัน คนเรามีฐานะที่แตกต่าง กัน บางคนมาจากครอบครัวที่แตกต่างกัน และคนเราประสบความสำเร็จได้ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ความสำเร็จ เกิดขึ้นจากการแก้ปัญหา ผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ วิธีการที่เป็นระบบในการเรียน ในการครองชีวิตและการทำงาน เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยให้มองเห็นปัญหา และมีแนวทางในการแก้ไข เพียงแต่ว่า เราจะต้องยอมรับในความแตกต่างกันของความเป็นมนุษย์ และมีการจัดการที่เป็นระบบ คือ มีการคิดวางแผน ลงมือกระทำตามแผน มีการตรวจสอบความก้าวหน้า และมีการปรับปรุงแก้ไข ถ้างานไม่สำเร็จ ย้อนกลับไปตั้งต้นใหม่ หรือเริ่มต้นตรงจุดที่พบข้อบกพร่อง แล้วปรับแก้

ความสำเร็จทุกอย่างมิใช่ที่จะได้มาอย่างง่าย ๆ การที่จะได้มาบางครั้งเกิดจากความมุ่งมั่นและการสั่งสมประสบการณ์ และจะต้องไม่ลืมว่า เราคือ ผุ้หนึ่งที่มีประสบการณ์ต่าง ๆ จงนำเอามาเป็นเครื่องเตือนสติของตนเองด้วย ครับ
(ชำเลือง มณีวงษ์. พบกับตอนที่ 2 การวิจัย แก้ปัญหาได้. 2550)
</span></font></span></span>