ปีนี้ไม่ได้จูบเธอในวันเกิดเหมือนทุกปี แต่ก็ฝากไปทางโทรศัพท์ดัง จ๊วบบบบ ซึ่งคงจะดังจริงๆ เพราะว่าคนในสำนักงานมองมาแล้วยิ้มให้แบบขำๆ ก็ผมรักของผมนี่นา

วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2550

วันนี้เป็นวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ที่ 22 นับถอยหลังไปก็เหลือ 41 วันแล้วครับ ยังยืนยันว่ายังคงมีความสุขอยู่ ที่นับถอยหลังก็เพราะว่าเคยตัว เคยชิน ไว้ตอบคำถามลูก และท้ายที่สุดก็เป็นยี่ห้อของผมไปโดยปริยาย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เมื่อวานนับว่าเป็นวันที่หฤโหดไปนิด เพราะว่าต้องตรวจคนไข้ตั้งแต่ 9 โมงเช้า มากินข้าวเที่ยงเอาตอนบ่ายโมงครึ่ง และตรวจคนไข้ต่อตอน 2 โมง เลิกงานก็ 6 โมงเย็นเป๊ะ เรียกว่านั่งพูด นั่งตรวจจนพุงอืดเลยเชียว เลิกงานไปก็ทราบว่านาตาลีและอาร์ลีน round คนไข้ที่จะผ่าตัดในวันรุ่งขึ้นเสร็จหมดแล้ว ผมจึงโล่งอกไป เสร็จแล้วก็ไปนั่งกินข้าวผัดอินเดียใน Kopitiam กินไปได้ 3 ช้อน นาตาลีก็ส่ง SMS ให้ไปนั่งดื่มเบียร์ที่ Novena ซึ่งเธอชวนเพื่อนไปด้วย ไม่รอช้า รีบกิน รีบออกไปทันที ได้เจอหมอวีเจ้าเก่า และเพื่อนใหม่อีกคนหนึ่ง ซึ่งเคยทำงานใน KKH มาก่อน แล้วลาออกไปทำคลินิกข้างนอก เขาเป็นผู้ชายตัวใหญ่ คุยเสียงดังฟังชัด แถมมีมุขตลกหยอดมาไม่หยุดยั้ง และก็พูดอยู่คนเดียวทั้งชั่วโมง เสียดายที่ชื่อเขาช่างจะยากเหลือเกิน แต่หน้าตาจำได้โดยง่าย เจอครั้งหน้าคงได้ทักทายกันอีกครั้ง  เราดื่มกันคนละแก้วแล้วก็แยกย้ายกันไป นาตาลีบอกว่า วันพุธจะเป็นวันดื่มของเพื่อนคนนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้ผมต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมง เพราะว่าครูหาญเริ่มผ่าตัดตอน 8.30 น. และผมต้องช่วยท่านผ่าในตอนเช้าซะด้วย ที่ต้องตื่นเช้ากว่าปกติ เพราะว่าช่วงนี้ท้องผูก สงสัยจะดื่มน้ำน้อยไปหน่อย ผมใช้เวลาราว 45 นาทีกับเรื่องนี้เกือบทุกวัน หนังสือที่เตรียมมาก็ถูกเปิดอ่านไปได้เรื่อยๆ จบไปหลายเรื่องแล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                การผ่าตัดวันนี้ก็เหมือนปกติทุกสัปดาห์ เราเริ่มรายแรกด้วยการผ่าตัดมดมูกที่หลุดห้อยออกมาทั้งพวง คนไข้คนนี้เป็นของลุปน่า เธอจึงเป็นคนลงมีด หว่องฟุก เป็นมือ 2 ส่วนผมเป็นมือที่ 3 ครูหาญเข้ามาหลังสุดเพื่อแทง total Prolift ซึ่งมันก็ดูเหมือนไม่มีอะไรนะ จากนั้นท่านก็สั่งให้ผมไปเริ่มผ่าในอีกห้องหนึ่ง ซึ่งต้องเรียกอาร์ลีนให้เข้ามาช่วย เราก็ผ่าด้วยกันอย่างราบรื่น