แล้วพ่อเคยไปทุกจังหวัดในประเทศไทยแล้วเหรอ

วันที่ 8 ตุลาคม 2550

วันนี้เป็นวันจันทร์ วันแรกของสัปดาห์ที่ 23 ของการอยู่ที่นี่ และยังคงเหลืออีกเพียง 37 วันก็จะถึงเส้นชัยแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมตื่นขึ้นมาในเวลาเดิมๆ คือ ราวๆ 6 โมงครึ่ง วันจันทร์มักจะเป็นวันที่มีคนไข้ในวอร์ดน้อยเพราะว่าส่วนมากสามารถออกจากโรงพยาบาลได้เกือบทั้งหมดในวันอาทิตย์ คนไข้ผ่าตัดมดลูกที่นี่อยู่โรงพยาบาลเฉลี่ยเพียง 2 วันหลังผ่าตัด เพราะว่าค่านอนในโรงพยาบาลตกราว 200 เหรียญต่อคืน ซึ่งนับว่าแพงมาก ที่บ้านผมใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ 5 วัน ที่นี่คาสายสวนเพียง 1-2 วันเท่านั้น (นี่พูดถึงการผ่าตัดมดลูกออกทางช่องคลอดนะครับ) คนไข้จะกลับมาให้หมอตรวจแผลในวันที่ 3-7 หลังผ่าตัด ซึ่งถ้าเป็นบ้านเรา ส่วนมากจะมาอีกทีก็ 1 เดือนหลังผ่าตัด ทั้งนี้เพราะว่าระยะทางการเดินทางไปโรงพยาบาลของบ้านเราไกลกว่ามาก คนสิงคโปร์ไปโรงพยาบาลอย่างไกลก็ประมาณ 30 กิโลเมตร ก็ลองหลับตานึกถึงขนาดของภูเก็ตดูสิครับ แต่บ้านเราบางรายเดินทางมาจากนครศรีฯเพื่อจะผ่าตัดที่หาดใหญ่ จนแล้วจนรอดผมก็ยังนึกไม่ออกเลยว่า หากผมจะให้เขาออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่หลังผ่าตัดวันที่ 2-3 แล้วจะให้เขาไปนอนที่ไหน ยิ่งตอนนี้ระบบการเบิกจ่ายเงินแบบ DRG เขาต้องการให้คนไข้นอนอยู่ในโรงพยาบาลให้น้อยที่สุดเพื่อลดรายจ่ายของโรงพยาบาล แต่มันก็จะเป็นการเพิ่มรายจ่ายให้คนไข้อยู่ดี แต่มานึกอีกที รัฐก็จ่ายให้เขามากแล้วทั้งค่าผ่าตัด ค่าอะไรต่างๆจิปาถะ คนไข้จ่ายค่าที่พักเพิ่มเติมอีกหน่อยก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่นี่ก็คิดโดยไม่ได้นึกไปไกลเกินกว่าที่ว่า คนไข้จ่ายค่าที่พักนอกโรงพยาบาลเอง แล้วคนที่ไม่มีเงินล่ะ ปวดหัวจริงๆ ที่สิงคโปร์นี้ จะยากจนแค่ไหนก็ต้องจ่ายครับ ทุกคนต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตัวเอง รัฐจะออกให้ส่วนหนึ่งเท่านั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมเดินไปโรงพยาบาลใจก็คิดเรื่อยเปื่อยอีกครั้ง วันนี้ใจมันฉุกคิดไปว่า เออสินะ เราไม่เคยเห็นสายไฟในสิงคโปร์เลย เขาฝังไว้ใต้ดินทั้งหมด เมื่อวานที่กลับไปบ้าน ตอนที่ไปสถานีรถไฟ ผมก็เห็นว่าถนนในหาดใหญ่ถูกขุดเจาะหลายสายเชียว จิ๋มบอกว่าเขากำลังขุดท่อวางสายไฟฟ้าใต้ดิน ผมก็เปรยขึ้นมาว่า หาดใหญ่เราจะเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่วางสายไฟใต้ดิน พี่แป้งก็ถามว่าที่อื่นไม่มีเหรอพ่อ พ่อเธอก็ตอบว่า ไม่มีลูก ที่นี่จะเป็นที่แรกในประเทศไทย ผมตอบอย่างภูมิใจ เธอก็ถามว่า แล้วพ่อเคยไปทุกจังหวัดในประเทศไทยแล้วเหรอ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงอย่ามั่วกับลูก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ผมมีความสุขจังเลยครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมไม่มีคนไข้ในวอร์ดจริงๆด้วย หลังจากส่ง SMS ไปบอกลุปน่าแล้ว ผมก็ลงไปกินข้าว แล้วไปนั่งทำงานต่อในคลินิก เริ่มตรวจคนไข้ก่อนเวลาเล็กน้อย แต่เลิกตรวจก็ปาเข้าไปบ่ายโมง ข้างนอกฝนตกหนัก ฟ้าร้องครืนๆ คนไข้ค่อยทยอยมาโรงพยาบาลกันก็ล่วงเข้าไป 11 โมง นี่เป็นเหตุหนึ่งที่เลิกช้า แต่ผมก็ตรวจคนไข้ไปได้เรื่อยๆ สบายอารมณ์ วันนี้เปิดเพลงที่อ.จันฝากมาให้ตั้งแต่เช้าจนเลิกงานเลยครับ ฟังเท่าไหร่ก็ยังไม่หมดแผ่น มันมีมากเหลือเกิน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ช่วงบ่ายซึ่งเป็นช่วงทำวิจัยของผม แต่ก็ไม่ได้ทำอีกเช่นเคย เดาได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม ถูกต้องแล้วครับ ผมถูกเรียกให้ไปช่วยผ่าตัดเช่นเคย คราวนี้เป็นครูลี เราทำเวลาได้ดีในการผ่าตัดรายนี้ครับ ผมออกมาจากห้องผ่าตัดได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ครูหาญก็โทรมาหาผม ท่านบอกว่า ที่คลินิกยุ่งมากเลย มาช่วยกันหน่อย ว่าแล้วผมก็วิ่งลงไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                บ่ายนี้มีคนไข้กว่า 50 ราย วันนี้ท่านตรวจกับอาร์ลีน ส่วนนาตาลีพักร้อน หว่องฟุกเลยต้องออกมาจากห้องยูโรพลศาสตร์มาช่วยอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเคลียร์ได้ทันใจครู ผมเลยต้องลงมาช่วย กว่าจะเลิกงานก็ 18.10 น. อีกแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมเดินออกมาจากโรงพยาบาล คิดจะเดินกลับบ้าน เพราะหากรอรถ shuttle bus รับรองว่าคงได้เจอฝนแน่ๆ ท้องฟ้ากำลังดำปี๋ คาดว่าอีกประมาณ 10 กว่านาทีข้างหน้านี้คงจะชุ่มฉ่ำอีกหน ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับบ้าน หนักหลังเพราะแบก notebook ไปด้วย ท้ายที่สุดก็ไม่ทัน ผมติดฝนอยู่ใน Little India นี้นี่แหละ ยืนรออยู่พักหนึ่งก็วิ่งฝ่าออกไป ถึงบ้านก็ฝนหยุดตกพอดี น่าเจ็บใจไหมล่ะ สิงคโปร์