อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบ ไม่เจ็บแสบเหมือนเอาแหนบมาถอนขน

ในหน่วยงานของท่าน มีคนขี้นินทาบ้างไหม หรือท่านเคยนินทาคนอื่นไหมหรือเคยเอาสีไปป้ายคนอื่นไหม หรือถูกคนอื่นป้ายสีไหม  รู้ไหมว่าคนถูกนินทาเป็นอย่างไร วันนี้เรามาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น

                                        คุณธรรมจริยธรรม(๔)

                                                                                   บัณฑูร  ทองตัน  

        คราวนี้ เราจะมาว่ากันต่อถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรมอีกนะครับ ผมว่าวิธีการอธิบายถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรมนั้น ถ้าเอานิทานมาเล่าสู่กันฟังจะเข้าใจง่ายและอ่านแล้วไม่เครียด และถ้าอ่านแล้วรู้สึกซาบซึ้งกับนิทานเหล่านั้นก็จะเป็นการปลูกฝังคุณงามความดีเข้าสู่ตัวเราเองเรื่อยๆ และเราก็จะเป็นข้าราชการที่พึงประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเป็นที่รักและเคารพยิ่งของปวงชนชาวไทยทั้งมวล

         วันนี้ ขอเอาเรื่องการนินทากาเล เขาบอกว่า

        อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบ ไม่เจ็บแสบเหมือนเอาแหนบมาถอนขน

         การที่เราพูดจาใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นอันจะเกิดจากความเข้าใจผิดหรือไม่ก็ตาม ล้วนแต่สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่งเพราะมันจะสร้างความแตกแยก ทำให้ความสามัคคีต้องร้าวฉาน ยังผลไปถึงสังคมต้องเดือดร้อนวุ่นวาย เดือดร้อนไปถึงคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดังที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน

            มีใครเกลียดเพื่อนแล้วให้ร้ายเพื่อนบ้างไหม ทั้งๆที่เพื่อนคนนั้นเป็นคนดี เมื่อถูกให้ร้ายเขาก็เลยท้อถอยที่จะทำความดี เมื่อผมเป็นนักเรียนที่โรงเรียนสตรีภูเก็ต ผมทำทุกอย่างที่จะพัฒนาตนเองในทางที่ดี โดยไม่เคยให้ร้ายใคร การทำอย่างนั้น ทำให้ผมเป็นนักเรียนที่โดดเด่นในสายตาของครูอาจารย์และเพื่อนๆ แต่มันออกจะเกินหน้าเพื่อนไป วันหนึ่งเพื่อนนักเรียนผู้หญิงก็เขียนกลอนส่งให้ว่า กลอนที่เขียนก็ไม่ใช่เขาเขียนเอง แต่เป็นกลอนที่เตือนใจได้ดีมาก กลอนมีว่า

            อันที่จริงเขาก็อยากให้เราดี   แต่เราเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นไส้

จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย      ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน"

           ถ้าจำไม่ผิดกลอนนี้เป็นของหลวงวิจิตรวาทการ

         ซึ่งผมเองมีความรู้สึกว่าเมื่อเพื่อนเก่ง ทำไมเราไม่สนับสนุนส่งเสริมเพื่อน ในเมื่อเรามีความสามารถสู้เขาไม่ได้ก็ต้องยอมรับความสามารถของเขาสิ แต่มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อิจฉาริษยา มาดูเรื่องคนขี้อิจฉากันบ้าง          นิทานวันนี้เป็นเรื่องของชนชาติยิว ที่ขี้อิจฉาและเป็นเรื่องในอินเทอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องที่ผมเขียนขึ้นมาเอง แต่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับพวกเราจึงเอามาเล่าสู่กันฟัง ครับ

