เช้านี้มีการประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติชุดแรก เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากกรรมการได้ทำหน้าที่มาตั้งแต่ปี 2546-2550 ส่วนมากก็จะเป็นผู้ที่มีบทบาทเกี่ยวกับนโยบายและระบบการศึกษาแทบทั้งสิ้น บางท่านก็หมุนเวียนเปลี่ยนผันกันไปเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ศ.วิจิตร ศรีสะอ้าน ศ.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ดร.ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ศ.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ศ.วิรุณ ตั้งเจริญ ศ.สุมน อมรวิวัฒน์ ศ.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ท่านพารณ อิศรเสนา ณ อยุทธยา ท่านอมเรศ ศิลาอ่อน รศ.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ดร.ทองอยู่ แก้วไทยฮะ ฯลฯ รวมทั้งปลัดกระทรวงต่างๆและเลขาธิการการศึกษาในแท่งต่างๆ ผมคิดว่ากรรมการคณะนี้ได้ประชุมวางนโยบายการศึกษาอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ผลงานก็อย่างที่ทราบ ..กล้วยไม้ ออกดอกช้า ฉันใด ..(ปลอบใจกันเองเสียหน่อย)
ผมจะไม่เล่าถึงหัวข้อการประชุมให้ท่านปวดหัว แต่จะหยิบบางประเด็นที่ผู้ทรงคุณวุฒิสะท้อนความเห็น เช่น ท่านอมเรศ ศิลาอ่อน บอกว่า..ต่อให้นโยบายสวยหรูอย่างไร ถ้าไม่เดินหน้าลงมือทำ เอาแต่ยกร่างยุทธศาสตร์ ใส่รายละเอียดวิเศษเลิศหรูอย่างไรก็ยากที่จะสำเร็จพันธกิจได้ จะเห็นว่าทุกอย่างตกต่ำแทบทั้งหมด ขอให้ราชการเปิดใจ ควรเอาภาคเอกชนมาทำงานร่วม ท่านต้องรู้จักใช้เอกชน และควรแก้ปัญหาแบบมีแผนปฏิบัติได้จริง
ท่านอาจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ให้ความเห็นว่า ..บุคลาการทางการศึกษาต้องเป็น ดาวฤกษ์ ไม่ใช่ดาวพระเคราะห์ ต้องส่งเสริมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งขณะนี้เขาเปรียบเสมือนไผ่ลู่ลม โดนกดดันทั้งจากนักการเมืองและนโยบายต่างๆจนทำอะไรไม่ถูก ควรมีแผนพัฒนาส่วนนี้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเขาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ถ้าเขาเข้มแข็งก็จะเกิดลูกช่วงที่ดีรับกันเป็นทอดๆ
ในวาระอื่นๆที่อยู่ท้ายสุด ท่านรัฐมนตรีร่ายยาวประมาณ15นาที จับใจความได้ว่าท่านพยายามประมวลงานทั้งหมดที่ประกาศไว้เมื่อคราวรับตำแหน่ง บอกว่าบัดนี้ได้ปฏิบัติไปครบถ้วนทุกประการแล้ว ภารกิจที่เหลืออยู่ก็คือการประมวลนโยบายที่ค้างอยู่เสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ทันในเดือนหน้านี้ และท่านตั้งใจจะประกาศเป็นวาระการศึกษาแห่งชาติ
ท่านรัฐมนตรีว่าการฯยอมรับว่ามีโครงการนำร่อง ตกร่อง ต้องงัดให้เข้าร่อง จำนวนมาก เรื่องที่สลดใจก็คือมีครูมาพูดให้ฟังว่า..การจัดให้มีโครงการเกษียณก่อนกำหนดถือเป็นโชคลาภ ครูส่วนใหญ่เหน็ดเหนื่อยกับปัญหาที่รุมล้อมมากมาย หลายคนจึงถอดใจ ไม่สู้ไม่ไหวขอยกธงขาว
