ผมเพิ่งมีจังหวะเหมาะได้เขียน Blog นี้เป็น Blog แรกของผม ทั้ง ๆ ที่ อ.หมอ วิจารณ์ และคุณธวัชได้เชิญชวนไว้ตั้งแต่เมื่อมาจับภาพ KM โรงไฟฟ้าแม่เมาะ และเรื่องที่จะเขียนนี้ก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาได้กว่า 1 สัปดาห์แล้ว ไม่เหมือนคุณหมอนนทลีที่ท่านเป็นเสือปืนไว เขียน Blog เรื่องนี้ตั้งแต่ขณะกำลัง ลปรร. กันอยู่ที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ผมค่อนข้างรู้สึกตื่นตัวกับการ ลปรร. ครั้งนี้ เพราะเป็นประสบการณ์การใช้ Peer Assist ครั้งแรกที่จะได้ทดลอง หลังจากที่ได้รู้จักกับเครื่องมือนี้มานานแล้ว เรียกว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝั่งจริง ๆ อย่างที่ อ.หมอวิจารณ์เคยเขียนไว้ ซึ่งทางกรมอนามัยได้ประโยชน์อะไรจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะไปบ้าง คุณหมอนนทลีท่านเขียนเอาไว้ชัดเจนหมดแล้วครับ เรียกว่าเจาะเรื่อง KM ของเราจนแทบหมดไส้หมดพุงทีเดียว ลักษณะการทำงานของโรงไฟฟ้าแม่เมาะจะต่างกับกรมอนามัยตรงที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะจะมีการปฏิบัติการหน้างานอยู่ที่ในโรงไฟฟ้าของเราเอง ดังนั้นการนำ KM ไปใช้จึงเน้นจัดการที่ตัวคุณกิจที่อยู่หน้างานได้โดยตรง แต่ของกรมอนามัยเป็นหน่วยงานที่ไปผลักดันด้านสุขภาพอนามัยให้ประชาชนทั่วไป เรียกว่าคุณกิจคือประชาชน ดังนั้นบทบาทของกรมอนามัยต้องเน้นเป็นคุณอำนวย เป็นนายหน้าหาความรู้จากคุณกิจที่มี Best Practice มาถ่ายทอดให้คุณกิจคนอื่น ๆ เรื่องที่เราได้เรียนรู้จากกรมอนามัยมีหลายเรื่อง แต่เรื่องที่ผมสนใจมากเป็นพิเศษคือประเด็นการวัดผล ตั้งตัวชี้วัดที่เข้ากับบริบทของกรมอนามัยได้เหมาะสม และไม่พาให้ทีมงานหลงทางเข้าป่า ซึ่งผมคิดว่าจะขออนุญาตนำไปปรับใช้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะด้วยครับ