แบงก์ชาติผ่านฐานะการคลัง พบมีความเสี่ยงสูง เหตุรายได้จากภาษีลดลงจากข้อตกลงเขตการค้าเสรี ขณะเดียวกันกลับมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งจากภาระด้านสังคม สาธารณสุข เบี้ยบำนาญ ซ้ำต้องควักเงินเพิ่มทุนให้หน่วยธุรกิจของรัฐที่ขาดทุน และผลจากโครงการบ้านเอื้ออาทรนายทรงธรรม ปิ่นโต สายนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2550 เรื่อง “การประเมินความเปราะบางทางการคลังของไทย ความเสี่ยง และนัยต่อการดำเนินนโยบายในอนาคต” ครั้งที่ 8 ณ โรงแรมแชงกรี ลา กรุงเทพ ว่า จากภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากปัญหาวิกฤติการเงินในปี 2540 รับภาระหนี้ที่เกิดจากการที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 10 % ของจีดีพีส่งผลให้หนี้สาธารณะของไทยจากช่วงก่อนเกิดวิกฤต จะอยู่ที่ประมาณ 13-14% ของจีดีพี แต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นไปสูงถึง 57% ของจีดีพี ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ภาคการคลังมีความเสี่ยงมากขึ้น สำหรับโครงสร้างรายจ่ายของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมาจะอยู่ที่ 18.2% ของจีดีพี เทียบกับประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วจะอยู่ที่ 36.6% ของจีดีพี และเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียด้วยกันอยู่ที่ 26.3% ของจีดีพี อย่างไรก็ตามการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การเงิน และภาคการคลังที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตข้างหน้า อาจจะทำให้ภาคการคลังมีความเสี่ยงและมีภาระมากขึ้น ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงจากโครงสร้างทางด้านรายได้ที่ไม่เอื้อกับรายจ่ายของภาครัฐ รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงจากภาระเพิ่มเติมทั้งในและนอกงบประมาณที่รัฐมีอยู่แต่ไม่ได้เผยแพร่ ให้สาธารณชนรับทราบ ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าความเสี่ยงเชิงโครงสร้างทางการคลังของรัฐบาลนั้นมีแนวโน้มว่าจะจัดเก็บภาษีได้ลดลงเนื่องจากผลของการทำข้อตกลงทางการค้าเสรี การพึ่งพาภาษีที่มีความผันผวนต่อเศรษฐกิจสูงได้แก่ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นพระเอกเพิ่มรายได้ให้กับรัฐมาตลอดซึ่งอยู่ที่ 27% ของรายได้รัฐ ปัจจุบันการจะปรับขึ้นทำได้ค่อนข้างยาก รวมทั้งภาษีนิติบุคคล เพราะเป็นภาษีที่อิงกับความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจรวมทั้งการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีบทบาทค่อนข้างน้อยขณะที่การจัดเก็บภาษีศุลกากรรายได้ลดลงค่อนข้างมากจาก 20% ปัจจุบันจัดเก็บได้เพียงแค่ 5% เท่านั้นทำให้รายได้ของรัฐไม่เพียงพอต่อกับรายจ่าย นอกจากนี้ความเสี่ยงจากภาระเพิ่มเติมทั้งในและนอกงบประมาณนั้น พบว่าสถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาล มีความเสี่ยงจากภาระเพิ่มเติมในงบประมาณมากส่วนใหญ่รายจ่ายตามสิทธิข้าราชการ เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญ ค่ารักษาพยาบาลเงินสมทบ เงินชดเชยการศึกษา สาธารณสุข และสิทธิของประชาชนที่รัฐบาลไม่สามารถตั้งงบประมาณให้ครบในแต่ละปี โดยในปี 2548 รัฐบาลมีภาระในเรื่องดังกล่าวมากถึง34,671 ล้านบาท และในปี 2549 แม้ภาระ จะลดแต่ก็อยู่ในระดับสูง 34,671 ล้านบาท สำหรับภาระทางการคลังที่เหลือและคาดว่าจะเพิ่มขึ้น ก็คือโครงการบ้านเอื้ออาทร การแก้ปัญหาหนี้เสียของธนาคารเอสเอ็มอี การอุดหนุนการขาดทุนของ ขสมก. และการเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามมาตรฐานบัญชีใหม่ IAS39 โดยประมาณการภาระเพิ่มเติมของรัฐในอีก 10 ปีข้างหน้าซึ่งเป็นภาระชัดเจนที่ต้องจ่าย ในเงินงบประมาณ ได้แก่ เบี้ยหวัดเบี้ยบำเหน็จ บำนาญ ค่ารักษาพยาบาล เงินสำรอง กบข. และเงินสมทบประกันสังคมการศึกษา สาธารณสุข และภาระบอกงบประมาณเพิ่มเติม ได้แก่โครงการบ้านเอื้อการแก้ปัญหาหนี้เสียของธนาคารเอสเอ็มอีการอุดหนุนการขาดทุนของ ขสมก. และการเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจตามมาตรฐานบัญชีใหม่ IAS39 จะสูงถึง 60,356 ล้านบาท ในปี 2551 และเพิ่มเป็น 70,274 ล้านบาทในปี 2560อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ความยั่งยืนทางการคลังในอีก 10 ปีข้างหน้า พบว่า บทบาทของภาครัฐ ที่เหมาะสมและเป็นกลางต่อเศรษฐกิจจะต้องขาดดุลไม่มากเกินไป คือไม่ควรเกิน 1% ของจีดีพี และรัฐสามารถ ที่จะรับภาระเพิ่มเติมทั้งในและนอกงบประมาณได้ในวงเงินงบประมาณที่เหมาะสมเพียงพอกับงบลงทุน ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 25% ของงบประมาณ ขณะที่โครงสร้างด้านรายจ่ายจะขยายตัวมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความยั่งยืนทางการคลัง หนี้สาธารณะจะเข้าใกล้ระดับ 50% ของจีดีพีและการขาดดุลการคลังจะสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไม่เกิน 3% ของจีดีพี <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; text-align: justify" class="MsoNormal">ด้านนางสาวฐิติมาชูเชิดสายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า สำหรับแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงทางด้านการคลัง จะต้องมีการปรับปรุงระบบ และการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพให้มากขึ้นโดยในส่วนของภาษีบุคคลธรรมดาให้ภาครัฐขยายฐานภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมให้มากขึ้น โดยดึงบุคคลที่อยู่นอกระบบเข้ามาเสียภาษีให้มากขึ้น กำหนดรายการลดหย่อนภาษีบุคคลให้เหมาะสม และเป็นธรรมมากขึ้นเช่นลดหย่อยกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จัดให้มีระบบเครดิตภาษีสำหรับการลดหย่อยต่าง ๆ เช่น การออมระยะยาว ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคล ควรเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บตรวจสอบความถูกต้องในการจัดทำบัญชี ขณะที่การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตควรทบทวนให้มีความทันสมัย เช่น บางรายการที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในอดีตแต่ปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเครื่องปรับอากาศเป็นต้น ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม การจัดเก็บถือว่าทำได้ดีมากแล้วคงจะทำอะไรเพิ่มเติมได้ไม่มาก เช่น การขยายฐานประสิทธิภาพในการจัดเก็บซึ่งใกล้ระดับที่จัดเก็บจริงแล้วอาจจะต้องพิจารณาเพิ่มอัตราภาษีถ้าปฏิรูปรายการอื่นไม่สำเร็จ นอกจากนี้เห็นว่า มาตรการลดหย่อนภาษีในปัจจุบันไม่ได้สร้างความไม่เป็นธรรมระหว่างคนจนมากกว่ากับคนรวยไม่มากนักแม้ว่ารายได้คนจนจะมีน้อยกว่า แต่กลับได้รับการลดหย่อนภาษีเทียบเท่ากับคนจน ซึ่งเห็นได้ชัดจากการลงทุน ผ่านกองทุน LTF ดังนั้นภาครัฐควรดูให้เหมาะสมเพื่อไม่รัฐเสียรายได้</p> <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">แนวหน้า ไทยโพสต์ 5 ต.ค. 50</p>
ฐานะการคลังง่อนแง่น ข้อตกลงค้าเสรีฉุดรายได้ลด ภาระค่าใช้จ่ายทางสังคมพุ่ง
ฐานะการคลังง่อนแง่น ข้อตกลงค้าเสรีฉุดรายได้ลด ภาระค่าใช้จ่ายทางสังคมพุ่ง
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
SO COOL · 5 ต.ค. 2550