คุยบ้าง หัวเราะบ้าง ก็อย่างว่าแหละครับ ผมมันเป็นพวกติงต๊อง ใครๆก็สามารถหัวเราะกับผมได้ เสร็จแล้วก็เข้าไปเยี่ยมครูในอีกห้องหนึ่ง ก็ทราบมาว่า คนไข้ที่ผ่าคนแรกนั้นเริ่มมีปัญหา ยายแกท้องป่อง พุงอืด ซีดลง ความดันเริ่มรวน ผมจึงรีบไปดูท่านในห้องพักฟื้น ตอนนั้นก็รู้สึกว่าน่าจะมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เพียงแต่ว่าอาการยังไม่ชัดเจนมาก ไม่ปวดท้อง ไม่มีลักษณะของช่องท้องอักเสบ ก็เลยบอกว่าให้รอดูอาการไปก่อน แต่ให้รีบเจาะเลือด จองเลือด และเอาเลือดมาให้ จากนั้นก็วิ่งไปกินข้าว แล้วไปผ่าตัดให้คนไข้อีกคนหนึ่งร่วมกับอาร์ลีนเป็นรายที่ 2 แล้วกลับมาดูคนไข้ที่มีปัญหาอีกรอบ คราวนี้เห็นชัดเจนเลยว่า ซีดลงอีก ปวดท้องและมีลักษณะช่องท้องอักเสบ เลยวิ่งไปบอกครู เราตัดสินใจเอาแกเข้าห้องผ่าตัดอีกรอบ ครูก็จัดแจงเปิดแผลผ่าตัดในช่องคลอดอีกครั้ง เลือดแกออกทางช่องคลอดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เราก็ยังหาจุดเลือดออกไม่ได้สักที เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ทันใดนั้น เราก็เห็นมัน เลือดไหลพุ่งออกมาท้าสายตาพวกเราที่เฝ้ามองหาอยู่นับสิบ (ตา) ทุกคนเฮกันใหญ่ เราจัดการได้เรียบร้อย โดยไม่ต้องผ่าท้อง ดีจริง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                จากนั้นผมก็ไปผ่าให้ครูอีกห้องหนึ่ง แต่ท่านให้ผมสอนนาตาลี ท่านใช้คำว่า ให้ผมสอน แหม คำนี้ทำเอาตัวเกือบลอยเชียว ก็ผ่านไปได้เหมือนกับจะดี แต่ทันใดนั้นนิ้วผมก็ไปสะดุดกับอะไรแข็งๆที่อยู่ด้านใน คนไข้คนนี้เป็นเนื้องอกที่รังไข่ด้านซ้าย ก้อนใหญ่ราวๆ 5 ซม. และมีพังผืดล้อมรอบอยู่ด้วย จึงเรียกให้ครูเข้ามาอีกรอบ ผมบอกครูว่าน่าจะเป็น dermoid ซึ่งเป็นเนื้องอกรังไข่ชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่มะเร็ง ข้างในจะประกอบไปด้วยไขมัน เส้นผม ฟัน กระดูก แบบที่คนโบราณเขาเชื่อว่าเกิดจากการโดนคุณไสย์ ถูกเสกหนังควายเข้าท้องนั่นแหละ การผ่าตัดค่อนข้างยาก ครูทำให้ก้อนแตก ไขมันสีเหลืองไหลเยิ้มออกมา สกปรกเละเทะจริงๆ และท้ายที่สุดก้อนก็สามารถเอาออกมาได้ทางช่องคลอดโดยไม่ต้องไปผ่าท้องเอาออก เก่งจริงๆ ครูผมบ่นว่า วันนี้เป็นวันอะไร เจอแต่ funny cases จริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ระหว่างผ่าตัดนั้น ครูบอกว่าลุปน่าซึมไปมาก เพราะว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน เธอช่วยชาฟาลีผ่าตัด ก็ทะลุกระเพาะปัสสาวะ วันนี้ก็เจอเลือดออกในช่องท้องจนต้องผ่าตัดซ้ำ ครูก็บอกเราว่า ภาวะแทรกซ้อนเป็นสิ่งที่เกิดได้ราว 1% และเราก็ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการรักษานี้ ท่านยังบอกว่า ลุปน่ามีความทุกข์ แต่พวกเรากลับมีความสุขอย่างท้าทาย เสร็จจากนี้ผมจึงส่ง SMS ไปหาเธอเพื่อปลอบใจ และบอกเธอว่าครูไม่ได้โกรธเธอเลย ไม่ต้องกังวล <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เสร็จผ่าตัดก็ 6 โมงพอดี ผมออกไป round คนไข้ของครูลีที่จะผ่าตัดในวันพรุ่งนี้ พบว่ามีแค่ 3 รายเท่านั้น และที่สำคัญคือจะมีคนไข้ที่มดลูกหย่อนร่วมกับรูทวารโผล่แลบออกมาด้วย น่าสนใจมาก เพราะว่าคุณหมอ Heah ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ทวารหนักและลำไส้ใหญ่จะเป็นผู้มาผ่าให้ งานนี้พลาดไม่ได้โดยเด็ดขาด <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมนั่งพักอยู่ในสำนักงานไม่นานนักก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น อาจารย์เต็มศักดิ์โทรฯเข้ามาหา บอกว่าตอนนี้ถึงสิงคโปร์แล้ว กำลังอยู่ในรถไฟฟ้า อีกชั่วโมงนึงเจอกัน ผมก็นั่งพักเหนื่อยสักครู่จึงออกเดินทางไป Chinatown ตั้งเข็มไปยังโรงแรม Keong Saik โรงแรมที่เป็นสถานที่แห่งแรกที่ผมอาศัยซุกหัวนอนเมื่อครั้งมาที่นี่ในวันแรก ออกจากโรงพยาบาลก็เจอพี่การ์ตูนเลยเรียกให้ไปด้วยกัน เรานั่งรถเมล์สาย 851 ไปลงหลังโรงแรมเลย แล้วไปพบอาจารย์และเพื่อนของท่านที่มาจากกรุงเทพฯ ซึ่งมาเรียนหลักสูตรเดียวกัน แต่กำลังจะจบในวันพรุ่งนี้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                เราไปกินกันที่ร้านข้าวต้มขากบ งานนี้ผมถือวิสาสะที่อายุน้อยสุดเป็นผู้เลือก พี่การ์ตูนแนะนำเมนูใหม่คือเต้าหู้ทรงเครื่องและผัดผักกับเห็ดขาว อร่อยดีจริงๆ แล้วเราก็ไปกินขนมหวานในร้านข้างๆ เลือกกินไอ้ที่เขียนว่ามีลูก dates เพราะว่าเห็นวางขายอยู่ในตลาด Bugis น่ากิน แต่ไม่กล้าซื้อ เพราะไม่รู้ว่ากินอย่างไร มารู้ว่า dates คือพุดทราก็ต่อเมื่อเขายกใส่ถ้วยมา โง่แตกเลยครับ ก็ไม่เคยเห็นพุดทราสดแบบนี้นี่นา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                สรุปว่าวันนี้ก็ยังคงมีความสุขกับชีวิต สุขกับการทำงาน โทรไปคุยกับภรรยาก็ล่วงไป 6 โมงแล้ว เพราะว่าวันนี้เป็นวันเกิดเธอ สงสัยจะโทรไปเป็นคนหลังๆ เพราะว่าเพิ่งเสร็จจากงานก็ตอนนั้นแหละ ปีนี้ไม่ได้จูบเธอในวันเกิดเหมือนทุกปี แต่ก็ฝากไปทางโทรศัพท์ดัง จ๊วบบบบ ซึ่งคงจะดังจริงๆ เพราะว่าคนในสำนักงานมองมาแล้วยิ้มให้แบบขำๆ ก็ผมรักของผมนี่นา