"พระพุทธมหาธรรมราชา" นั้นเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยลพบุรี หล่อด้วยเนื้อทอง สัมฤทธิ์หน้าตักกว้าง 13 นิ้วสูง 18 นิ้ว ไม่มีฐาน มีพุทธลักษณะ พระพักตร์กว้าง พระโอษฐ์แบะ พระกรรณยาวย้อย จนจรดพระอังสาที่พระเศียรทรงชฎาเทริดหรือมีกระบังหน้า ทรงสร้อยพระศอพาหุรัด และประคตเป็นลวดลาย งดงามอีกทั้งยังแลดูน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: center" class="MsoNormal" align="center">งานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ”( ๒ )</p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          ในวันนี้เราจะพาท่านมาเรียนรู้ถึง พระพุทธมหาธรรมราชา ว่าเป็นศิลปะสมัยใด และมีที่มาอย่างไรนะครับ</p> <div style="text-align: center"></div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">สำหรับ  “พระพุทธมหาธรรมราชา” นั้นเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยลพบุรี  หล่อด้วยเนื้อทอง สัมฤทธิ์หน้าตักกว้าง 13 นิ้วสูง 18 นิ้ว ไม่มีฐาน  มีพุทธลักษณะ พระพักตร์กว้าง พระโอษฐ์แบะ  พระกรรณยาวย้อย จนจรดพระอังสาที่พระเศียรทรงชฎาเทริดหรือมีกระบังหน้า ทรงสร้อยพระศอพาหุรัด และประคตเป็นลวดลาย งดงามอีกทั้งยังแลดูน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง  ส่วนประวัติการสร้างนั้นไม่ปรากฏเด่นชัด แต่ชาวเพชรบูรณ์มีความเชื่อที่เล่าสืบต่อกันมาว่า </p> <div style="text-align: center"></div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด (อ.หล่มสัก) ได้รับพระราชทานจาก พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กษัตริย์แห่งนครธม ให้นำมาประดิษฐานเป็นพระคู่บ้านคู่เมือง  หลังจากทรงอภิเษกสมรสกับ พระนางสิงขรมหาเทวี พระราชธิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  แต่หลังจากพ่อขุนผาเมืองร่วมกับพ่อขุนบางกลางท่าว เจ้าเมืองบางยาง (อ.นครไทย) พระสหาย กอบกู้อิสรภาพ ให้กับคนไทย ทำให้พระนางสิงขรมหาเทวี แค้นเคืองถึงกับเผาเมืองราดจนย่อยยับจากนั้นตัดสินใจกระโดด แม่น้ำป่าสักฆ่าตัวตาย ทำให้ไพร่พลเสนาอำมาตย์ ต้องอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาลงแพล่องไปตามแม่น้ำป่าสัก เพื่อหลบหนีไฟ แต่ปรากฎว่าแม่น้ำป่าสักมีความคดเคี้ยว และกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก ทำให้แพที่อัญเชิญ พระพุทธมหาธรรมราชาแตก จนองค์พระจมดิ่งลงสู้ก้นแม่น้ำหายไป กระทั่งต่อมาชาวประมงได้ไปพบ จนก่อให้เกิด ตำนานมหัศจรรย์และ “ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ” ขึ้น</p> <div style="text-align: center"></div><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ปัจจุบันนี้ หากปีใดน้ำน้อย ก็จะอัญเชิญไปสรงน้ำที่ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ทางเหนือเมือง เพชรบูรณ์  และการอัญเชิญพระพุทธมหาธรรมราชาลงสรงน้ำ เจ้าเมืองผู้ว่าราชการจังหวัดสมัยนั้น หรือผู้แทนเป็นผู้อัญเชิญ (อุ้ม)  ลงสรงน้ำและถือปฏิบัติกันต่อๆ มา ว่าอุ้มหันพระเนตรขึ้นเหนือน้ำ 3 หน หันพระเนตรลงใต้น้ำ 3 หน ฟ้าฝนปีต่อไปถึงจะตกต้องตามฤดูกาลบริบูรณ์ ซึ่งประชาชนพลเมือง อยู่เย็นเป็นสุข ผู้อัญเชิญจะต้องอธิษฐานขอพรขณะที่อัญเชิญลงสรงน้ำ </p> <div style="text-align: center"></div>ในการจัดงาน ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จะมีขึ้นประมาณปลายเดือนกันยายนของทุกปี หากปีใด มีเดือนแปดสองหน จะเลื่อนไปอยู่ประมาณกลางเดือนตุลาคม การจัดงานจะกำหนดขึ้น 5 วัน ในวันแรกจะมีพิธีอัญเชิญแห่องค์พระพุทธมหาธรรมราชาทางบก และในวันแรม 15 ค่ำ จะอัญเชิญ ลงสรงน้ำตามประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ส่วนแสงเสียงตำนานพระพุทธมหาธรรมราชาจะมีทุกวัน เริ่มตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ส่วนเทศกาลอาหารอร่อย เริ่มตั้งแต่ 17.00 24.00 น.  หากมีความเคลื่อนไหวอย่างไรจะนำมารายงานเป็นระยะๆครับ <div style="text-align: center"></div> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal" align="center"> </p> <div style="text-align: center"></div>  <div style="text-align: center"></div>  <div style="text-align: center"></div> <p align="center"> </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ขบวนแห่ทางบก ประเพณีอุ้มพระดำน้ำ” - บัวชูฝัก - บัวชูฝัก</p>