"ความหวังในชีวิตคนเรานั้นถ้าหมดไปยังจุดใหม่ได้ แม้ความรักจะมอดเชื้อถูกหักอก เจอความผิดหวังแต่หากเวลาและบุคคลจะทำให้เราพบรักใหม่ได้ สำหรับความไว้วางใจนี่สิ...หากเมื่อใดที่เราหมดความไว้วางใจแล้วยากที่จะกลับคืน

ดิฉั้นได้ตกปากรับคำกับ กัลยาณมิตรทาง blog หลังจากเจอกันที่พิษณุโลกไว้ว่าจะพยายามจัดสรรเวลาในการเขียนให้สม่ำเสมอ...คุณคนชอบวิ่งกระเซ้าว่าเขียนสิ..เขียนสิ...สามีไปวิ่งทุกวันเกิดอะไรขึ้นเขียนได้อีกตั้งหลายบันทึก
        
ตามแรงเชียร์....จึงเป็นที่มาของบันทึกนี้

.......เราใช้ชีวิตกับคู่ชีวิตมาเป็นเวลา 10 ปี  ไม่เค้ยไม่เคยที่ดิฉั้นจะตื่นก่อนนอนทีหลังเลยสักวันด้วยเพราะเธอเป็นคนนอนดึกดิฉั้นจึงต้องขึ้นนอนกับลูกก่อนครั้นตอนเช้า เธอก็จะไปออกกำลังกายทุกวันตั้งแต่ 05.00 น. ต่อเนื่องนับสิบปี จะเว้นบ้างก็ตอนฤดูฝนที่ไม่ออกไปแต่จะลุกขึ้นมาออกกำลังกายในบ้านด้วยเครื่องออกกำลังกายสำเร็จรูป ดิฉั้นเคยเง้างอดถามแบบขัดอกขัดใจ.....วิ่งอะไรกันนักหนา...มีใครมาวิ่งด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้.....อะไรกัน..ฝนตก ฟ้าร้องก็ไม่ยอมจะนอนกอดกันให้อุ่น..ดันลุกไปออกกำลังกายซะอีก..(ก๊ากส์!.....แอบเกลียดการออกกำลังกายตั้งนาน..)
          แต่ด้วยความที่เธอทำอย่างนั้นสม่ำเสมอ และอายุที่เพิ่มขึ้น..จึงทำใจคิดได้ว่าเขาไปเพิ่มพละกำลังเพื่อจะได้แข็งแรง....ได้ดูแลเราในยามแก่เฒ่า..มีแรงทำงานหาเงินมาให้เรา...ตอนแก่จะได้ไม่ขี้โรค...

          คนใกล้ชิด...แซวๆ ว่าระวังเถิด...วิ่งไปวิ่งมา..หลายปีจะมีเด็กหน้าคล้ายกันตามมาอีกคน...ฮา!.........ดิฉั้นก็ฟังแบบขำๆ เพราะถูกแซวแบบนี้เสมอ เสมอ   

จนวันหนึ่งก็เกิดจนได้.."สามีหาย"
         การขึ้นนอนในเวลา 3 ทุ่มกว่าๆของเราแม่ลูกเป็นกิจวัตร คืนนั้นเจ้าสองตัวของดิฉั้นไม่ยอมนอน เล่นกันอยู่สักระยะ....ดิฉั้นเหรอคะ....หลับล่วงหน้าไปก่อนแล้วตามสไตล์ "หลับง่ายตื่นยาก"

         สามีฉั้นหาย....ไม่รู้หายไปตั้งแต่ตอนไหน?...มาทราบตอนตี 4 เพราะหิวน้ำ....ตื่นมาก็ไม่พบคนนอนข้างๆ ลุกขึ้นเดินไปชะโงกดูที่หน้าต่างดูว่ารถคันไหนหายไปบ้าง อยู่ครบเอ๊ะ....ไปไหน...ไปอย่างนี้ทุกคืนหรือเปล่า..ไปบ้านอื่น...หรือมีสาวอื่นมารับ...ตอนเราหลับ......ไปทุกคืนหรือเปล่า เรามัวแต่หลับไม่รู้เรื่องในใจมันเหมือนมีไฟ กองร้อนๆ มาสุมอยู่ในใจ เดินไปเดินมาไปที่ตู้เสื้อผ้า..ใส่ชุดไหนไป..ไม่รู้ทำไมถึงใจประหวัดไปนึกถึงเรื่องเชิงลบขึ้นมาก่อน ดิฉันไม่สามารถข่มตาหลับต่อได้...นั่งรอ...รอ..รอ .รอ...กะว่ากลับมาเมื่อไหร่เป็นเห็นดีกัน...1 ชั่วโมงแห่งความทรมาน

