ครั้งก่อนก็ได้ว่าด้วยหลักศรัทธาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ วันนี้ลองมาศึกษาเกี่ยวกับหลักคำสอนดูบ้างว่าจะเป็นอย่างไร
๑. สอนว่าทุกสิ่งเกิดมาจากเหตุ พุทธศาสนามีหลักที่เป็นวิทยาศาสตร์ คือใช้สิ่งที่มีอยู่จริงมาศึกษาด้วยเหตุด้วยผลโดยหลักคำสอนที่สำคัญก็คือคำสอนว่าทุกสิ่งเกิดมาจากเหตุ ไม่มีสิ่งใดที่จะเกิดมาได้โดยไม่มีเหตุซึ่งหลักการนี้สามารถนำไปพิจารณาหาความจริงของสิ่งต่างๆให้บังเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงได้
๒.สอนว่าจิตสำคัญที่สุดพุทธศาสนาจะสอนว่าจิตสำคัญที่สุดทุกสิ่งขึ้นอยู่กับจิต เป็นไปตามอำนาจของจิตคือวัตถุทั้งหลายนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่มีจิตใจจึงคิดนึกและทำอะไรไม่ได้ มีแต่จิตเท่านั้นที่สร้างทุกสิ่งขึ้นมา ทั้งความสุข ความทุกข์ ทั้งความเจริญ ความเสื่อม ทั้งดี ทั้งชั่ว และวัตถุสิ่งของกับอุปกรณ์ต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เป็นต้น
๓.สอนให้พึ่งตนเองพุทธศาสนาจะสอนให้เราพึ่งตนเองเพราะไม่มีใครจะเป็นที่พึ่งได้ดีเท่าตัวของเราเอง เมื่อเราพึ่งตนเองเราก็จะมีความเข้มแข็งอดทนมีปัญญาและมีทุกข์น้อยตลอดจนไม่มีทุกข์เลยได้ แต่ถ้าเราเอาแต่พึ่งคนอื่นเราก็จะอ่อนแอไม่มีความอดทนและโง่เขลารวมทั้งจะพบแต่ความทุกข์ ความเดือดร้อนเรื่อยไป
๔.สอนให้รักผู้อื่นพุทธศาสนาจะสอนให้เรามีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคนโดยเสมอหน้า ไม่เบียดเบียนใครๆ ซึ่งนี่จะทำให้เรามีแต่ความสงบสุข และโลกก็จะมีสันติภาพ แต่ถ้าเราขาดเมตตารักใคร่ต่อเพื่อนมนุษย์และเอาแต่เบียดเบียนกันเราก็จะมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย และโลกก็จะพบแต่วิกฤติการณ์ สุดท้ายก็จะพินาศ
๕.สอนให้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายก็คือการงดเว้นสิ่งหรูหราฟุ่มเฟือยทั้งหลาย เพราะสิ่งฟุ่มเฟือยจะนำมาซึ่งปัญหามากมายในภายหลังเช่นความยากจนขยะล้นเมือง มลพิษทางดินทางน้ำทางอากาศและสภาพแวดล้อมถูกทำลายจนนำภัยพิบัติทางธรรมชาติกลับมาให้ส่วนรวม ถ้าเราสามารถงดเว้นสิ่งฟุ่มเฟือยได้มากเท่าไร เราก็จะมีความสงบสุขมากเท่านั้น
๖. สอนให้มีสติอย่าประมาทการมีสติก็คือการระวังตัวไม่ทำสิ่งที่ผิดหรือชั่ว ซึ่งก็คือความไม่ประมาทและจะทำให้ไม่มีปัญหาไม่มีความเดือดร้อนตามมาในภายหลัง แต่ถ้าเราขาดสติ คือทำสิ่งที่ผิดและชั่ว ก็เรียกว่าประมาท ซึ่งก็จะทำให้พบกับปัญหา และความทุกข์ความเดือดร้อนตามมาในภายหลังได้
๗.สอนให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นความยึดมั่นถือมั่นนั้นก็คือความเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบคนอื่นไม่ยอมใครซึ่งจะนำมาซึ่งปัญหาและความทุกข์ความเดือดร้อนมากมาย พุทธศาสนาจึงสอนให้ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลาย เพื่อที่จิตจะได้ไม่มีทุกข์ และพบกับความสงบสุขหรือนิพพาน
๘.สอนว่านิพพานคือความสงบเย็นของจิตใจนิพพานหมายถึงความสงบเย็น คือมีทั้งความสงบนิ่ง ไม่ดิ้นรนฟุ้งซ่าน และเยือกเย็น ปลอดโปร่งแจ่มใส เบาสบาย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อเราสามารถกำจัดกิเลสให้ออกไปจากจิตของเราได้ซึ่งนิพพานนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดของชีวิต
๙.สอนให้ละเว้นความชั่วทำดีทำจิตให้บริสุทธิ์เหตุที่พุทธศาสนาสอนให้ละเว้นการทำความชั่วก็เพราะการทำชั่วจะนำมาซึ่งความเดือดร้อน และยังจะย้อนกลับมาหาตัวเราเองด้วยส่วนการทำความดีจะนำมาซึ่งความสงบสุขทั้งแก้ผู้อื่นและยังจะย้อนกลับมาหาตัวเราด้วย ส่วนการทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลสนั้นจะทำให้จิตนิพพาน คือสงบเย็น ไม่มีทุกข์ได้
๑๐.สอนว่านรกคือร้อนใจนรกของพุทธศาสนาก็คือความร้อนใจเพราะทำผิดหรือชั่วไว้มาก ส่วนสวรรค์ก็คือความสุขใจ อิ่มใจ เพราะทำความดีไว้มาก ซึ่งนี่คือสวรรค์ในอก นรกในใจ ส่วนนรก-สวรรค์ที่อยู่ใต้ดินและบนฟ้านั้นเป็นของศาสนาพราหมณ์เขา อย่าเอามาปะปนกับพุทธศาสนา
1. เว้นชั่ว รักษาศีล ไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยกาย วาจา (เพื่อป้องกันกรรมชั่ว)
2. ทำดี ปฏิบัติธรรม ง่าย ๆ เลย "การทำงานคือการปฏิบัติธรรม" (เพื่อสั่งสมกรรมดี)
3. ทำจิตใจให้ผ่องใส เปี่ยมไปด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา (เมื่อจิตดี ข้อ 1 และข้อ 2 ก็จักดี)
1. ทนัน ภิวงศ์งาม
สาธุ ครับลุง
080-4275919