ผมได้รับโล่เป็นที่ระลึก เช่นเดียวกับทุกท่านที่เป็นคณะกรรมการสภาฯ เขาจารึกข้อความว่า” ขอขอบคุณนายสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ “กรรมการสภาการศึกษา”(พ.ศ.2546-2550) ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ ในการร่วมกำหนดนโยบายด้านการศึกษา ให้ประสบความสำเร็จและบังเกิดผลดีต่อการศึกษาของชาติ
เขายกย่องไปตามมารยาทอย่างนั้นเอง เพราะจริงๆแล้วสถานการณ์การศึกษาไทย ยังไม่ได้เกิดผลดีเท่าที่ควร ปัญหาต่างๆยุ่งยากซับซ้อนจนยากที่จะแก้ไขได้ด้วยนโยบายการศึกษาหรือกฎระเบียบ หรือโดยบทบาทหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตราบใดที่คนไทยทุกสังคมไม่เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพ แบบร่วมด้วยช่วยกันอย่างเต็มสติกำลัง โอกาสที่การศึกษาไทยจะแก้ไขวิกฤติการณ์ได้จะยากยิ่งกว่างมเข็มในแม่น้ำน่าน ยากจริงสิ่งเดียวก็คือทำให้คนไทยเป็นผู้เรียน อยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง และพัฒนาวิชาความรู้ของตนเองให้ดีขึ้น คนในทุกภาคส่วนสังคมมีเป้าหมายแห่งชาติ ที่จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมอุดมปัญญา ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เหมือนกับการจัดงานKM.ภูมิภาคที่พิษณุโลก ร่วมคิด ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ลงเรือลำเดียวกัน
ถ้าใครสงสัย ให้มาพิจาณาโปรแกรมที่ครูสุร่วมกับเทศบาลนครพิษณุโลกต้อนรับชาวเฮฮาศาสตร์ มันอธิบายได้ว่านี่คือการแลกเปลี่ยนน้ำใจไมตรีให้แก่กันไม่อั้น รักย่อมเข้าใจในรัก ยิ่งกว่ามีหอกโมกขศักดิ์ปักตรึงอยู่ในกลางหัวใจชาวเราไปชั่วนิรันดร์ อิอิ
เมื่อ พ. 26 ก.ย. 2550 @ 10:19 [398539] [ลบ]
ครูบาคะ..
ครูสุเกรงว่า ครูบาจะลืมดูรายการทัวร์ที่แนบมาให้ เลยขอแจ้งตรงนี้อีกทีค่ะ
โปรแกรมทัวร์ ไหว้พระศักดิ์สิทธิ์ 3 วัดชื่อดัง วิถีชีวิตท้องถิ่นคนเมืองสองแคว
ท่องเที่ยวไปกับรถรางฯ ในเมืองสองแคว ดินแดนร่วมสมัยประวัติศาสตร์ กราบนมัสการ พระพุทธรูปคู่วัด 3 วัดยิ่งใหญ่ที่มีบันทึกลงในประวัติฯ ชมภูมิปัญญา, วิถีในการดำรงชีวิตและภาพถ่ายในอดีตของพิษณุโลก ณ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านและโรงหล่อพระจ่าสิบเอก ดร.ทวี – พิมพ์ บูรณะเขตต์ เดินทางท่องเที่ยว ไปกับรถรางย้อนยุคโดยจะมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่น บริการด้วยใจสมกับเป็นเมืองแห่งการบริการ ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่จะทำให้ท่านได้ประทับใจและเพลิดเพลินในเมืองสรวงสวรรค์แห่งนี้ “พิษณุโลก” นั้นเอง
13.00 น. (รับที่ร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขา) เดินทางด้วยรถรางย้อนยุค ชมบรรยายกาศของภายในตัวเมือง วิถีชีวิตของชาวพ่อค้าแม่ค้า, ชุมชนชาวแพชาวลิเก ฯลฯ สองฝั่งน่านน้ำไปยัง วัดจุฬามณี วัดในสมัยพระบรมไตรโลกนารถ กราบหลวงพ่อเพชรคู่วัด ชมโบราณสถานของวัด เช่น พระปรางค์ (ลวดลายปูนปั้นรูปหงส์), หลักศิลาจารึกสมัยพระนารายณ์, มณฑปพระพุทธบาท, อุโบสถหลังใหม่ที่สร้างได้อย่างสวยงาม