 เรื่องมีอยู่ว่า มีแร็บไบคนหนึ่งในชุมชนของชาวยิว ณ เมืองแห่งหนึ่ง เป็นคนดี มีศรัทธาในพระเจ้าเป็นอย่างมาก เขาสั่งสอนให้คนในหมู่บ้านกระทำแต่ความดีอยู่เป็นเนืองนิจ ทำให้ชาวบ้านเคารพรักและศรัทธาในตัวของแร็บไบผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้ตาเฒ่าชาวยิวซึ่งเป็นระดับหัวหน้าในชุมชนแห่งนี้ผู้หนึ่ง เกิดความอิจฉาริษยาในตัวแร็บไบผู้นี้เป็นอย่างมาก ตาเฒ่า (สารพัดพิษ) คนนี้ จึงหากลวิธีที่จะทำลายแร็บไบ โดยการ เข้า ๆ ออก ๆ บ้านโน้นที บ้านนี้ที พร้อมทั้งติฉินนินทากล่าวร้ายป้ายสีแร็บไบให้เสียหาย เมื่อเป็นเช่นนี้ปากต่อปากของชาวบ้านจึงทำให้ข่าวลือในทางเสียหาย แต่ไม่มีมูลความจริงเกี่ยวกับตัวแร็บไบแพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านด้วยความรวดเร็วราวกับลมพายุ ชาวบ้านส่วนใหญ่เริ่มเสื่อมศรัทธาในตัวแร็บไบ บางคนถึงกับเชื่อเรื่องโกหกเหล่านั้นถึงกับไม่พูดจาเสวนากับแร็บไปด้วยความรังเกียจ โดยชาวบ้านที่โง่งมงายเหล่านี้ก็ไม่เคยไปไต่ถามแร็บไบด้วยตัวเอง ถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องแต่อย่างใด แต่แล้วจู่ ๆ วันหนึ่งตาเฒ่าผู้เป็นต้นเรื่องทั้งหมดเกิดความสำนึกในการกระทำของตนว่า กระทำความไม่ดีกับแร็บไบมากจนเกินไป เพราะความอิจฉาริษยาของตนเอง จนเป็นสาเหตุให้เกิดเหตุที่น่าเศร้ากับแร็บไบ และซ้ำร้ายแร็บไบผู้นี้ในไม่ช้าก็จะต้องออกจากหมู่บ้านไปยังที่อื่น ซึ่งหมายถึงว่า หมู่บ้านที่เขาอยู่นี้จะไม่มีบุคคลที่เคยเป็นที่พึ่งทางจิตใจให้กับชาวบ้านผู้ที่ประสบทุกข์อีกสืบไป ดังนั้นตาเฒ่าจึงรีบรุดไปพบแร็บไบ และขอสารภาพบาป อีกทั้งขอให้แร็บไบลงโทษเขาด้วยวิธีใดก็ได้ให้สาสมกับสิ่งที่เขาทำลงไป โดยที่เขาจะปฏิบัติตามบทลงโทษนั้นทุกประการอย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อแร็บไบได้ยินคำสารภาพบาปจากตาเฒ่าขี้อิจฉาแล้ว แต่ยังมีกริยาอยู่ในความสงบและเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกับตาเฒ่าผู้นั้ นว่า ข้ายินดีรับคำสารภาพบาปนั้น แต่ข้าไม่มีบทลงโทษใด ๆ กับเจ้า ยกเว้นเสียแต่ว่า ข้ามีเรื่องที่จะขอให้เจ้าทำสิ่งหนึ่งให้กับข้าจะได้หรือไม่ตาเฒ่ารับคำด้วยความยินดีว่า ท่านแร็บไบจะให้ข้าทำกิจธุระในเรื่องใดหรือแร็บไบบอกว่า ขอให้เจ้าจงนำหมอนหนึ่งใบพร้อมด้วยมีดหนึ่งเล่ม แล้วมาพบข้าในวันพรุ่งนี้ตอนเช้าโดยขอให้เป็นช่วงที่ชาวบ้านทุกคนตื่นนอนแล้ว