ก่อนที่จะมาเป็นครู ทุกคนได้เรียนหลักสูตรวิชาชีพครู ตามกระบวนการสร้างความเป็นครูมืออาชีพ ทั้งทฤษฎี และปฏิบัติ ด้วยหวังว่าจะสร้างเบ้าหลอมให้สวยงาม เพื่อออกไปรับใช้สังคม  สร้างคนให้เป็นคน  วลีที่ว่า คิดเป็น  ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น  จึงได้ยิน ได้เรียนรู้ ได้จำมา  ซ้ำแล้วซ้ำเล่า  รุ่นแล้วรุ่นเล่า  ความขลังของวลีนี้ก็ยังเป็นมนต์เสน่ห์  สร้างความตระหนักให้กับผู้ที่จะก้าวออกมาเป็นครู  เป็นวลีที่ไม่มีวันตาย                             

                                     ปีพุทธศักราช ๒๕๔๒  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางการจัดการศึกษา คิดเป็น  ทำเป็น  แก้ปัญหาเป็นไว้ในหมวด ๔ มาตรา ๒๔ ว่าการจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังต่อไปนี้  (๒) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์... เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา (๓) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียน....ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้  คิดเป็น  ทำเป็น  รักการอ่าน.... จะเห็นได้ว่า ความสำคัญของ  คิดเป็น   เป็นผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง  เป็นหัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้   ครูจึงเป็นบุคคลสำคัญยิ่งที่สังคมฝากความหวังไว้อย่างสูงสุด เมื่อสังคมมองว่าครูเป็นหนึ่งเดียว ที่จะสามารถพัฒนาคนให้คิดเป็นและต่อยอดทำเป็น แก้ปัญหาเป็นคนจึงจะอยู่ในสังคมได้ ดังคำกล่าวที่ว่าเก่ง ดี มี สุข   การปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน เป็นกลยุทธ์ที่ครูทุกคนควรทบทวนการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้าง และพัฒนาการคิดให้กับผู้เรียน     หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ กำหนดจุดหมายเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ การคิด ไว้ในข้อ ๒มีความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน... ข้อ ๓ มีความรู้อันเป็นสากล....ปรับวิธีการคิด  วิธีการทำงาน....ข้อ ๔ มีทักษะและกระบวนการ...ทักษะการคิด  การสร้างปัญญา....นอกจากนี้ยังกำหนดเกณฑ์การผ่านช่วงชั้นและการจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ข้อ ๒ผู้เรียนต้องผ่าน....คิด วิเคราะห์ เขียน....  จะเห็นได้ว่า ความสำคัญของ การคิด  เป็นยอดวิตามินที่ครูจะต้องใช้ความรู้ความสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนให้บรรลุเป้าหมายตามที่หลักสูตรกำหนดไว้   นอกจากนี้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดมาตรฐาน การคิด ไว้ในมาตรฐานด้านผู้เรียน  มาตรฐานที่ ๔มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์  คิดสังเคราะห์ .....มีความคิดสร้างสรรค์  คิดไตร่ตรอง....การคิดถูกนำไปใช้ในการวางแผนการบริหารการพัฒนาคน  ในทุกระดับดังกล่าวข้างต้น เป็นเงื่อนไขที่ถูกกำหนดให้มีขึ้น เพราะกระบวนการเรียนรู้ที่จะนำไปแสวงหาองค์ความรู้ของสรรพวิชา นั้นต้องอาศัย การคิดเป็นสำคัญ  ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกระดับ ได้แก่ ผู้บริหาร ครู  ผู้ปกครอง  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาการคิดให้เกิดมีขึ้นกับผู้เรียน ได้สำเร็จและยั่งยืนในทุกระบบการศึกษา     แนวทางการพัฒนาการคิดให้เกิดมีขึ้นกับผู้เรียน ที่สามารถนำไปบูรณาการในทุกรายวิชา  ประกอบไปด้วย (๑) การส่งเสริมปัจจัยต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาสมอง   (๒) การจัดสภาพแวดล้อมที่ดีโดยให้ผู้เรียนเห็นเป็นแบบอย่าง และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการคิด (๓) ใช้โปรแกรม/สื่อสำเร็จรูปที่พัฒนาขึ้นเพื่อฝึกทักษะการคิดเฉพาะทักษะโดยตรง (๔) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยอาศัยทฤษฎี หลักการต่างๆที่ส่งเสริมการคิด เช่น ทฤษฎีทางสมองในการประมวลข้อมูล ทฤษฎีพหุปัญญา  ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับการคิด  อาทิ หลักโยนิโสมนสิการ หลักพหุสูต  (๕) ใช้รูปแบบการเรียนการสอนและกระบวนการต่างๆที่เน้นการพัฒนาการคิด  (๖) การบูรณาการการพัฒนาทักษะในการเรียนการสอนเนื้อหาวิชาต่างๆที่ครูสอนอยู่แล้ว  ซึ่งครูสามารถทำได้   และ (๗)  การใช้เทคนิคต่างๆ ที่ส่งเสริมการคิดซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น เทคนิคการใช้คำถาม เทคนิคการทำผังกราฟิก  เทคนิคการคิดหมวก ๖ ใบ  เทคนิคการบริหารสมองเป็นต้น(ทิศนา แขมณี,2546:14)   ๗ แนวทางข้างต้นเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของการส่งเสริมและพัฒนาการคิดให้เกิดมีขึ้นกับผู้เรียน ครูควรศึกษาและหาวิธีการต่างๆเพิ่มเติม และสร้างความเข้าใจ  เลือกวิธีการ และนำไปปฏิบัติการสอนให้สอดคล้องกับผู้เรียนซึ่งมีความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นพื้นฐาน    มีกรณีศึกษาที่ โรงเรียนบ้านตะโละซูแม  อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต ๑ จัดการศึกษาระดับชั้นอนุบาล-ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ นักเรียน ๔๑๓ คน ปีการศึกษา ๒๕๔๘ จากการรายงานผลการประเมินของ สมศ. มาตรฐานด้านผู้เรียนมาตรฐานที่ ๔  พบว่า ผลการประเมินอยู่ในระดับ ปรับปรุง  และผลการประเมินการผ่านช่วงชั้นข้อ ๒ พบว่า นักเรียนร้อยละ ๗๐  ผลการประเมินอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ  โรงเรียนได้ตระหนักและเห็นความสำคัญของการพัฒนาการคิด   ปีการศึกษา ๒๕๔๙ จึงได้คิดค้นและพัฒนาเทคนิค กิจกรรมง่ายๆ สำหรับการพัฒนาการคิดที่มีอยู่ นำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพปัญหาของโรงเรียน โดยใช้ ๗ แนวทางดังกล่าวข้างต้น กำหนดเป็นหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม ในชื่อ  ๗ มหัศจรรย์ : การพัฒนาการคิด โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์  การคิดสร้างสรรค์ให้เกิดกับนักเรียน ร้อยละ ๗๐ อยู่ในระดับ ดี  มีลักษณะเด่นของ  ๗ มหัศจรรย์ : การพัฒนาการคิด เป็นนวัตกรรมที่ใช้เทคนิค กิจกรรมง่ายๆ สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖   บูรณาการได้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้  เป็นกิจกรรมง่ายๆ เรียนปนเล่น ก่อให้เกิดความสนุกสนานในการเรียนและสามารถพัฒนาความสามารถทางการคิดให้กับผู้เรียนได้   องค์ความรู้ที่ได้ การพัฒนาความสามารถในการคิดให้กับนักเรียน นั้น ครูเป็นบุคคลสำคัญที่สุด ที่ต้องกำหนดเทคนิค กิจกรรม วิธีการขึ้นมา  จัดบรรยากาศกระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิดมากที่สุด  ครูจึงต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ในหลักการ แนวคิด ทฤษฎี วิธีการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการคิด สามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับ ระดับชั้น วัยของผู้เรียน และธรรมชาติของแต่ละวิชา ได้เป็นอย่างดี  จากผลการใช้  ๗ มหัศจรรย์ : การพัฒนาการคิด พบว่า นักเรียน จำนวน ๔๑๓ คน  ความสามารถด้านคิด อยู่ในระดับ ดี  จำนวน ๒๙๙ คน  คิดเป็นร้อยละ ๗๒.๔๐  (www.edinno.net/                                

                                         การคิดเป็นการสร้างปัญญาให้เกิดมีขึ้นกับคน ความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก เปลี่ยนแปลงไปเพราะคนใช้ปัญญาในการพัฒนา สร้าง และแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง   เมื่อคนคิดเป็น  นำความคิดไปสู่การปฏิบัติ  เมื่อเกิดปัญหาในการปฏิบัติก็สามารถแก้ปัญหาการปฏิบัตินั้นๆให้ดำเนินการไปได้ตามที่กำหนดไว้   คนที่คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น เท่านั้นที่จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข   สถานศึกษาจึงควรให้ความสำคัญและสร้างกรอบคิดให้กับครูสามารถที่จะใช้เทคนิค วิธีการต่างๆ เพื่อสร้างกระบวนการคิด ให้เกิดมีขึ้นในผู้เรียนทุกระดับชั้น  ผู้เรียนก็จะมีศักยภาพในการศึกษาต่อ และหรือประกอบอาชีพได้