13.50 น. เข้าชมพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่เก็บรวบรวมของใช้ในการดำรงชีวิตที่แสดงถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเราและเข้าชมขั้นตอนการหล่อพระพุทธรูป ที่โรงหล่อพระ ของคนดีศรีพิษณุโลก ที่ชาวเมืองเรียกท่านว่า “ลุงจ่า”
15.00 น. เดินทางต่อ วัดราชบูรณะ กราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุที่มีอายุกว่า1,000 ปี นมัสการหลวงพ่อทองดำ, พระประธาน ณ พระอุโบสถและพระวิหารหลวงที่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเขียนสมัยรัชกาลที่ 4 เรื่องราวของพุทธประวัติ, รามเกียรติ์, กามกรีฑา
15.45 น. ข้ามสะพานนเรศวร ไปสักการะองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยังถิ่นพระราชสมภพที่จะเป็น “อุทยานประวัติศาสตร์พระราชวังจันทน์” ฟังเรื่องราวการขุดตบแต่งประวัติการย้ายโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม
16.15 น. ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ กราบนมัสการพระพุทธชินราชคู่เมือง,หลวงพ่อเหลือพระเจ้าเข้านิพพาน, พระพุทธรูปมีประวัติและสำคัญในวัด ชมสิ่งสวยงามและโบราณสถาน,โบราณวัตถุมากมาย (มัคคุเทศก์นำชม) เลือกซื้อของฝากของที่ระลึก
17.00 น.เดินทางกลับที่พักด้วยความเป็นสิริมงคลกับ 3 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 3 วัดยิ่งใหญ่คู่เมืองและประทับใจในสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านได้สัมผัสตลอดการเดินทางไปกับรถรางท่องเที่ยวเมืองพิษณุโลก
สวัสดีค่ะพ่อครูขา
พ่อรับโล่อีกแล้ว กลับสวนป่าเราคราวนี้ สงสัยต้องทำตู้ใหม่อ่ะเนอะ ตู้เก่ามันเล็กไปแล้วหละค่ะพ่อ
อิอิ
อุ๊ย !! หนิงจะไปทันบ่ายโมงไหมเนี่ย... ทำอย่างไรดีคะ หวั่นใจจังเลย เพราะเดินทางกับทีมมมส. อ่ะค่ะ กลัวไม่ทันรถราง
อุ๊ย !! กลัวตกรถรางเมืองสองแคว
ขอบคุณครับ ไมตรีนี้มิมีลืม
ถ้ามาให้เร็ว ต้องโทรหาอาจารย์ แสวง เดินทางกับทีมอาจารย์แสวง อิอิ
ทีม มมส.เขาแวะเจี๊ยะตลอดทาง คงช้าๆ ได้พร้า หรือได้ล้างจานก็ไม่รู้ อิอิ
พ่อครูทานร้านป้าฐินมั้ยคะ
โอ้โหมีรูปด้วย ไปๆๆๆ อิอิ
สวัสดีครับพ่อครูบา
ผมเองก็แอบมองระบบการศึกษาไทยมาโดยตลอด แอบมองบ้าง วิจารณ์บ้าง แต่ก็เป็นการวิจารณ์ภายในวงแคบๆเท่านั้น
ผมไม่เห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่เลยนะครับ
หรืออาจจะเป็นเพราะว่า ลูกผมเพิ่งเข้าเรียนชั้นป.๑ เลยยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนัก
เมืองไทยเรายังขาดต้นแบบของการฝึกให้เด็กคิดเป็น หรืออยากหาความรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการเรียนรู้
ผมคิดว่าการเรียนด้วยตัวเอง การท่องเที่ยว น่าจะเป็นการเรียนที่น่าพิศมัยที่สุดในเวลานี้
โรงเรียนดีๆ ที่ผมคิดว่าระบบเขาช่วยให้เด็กคิดเก่ง ก็มักจะได้รับคำถามจากพ่อแม่เสมอว่า ลูกจะไปรอดเหรอ ทำไมไม่มีการบ้าน ทำไมไม่มีสมุดลงนามเกี่ยวกับการบ้าน ทำไมไม่มีสอนพิเศษ ทำไมไม่ให้เด็กท่องศัพท์เลย ทำไม ทำไม...