         จนตี 5 กว่า เสียงเปิดประตูก๊อกแก๊ก...กลิ่นน้ำมันมวยเข้ามาก่อน.เข้าบ้านมาพร้อมเหงื่อท่วมตัว..อ้อ!....ไปวิ่งดิฉั้นแอบยิ้มในใจ แม้ว่าจะกลับมาแล้วพร้อมกลิ่นน้ำมันมวยก็ยังหาเรื่องถาม..."ไปไหนมาพี่" "พี่ไปวิ่งมา" ....."วิ่งอะไรป่านนี้" ...ตามมาดขรึมของเธอ..ไม่ตอบเดินเลี่ยงดิฉั้นไปหลังบ้าน.....แหม....มันกวนโทสะได้ดีนักแลไอ้เรื่องถามแล้วไม่ตอบเนี่ย!

       ...เธอเข้าห้องน้ำอาบน้ำแล้วมานอนข้างๆ ...ชวนคุยปกติแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น..
         "ไม่รู้ใครไปเล่นนาฬิกาปลุกพี่ออกไปโดยไม่ดูนาฬิกา....ว่าทำไมไม่มีคนเลยมีแต่หมาเห่ากันขรมเลยวิ่งเท่าไรก็ไม่สว่างซักที..ก็เลยกลับมา..แล้วน้องตื่นมาทำไม..ตื่นมาทำไม"...."หิวน้ำตื่นมาจะกินน้ำไม่เห็นพี่เลยนอนไม่หลับสงสัยว่าพี่ไปไหน...."

        ..ขอพิสูจน์หน่อยเถอะว่าแล้วดิฉั้นก็วื่งขึ้นไปดูบนบ้าน หยิบนาฬิกาขึ้นมาดูตั้งปลุกตี 3 กว่า ๆ จริงๆ เจ้าจอมซนสองคนคงไปเล่นทำให้นาฬิกาเปลี่ยนเวลาปลุกไป

ดิฉันจับอารมณ์ตัวเองตอนทีไม่เห็นเขานอนข้างๆ ...โอ้โห...ในใจ เหมือนมีกองไฟมาตั้งร้อนๆ อยู่ในอกทีทีเดียว....ลืมหมดว่าเขามีนิสัยใจคออย่างไร...ร้อน.....ร้อน.....เดินไปเดินมา.... นี่ถ้ามีปืนคงเอามาจ่อรอที่ประตูแล้วกระมัง..

ดิฉันได้จากเรื่องนี้ 2 ประการคือ  เรื่องการไว้วางใจคนที่อยู่ด้วยกันกับเรื่องเมื่อไม่รู้ไม่เห็นก็จะไม่วุ่นวาย หลับสบายได้ทุกคืน ...หลายๆเรื่องไม่รู้ซะบ้างก็ดี...นะคะท่านผู้ชม

สุดท้ายนึกถึงประโยคหนึ่งที่เคยอ่านนานมาแล้วกล่าวไว้เกี่ยวกับความหวัง....ความรัก....และความไว้วางใจ....ไว้ว่า "ความหวังในชีวิตคนเรานั้นถ้าหมดไปยังจุดใหม่ได้  แม้ความรักจะมอดเชื้อถูกหักอก เจอความผิดหวังแต่หากเวลาและบุคคลจะทำให้เราพบรักใหม่ได้ สำหรับความไว้วางใจนี่สิ...หากเมื่อใดที่เราหมดความไว้วางใจแล้วยากที่จะกลับคืน จำชื่อหนังสือไม่ได้ แต่นักเขียนคือคุณอรากุล อินโอชานนท์....