“ ชาเมี่ยง” พืชทางเลือกสำหรับเกษตรกร น่านเป็นจังหวัดต้นน้ำ พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน ถ้าจะดำเนินการส่งเสริมการปลูกพืชจะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ในเรื่องของการใช้สารเคมีและความผันผวนทางการตลาด ปี2550จังหวัดน่านมีนโยบายในการปรับเปลี่ยนและลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูง จึงหันมาส่งเสริมการปลูกพืชที่มีตลาดที่แน่นอน คือ ยางพารา ไผ่และเมี่ยง(ชาอัสสัม) แต่สำหรับวันนี้อยากจะเขียนเรื่องเมี่ยง
เมี่ยง(ชาอัสสัม)เป็นพืชอินทรีย์ที่ปลูกมาช้านานในพื้นที่จังหวัดน่าน มีพื้นที่ปลูกประมาณ 10,000 ไร่ แหล่งใหญ่อยู่ที่ตำบลเรือง อำเภอเมืองน่านและตำบลสกาด อำเภอปัว สำหรับพื้นที่อื่นมีบ้างเล็กน้อย ปลูกไว้สำหรับบริโภคภายในครัวเรือน(ของคบเคี้ยว) ส่วนใหญ่จะปลูกเมี่ยง อยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ตามเชิงเขา ในการปลูกเมี่ยงจะไม่มีการตัดไม้ หรือทำลายป่า สภาพพื้นที่ที่ปลูกเมี่ยงอยู่ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล ตั้งแต่ 300-1,000 เมตร
ลักษณะการปลูก ปลูกตามไหล่เขาใต้ร่มไม้ใหญ่ ซึ่งเกษตรกรจะมีการดูแลรักษาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการป้องกันไฟป่าด้วยการจัดทำแนวกันไฟทุก ๆ ปี จึงทำให้ผืนป่าทั้งสองตำบลมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้คนจะรักและหวงแหนผืนป่าจึงทำให้เกิดกลุ่มอนุรักษ์ป่าขึ้น เช่น กลุ่มเรืองรักษ์ป่า จะมีกิจกรรมเฝ้าระวังลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและป้องกันไฟป่าอย่างเข้มแข็ง ชาวบ้านก็สามารถไปใช้ประโยชน์จากป่าได้เต็มที่ เช่น ใช้เป็นแหล่งอาหาร/สมุนไพร ในขณะเดียวกันก็สามารถปลูกพริกไทย ขึ้นตามต้นไม้ใหญ่ได้ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ยึดตามแนวพระราชดำริ “ปลูกพืช 1 อย่าง ได้ประโยชน์ 2 อย่าง”
รายได้จากเมี่ยง การเก็บเกี่ยวเมี่ยงเกษตรกรสามารถเก็บได้ 4 รุ่นต่อปี คือ
- รุ่นที่ 1 เก็บเกี่ยว เดือน ปลายพฤษภาคม – ต้นมิถุนายน
- รุ่นที่ 2 เก็บเกี่ยว เดือน กรกฎาคม
- รุ่นที่ 3 เก็บเกี่ยวเดือน ปลายสิงหาคม – ต้นกันยายน
- รุ่นที่ 4 เก็บเกี่ยวเดือน พฤศจิกายน (เมี่ยงเหมย คือ ถ้ามีความชื้นในอากาศก็จะให้ผลผลิต)
ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 900 – 1,500 กิโลกรัม/ไร่ (ใบเมี่ยงสด) ราคาผลผลิตใบเมี่ยงสดจะขายกิโลกรัมละ 8 บาท เมี่ยงที่นึ่งแล้วกิโลกรัมละ 11 บาท รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 7,200 – 12,000 บาท/ปี
โอกาส
- เมี่ยงเป็นพืชอินทรีย์ตั้งแต่ปลูกจนกระทั่งการเก็บเกี่ยวไม่มีการใช้สารเคมีแต่อย่างใด เพราะในอดีตเกษตรกรเคยนำปุ๋ยเคมีมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตปรากฏว่าเมื่อนำเมี่ยงมาหมักจะเป็นสีน้ำตาลทำให้ขายไม่ได้ ประกอบกับไม่มีโรคหรือแมลงรบกวน
- ขณะนี้มีบริษัทวันเดอร์ฟู ทราเวล ฮิวแมนแอนเทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นนักลงทุนจากสิบสองปันนา ประเทศจีนชื่อ Mrs.Dao Yudan ได้เข้ามารับซื้อยอดเมี่ยงสด(หนึ่งยอดสองใบ) จากเกษตรกรเพื่อผลิตเป็นชา โดยรับซื้อยอดเมี่ยงกิโลกรัมละ 10 บาท ซึ่งเริ่มรับซื้อมาตั้งแต่ เดือนสิงหาคม 2550 เป็นต้นมา รวมถึงการส่งเสริมการตัดแต่งกิ่งเมี่ยงเพื่อให้มีผลผลิตเพียงพอสำหรับส่งโรงงาน
กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมภาคสนามได้การเรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกันและการทำงานในเชิงธุรกิจ ซึ่งเป็นการลองผิดลองถูกและใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความตั้งใจจริงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงถือว่าเป็นบทเรียนที่ควรค่าแก่การบันทึก
ดีจังเลยช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งแวดล้อม
สวัสดีครับพี่ พะเยาว์
น้องพยอม
ช่วยเล่าเรื่องบทเรียนจากการเรียนรู้การทำงานร่วมกันเชิงธุรกิจในการผลิตชาเมี่ยงให้อ่านด้วย
ขอบคุณค่ะ
สวัสดครับ คุณน้องดอกเสี้ยว