หลายคนที่ไม่สมหวังกับระบบการจัดการการสอน ก็พาลูกออกไปเรียนที่อื่น ที่วิชาการเข้มข้นกว่านี้ ต้องมีการบ้าน ผมต้องไม่ยาวเกินติ่งหู ฯลฯ
เหนื่อยครับ
พ่อ ๆ ๆ
ถ้าเป็นเรื่อง ระบบ ระเบียบ กฎหมาย ฯลฯ จะแก้อะไรอื่นใดก็ปล่อยเขาปรับ เขาแก้กันไป เพราะอย่างไรมันเป็นระบบใหญ่ ยากนักจะให้ใครเข้าใจรวมกันเป็นหนึ่งเดียว แต่สิ่งที่เราแก้ได้ และดีที่สุด ได้ผลที่สุด คือแก้ที่ ใจ เราก่อน ปรับใจ เปิดใจ ร่วมใจ สิ่งที่ดีงามมันก็จะตามมาเอง เน๊อะพ่อ
(ว่าแต่ เปิดใจแล้วเปิดใจเล่า บอกผ่านไปหลายบันทึกแล้ว หลายบันทึกเล่า ใจน้อย ๆ ดวงนี้ ก็ยังไร้คู่อยู่ดี ก๊ากส์.........พ่อขายแต่ลูกไม่ขายน้า....ขายเองมันซะเล้ย....รอโอกาสมานานแว้ว แว้ว แว้ว.....พักเบรคให้หายคลายจากอาการแบกงาน....แต่มีความสุข....อุอุอุ)
ครูบาฯ ครับ รักษาสุขภาพนะครับ
ผมบินจะไป มน เที่ยวดึก ครับ คงไปพักที่เดียว กับ ทวีสิน ใน มน
ยังไม่แน่ใจว่าจะมีใครไปรับหรือเปล่านะ
ไม่ต้องห่วงมื้อเย็น .... ช่วงนี้ ผม ไม่ทานมื้อเย็น
ดีใจที่จะได้เจอพระอาจารย์ ที่ มน.
พ่อขาฯ
พักผ่อนได้แล้วนะคะ
อีก 15 นาที นอนๆๆๆๆ
แวะมาส่งท่านครูบาไปเมืองอกแตกครับ..
การศึกษาเมืองไทย เฮ้อ...
ผมเอาลูกสาวออกจากโรงเรียนใหญ่ของเมืองขอนแก่นมาแล้ว..ครู(บางคน) ห ว ย..แตก..พูดจาก็ไม่ฟัง เฮ่อ เราก็มีสิทธิเลือก เลยเอาออกซะเลย ไปเรียนที่อื่นที่ดีขึ้นมาบ้าง พูดจารู้เรื่องมากกว่า.. เอาแค่นี้แหละ..
ผ ม รั ก ข้ า ร า ช ก า ร ..
คิดถึงครูบา นะคะคงได้เจอกันที่สวนยายเฮ้าบ้านโนนจาน อ.พยัคฯ
จ.มหาสารคาม
ลูกอุ้ย สำนักเรียนรู้ครูสมพงษ์ มาจันทร์ มหาสารคาม