และกำลังจะออกจากบ้านไปทำงานหรือไปตลาดกันตาเฒ่ารับคำแล้วรีบกลับบ้านไป เช้าวันรุ่งขึ้นในขณะที่ชาวบ้านทุกคนตื่นนอนแล้วและกำลังจะออกจากบ้านไปทำงานหรือไปตลาดกัน ตาเฒ่าก็มาถึงยังบ้านของแร็บไบพร้อมด้วยสิ่งของที่แร็บไบสั่งให้เขานำมาด้วย เมื่อแร็บไบออกมาพบตาเฒ่าแล้วจึงบอกตาเฒ่าว่า เจ้าจงนำหมอนใบนี้พร้อมด้วยมีดไปที่จัตุรัสกลางเมืองที่มีคนพลุกพล่าน จากนั้นเจ้าจงนำมีดกรีดลงไปบนหมอนเพื่อให้ปุยนุ่นปลิวออกมาได้ แล้วเจ้าจงนำหมอนใบนั้นโบกสะบัดเหนือหัวของเจ้า เพื่อนุ่นจะได้ปลิวไปได้ไกล ๆ พร้อมกับสายลม เจ้าจงทำเช่นนั้นจนกว่าปุยนุ่นจะหมดจากหมอน จากนั้นเจ้าจงกลับมาพบข้าตาเฒ่าได้ยินเช่นนั้น นึกดีใจว่า ช่างเป็นบทลงโทษที่ไม่น่ากลัวและแสนจะง่ายดายเสียนี่กระไร จึงรีบขมีขมันไปทำตามคำสั่งของแร็บไบทันที เมื่อปุยนุ่นปลิวออกไปจากหมอนจนหมดแล้ว ตาเฒ่าก็รีบกลับมาหาแร็บไบพร้อมกับถามแร็บไบว่า ท่านแร็บไบข้าทำตามที่ท่านสั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านจะให้ข้ากระทำสิ่งใดต่อไปหรือเมื่อแร็บไบทราบด้งนั้นแล้ว จึงบอกกับตาเฒ่าว่า เจ้าจงไปเก็บปุยนุ่นทั้งหมดที่ปลิวออกไปกลับมาใส่หมอนให้ครบตาเฒ่าได้ยินดังนั้นก็เกิดอาการตาเหลือกลมแทบจับ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร ข้าไม่มีวันที่จะเก็บปุยนุ่นเหล่านั้นได้หมดหรอก เพราะว่ามันปลิวไปที่ไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้แร็บไบยิ้มรับคำพูดของตาเฒ่าผู้นั้นแล้วตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลเป็นอย่างยิ่งว่า ข้ารู้ว่าเจ้าทำไม่ได้หรอก และจะไม่มีวันที่ใครจะทำได้ด้วย เพราะว่า ปุยนุ่นเหล่านั้นเป็นเสมือนคำพูดของตัวเจ้าเอง ที่เฝ้าติฉินนินทากล่าวร้ายป้ายสีข้า และคำพูดเหล่านั้นก็ปลิวไปเหมือนกับปุยนุ่น ซึ่งเจ้าก็จะไม่มีวันที่จะไปตามแก้ไขหรือตามเก็บคำพูดของเจ้าได้หมดข้าต้องการให้เจ้าสำนึกไว้ว่า การพูดให้ร้ายผู้อื่นโดยไม่มีมูลความจริงจะให้ผลเสียเช่นไรตามมาบ้าง และเจ้าจงพึงจดจำไว้เถิดว่า ผลของการกระทำของเจ้าจะย้อนกลับมาหาเจ้าสักวันหนึ่งข้างหน้าเช่นกันหมายเหตุ แร็บไบ เป็นอาจารย์ในศาสนายิว เหมือนดะโต๊ะในศาสนาอิสลาม         การใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ไม่ก่อให้เกิดผลดีแก่ตนเองและผู้อื่นแต่เราก็ยังชอบนินทาว่าร้าย ก็ต้องขอบอกว่าเลิกเสียเถอะครับ ชีวิตจะได้มีความสุขมากกว่านี้