ผมยื่นใบลาพักผ่อน ๕ วัน คือตั้งแต่วันจันทร์-วันศุกร์นี้ ก่อนที่จะหมดโอกาสลาเมื่อสิ้นเดือนกันยายน

   มาซึมซับบรรยากาศที่บ้าน ลมเย็นๆ เมื่อได้นั่งในเปลใต้ถุนบ้าน มองเห็นปูแสมโก่งตัวเหนือปากรูเหมือนกับรถล้อสูง วิ่งไปมาใต้ถุนบ้าน เห็นกบกระโดดผ่านหน้าไป

    วันนี้ หลานคนหนึ่งเข้ามาคุยด้วย พร้อมกับขวดลิโพที่บรรจุน้ำกล้าหาญอยู่ด้วย ตอนหนึ่งหลานได้ย้อนพูดถึงชีวิตความเป็นเณร ที่รุ้สึกผิดมาตั้งแต่นั้น คำหนึ่งที่จำจากผมไม่ลืมคือ "หิริ และ โอตตัปปะ" เมื่อเจอหน้าผมที่บ้านทีไร ต้องนึกถึงคำนี้เสมอ และจะไม่กล้าสู้หน้าผม คุยไปคุยมา ทำให้ย้อนครั้งนั้นที่ถูกตี เพราะทำตามสัญญา คือหากทำผิดอีกจะยินดีให้ทำโทษด้วยการตี "ผมผิดเอง" นั้นคือคำที่อยากสารภาพในคืนนี้ หลังจากเก็บมานานหลายปี แต่ผมก็ไม่ลืมที่จะบอกเขาว่า หาโอกาสที่จะไปเรียนต่อเถอะ เพื่อชีวิตที่จะดีขึ้น

   ผมเชื่อว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ที่ดื่มน้ำกล้าหาญ มันจะต้องได้บ้างละ ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการที่เรากำลังคุยกับจิตใต้สำนึกของผู้ที่เราคุยอยู่ด้วย

   "ลืมเสียเถิดกับอดีตที่ผ่านมา ถ้าไม่ลืมก็จำไว้เป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาชีวิตต่อไป เรามีวันนี้และวันพรุ่งนี้เท่านั้น ....." หลายคำที่ออกจากปากผม ด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยระหว่าง น้าและหลาน "อะไรๆ ก็สำเร็จได้หากเรามีความมุ่งมั่น" แต่แล้วก็ต้องย้อนกลับมาสอนตัวผมเองว่า แล้วเราล่ะ มุ่งมั่นเพียงใด ดูเหมือนความมุ่งมั่นกำลังมอดไปเสียแล้ว

    เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว หากอาจารย์ไม่ตีผม ผมก็คงไม่นับถืออาจารย์ขนาดนี้ เมื่อหลายปีก่อน หากผมไม่ให้เณรทำโทษกันเอง ตามสัญญาที่ทำร่วมกัน วันนี้คงไม่ได้ยินคำว่า "หิริและโอตตัปปะ" จากหลานของผม

      คำ "ขอโทษ" ไม่ได้มีไว้พร่ำเพรื่อ ดังนั้นจะไม่ขอโทษในสิ่งที่ล่วงมาแล้ว แต่จะขอสร้างสิ่งที่เชื่อมั่นว่าดีต่อไป ขอบคุณพระเจ้า