ริมถนนในเมืองกรุง..."ยอม"...แม้รู้ว่าถูกเอาเปรียบ

เมตตา
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
วินาทีนั้นดิฉั้นตัดสินใจไม่ถูกระหว่าง...ความซื่อสัตย์กับการแก้เผ็ด

วันนี้ดิฉั้นเดินทางกลับจากการเข้าร่วมมหกรรมการจัดการความรู้ภาคเหนือตอนล่าง ดิฉั้นไม่เลือกที่จะใช้การเดินทางโดยเครื่องบินด้วยเหตุผลประการเดียวคือ ประหยัดเงินให้ทางราชการ....โดยรู้แต่ต้นว่าดิฉั้นจะสะดวกน้อยลง มีความลำบากในการเดินทางเกิดขึ้นแน่ ลงรถทัวร์ที่หน้าฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ตรงนั้นเรียก taxi ค่อนข้างลำบาก ถนนมีหลายเลน...รถวิ่งขวักไขว่ที่คนบ้านนอกอย่างดิฉั้นไม่คุ้นชิน ดิฉั้นพยายามบริหารให้ทันเวลามาต่อไฟท์ที่สนามบิน  กำลังมองหารถ Taxi ด้วยสัมภาระ 3 ใบกับมือที่มีอยู่ 2 มือ ดูเก้กังพอสมควร
             ชายคนหนึ่งเดินมาถาม taxi มั้ยพี่ มองป๊าดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกหากิน..แต่ด้วยความเร่งรีบของเวลากับความยุ่งยากใจในการหารถไปสนามบินให้ทันจึงพยักหน้าตอบไปพร้อมถามว่าเท่าไหร่  
.........."รีบขนาดนี้ ต้องเหมาไปนะพี่...250 บาท "
...........ดิฉั้นพยักหน้า เขาก็วิ่งข้ามถนนกลับไปพยายามหารถ taxi ให้

ชั่วอึดใจ ขณะที่ชายคนนั้นยังไม่ทันจะหารถได้ ก็มี taxi คันหนึ่งเทียบจอดหน้าดิฉั้นชักชวนให้ขี้นวินาทีนั้นดิฉั้นตัดสินใจไม่ถูกระหว่าง...ความซื่อสัตย์กับการแก้เผ็ดกับพวกหากินแบบนั้นดิฉั้นมีโอกาสในการกระโดดขึ้นรถคันนั้นไปโดยทำเฉยๆกับการรอชายคนที่ดิฉั้นตกลงไว้..ไว้แล้วซึ่งก็รู้อยู่เต็มอกว่า..เขาเอาเปรียบแต่อย่างน้อยเขาก็ลงแรงทำงานนั้นโดยการข้ามถนนไปหารถแล้ว...

ดิฉั้นตัดสินใจไม่ขึ้นรถจนชายคนนั้นข้ามกลับมาหารถคันที่จอดอยู่ตรงหน้าที่เรียกให้ดิฉั้นขึ้นนั่นหล่ะ เห็นเขาคุยกับคนขับ มีการจ่ายเงินให้กัน 100 บาทต่อหน้าต่อตา...ว่าแล้วเขาก็ยกข้าวยกของดิฉั้นขึ้นหลังรถ 

...ดิฉั้นเลือกที่จะนั่งด้านหน้าคู่มากับคนขับ.....ดิฉั้นกดโทรศัพท์หาเพื่อนเพื่อบอกว่าเสียความรู้สึกกับอะไรบางอย่าง...หวังจะเล่าปล่อยให้อารมณ์นั้นออกจากใจ....สัญญาณโทรศัทพ์หลุดไป..

จึงหันมาชวนคนขับคุย.....มองดูบัตรประจำตัวที่ติดอยู่หน้ารถ...วันนี้มีลูกค้าคล่องดีมั๊ย..เขาไม่ตอบ แต่ถามดิฉั้นกลับว่า "ทำไมพี่ไม่กระโดดขึนรถตอนที่ผมเรียก..ดอนเมืองแค่นี้กดมิเตอร์ปกติก็ไม่เท่าไรนี่ผมขี้เกียจทะเลาะกับเขาต้องจ่ายเขาไป พวกนี้มันพวกหากิน"

ดิฉั้นตอบ" ...พี่เห็นแล้ว..ไม่เป็นไร...ก็เขาหาเงินไปให้ลูกเมียเขากินไม่ใช่เหรอ...แลกกับความยุ่งยากใจที่พี่กำลังเก้ ๆ กังๆ กังๆ อยู่...น้องช่วยพาพี่ไปส่งที่สนามบินให้ทันก็แล้วกัน....."

คนขับเงียบไปแต่ในใจดิฉั้นครุกกรุ่น..

"นี่โง่หรือเปล่าว่ะ...ไม่ทันคนหรือเปล่าว่ะ...ทำไม่ยอมกับคนฉวยโอกาส...ทำไมไม่แก้เผ็ด..ทั้งที่สามารถทำได้...ทำไมยอม..

รถพาดิฉั้นมาส่งที่สนามบินวันนี้ผู้คนคราคร่ำเป็นเย็นวันอาทิตย์..คนขึ้นตั๋วแจ้งให้ดิฉั้นทราบว่าเที่ยวบินที่ดิฉั้นกลับจะล่าช้ากว่ากำหนด ..ดิฉั้นนึกเสียใจขึ้นมาอีกรอบ..อุตสาห์รีบจนเสียค่าความซื่อสัตย์ไปตั้ง 150.

ดิฉั้นเดินตรงเข้าหาปลั๊กไฟเปิดเครื่องเพื่อเขียนบันนี้...โน๊ตบุคยังไม่ทันรันโปรแกรมเรียบร้อย มีสายโทรศัพท์เข้า.."ตูนนะ(สาวน้อยคนนี้)  P เจนจิต รังคะอุไร (ตูน)  ถึงไหนแล้วทันเครื่องหรือเปล่า....ถึงหาดใหญ่แล้วโทรบอกตูนด้วยนะคะ...เป็นห่วง"

   
เป็นความแช่มชื่นขึ้นมาอย่างประหลาด"แม้ในโลกนี้..เราอาจจะถูกเอาเปรียบบ้าง..แต่ก็ยังมีสาวน้อยเสียงใสคนนี้คอยห่วงใยดูแล..ห่วงใย"... ขอบคุณ คุณเจนจิต รังคะอุไร...ที่มาช่วยชดเชย ช่วยบรรเทาความเจ็บจากการถูกกระทำจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง

สนามบินดอนเมือง
30 กันยายน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มุมละไม-Diary

คำสำคัญ (Tags)#การเดินทาง#ยอม#เจนจิต#ตูน

หมายเลขบันทึก: 133399, เขียน: 01 Oct 2007 @ 09:53 (), แก้ไข: 08 Jun 2012 @ 15:49 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก


ความเห็น (4)

อ่านถึงตรงที่บอกว่า แต่อย่างน้อยเขาก็ลงแรงทำงานนั้นโดยการข้ามถนนไปหารถแล้ว...และมีการจ่ายเงินให้กัน 100 บาทต่อหน้าต่อตา
แล้วก็อดคิดต่อไม่ได้ค่ะว่า

  • เหมือนวงจรโซ่ห่วงอาหารเลย
  • ค่าเสี่ยงตายวิ่งข้ามถนนในเมืองกรุงกับค่าแรงยกของใส่รถของชายหนึ่งคน...ถูกมากเลยนะคะ...
  • 100 บาท...มันอาจจะเป็นค่าอาหารทั้งวันของคนหลายๆคนในครอบครัวเขา ..
  • เขาอาจเป็นพนักงานบริษัทที่ถูกเลย์เอาท์....มันอาจจะเป็นอาชีพที่เลือกไม่ได้ในสภาพเศรษฐกิจไทยแบบนี้หรืออาจจะเป็นมิจฉาชีพ.....ฯลฯ...

คิดไปคิดมาก็ว่าคนคือสิ่งมีชีวิตที่รักตัวกลัวตายที่สุดนั้นกลับยอมเสี่ยงตายขนาดนี้......น่าสงสาร....

ความดีหล่อเลี้ยงชีวิตค่ะ

คุณจิ๊บทำดีแล้ว ถูกแล้ว

  • คุณเมตตาคะ  ถ้าเราไม่ได้รู้จักกันเมื่อ 3 ปีที่แล้ว  ก็คงจะไม่มี  เจนจิต  (ตูน มน.)  แบบในวันนี้นะคะ  เพราะพี่คือต้นแบบการทำงานด้วยใจของน้องค่ะ
  • ขอบคุณพี่จากหัวใจ  เช่นกันค่ะ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ...

เป็นห่วงเหมือนกันครับ.. ส่งข้อความไปแล้ว ไม่ทราบได้รับหรือเปล่า  วันนี้, กะจะโทรไปถามว่าเดินทางโดยสวัสดิภาพหรือเปล่า  ก็ไม่แน่ใจว่า  ต้องโทรตอนใดดี..

แต่ที่นี่  เหตุการณ์รบพุ่งของนิสิตก็ยังไม่สงบนัก  ยังต้องเหนื่อย ..ทั้งหน้าที่และโลกส่วนตัวที่มีต่อนิสิต

....

ที่พิษณุโลก  คือ เวทีอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ผมได้ไปเรียนรู้ในเวที KM ....

ตื่นเต้นดีครับ  ได้อะไรมาพอสมควร ...

....

โลกไม่เลวร้ายไปเสียทั้งหมด   วันหนึ่ง ๆ  เราอาจพานพบทั้งเรื่องราวแห่งกำลังใจและความทุกข์ท้อ  แต่ทั้งปวงนั้นก็ผ่านเข้ามาเพื่อเติมเต็มการเรียนรู้และการสรุปบทเรียนแห่งชีวิตเป็นที่ตั้ง... ใช่ไหมครับ

ที่พิษณุโลก  ใคร ๆ ก็ชมพี่เมตตาทั้งนั้นเลย

ผมได้แต่นั่งฟังและนั่งยิ้ม  และบอกกับตัวเองอย่างมีความสุขว่า "ไม่แต่เฉพาะเขาเท่านั้นหรอกที่รู้จัก -  ผมก็รู้จักผู้หญิงแกร่งแห่งโพ้นทะเลคนนี้เหมือนกัน..."

มีความสุขมาก ๆ นะครับ