เสมอ
ฝ่ายน้าป๊ำสนับสนุนพี่สมใจเต็มที่ เพราะเมื่อจบแล้วจะได้กลับมาช่วยทำนาที่บ้าน อยู่กันพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก น้าป๊ำคิดถึงลูก อยากให้ลูกอยู่ใกล้ๆ ไม่อยากให้จากไปเหมือนลูกลุงแช่ม
“ เรียนมีความรู้สูงๆ แทนที่จะกลับสุพรรณฯ มาช่วยกันสร้างสุพรรณฯให้เจริญ กลับหายหน้าไปหมด เหมือนไม่ใช่ลูกสุพรรณฯอย่างนั้น ข้าไม่เอาด้วยหรอกโว้ย” แกตะโกนใส่หูน้าจิตอยู่เนืองๆเช่นกัน
น้าจิตกลายเป็นคนเงียบขรึมลงทุกวัน วันๆทำแต่งานอยู่ในนา ข้าวปลาก็ไม่กลับมากิน กลับมาอีกทีก็ผีตากผ้าอ้อม พร้อมกับกลิ่นเหล้าคลุ้ง
หัวน้ำลดที่ผ่านมานี้เอง พ่อกับน้าจิตขนข้าวที่วางระดับอยู่บนนาดอน ลงเรือพายม้า เพื่อจะนำข้าวเข้ากองไว้ที่ลานข้างบ้าน ที่ใดน้ำตื้นก็ต้องลงน้ำเข็น ที่ใดน้ำลึกก็ใช้ถ่อค้ำ ตรงชายนาริมป่าอ้อนั่นทีเดียว น้าจิตอยู่ท้ายเรือกระโดดลงน้ำเข็น พ่อของไข่เน่าอยู่หัวใช้ถ่อค้ำเรือซึ่งมีฟ่อนข้าวอยู่เต็มท้องเรือ ไม่เห็นแม้แต่นิดเลยว่าเรือเกยทับร่างของงูเห่าตัวเขื่อง เมื่อเรือพ้นร่างมันจึงกัดน้าจิตเต็มเขี้ยว กัดแล้วก็แผ่แม่เบี้ยหราอยู่ พ่อถลันจากหัวเรือเงื้อถ่อจะฟาดงู แต่น้าจิตกลับห้ามไว้
“ อย่าๆ อย่าตี ข้าขอโทษ ไม่เห็นเลยจริงๆ ”ประโยคท้าย น้าจิตพูดกับงู
พ่อมองหน้าน้าจิตเหมือนอยากจะถามว่าทำไมไม่ให้ตีงู น้าจิตส่ายหน้าช้าๆ แล้วบอกกับพ่อว่า
“ ไม่อยากให้ก่อเวรกันต่อไปอีก อโหสิกรรมให้กันและกันเถิด ”พ่อหันมาดูแผลน้าจิต ฉีกเสื้อดำที่สวมอยู่เป็นริ้วเล็ก ควั่นเหมือนเชือก ขันเป็นชะเนาะเหนือแผล แล้วรีบถ่อเรือสุดชีวิต กลับถึงบ้านก็ต้องไปตามเรือยนต์ที่อยู่เลยหมู่บ้านไปอีก เป็นเรือเอี้ยมจุ๊นดัดแปลง ตั้งเครื่องอยู่กลางลำ พวงมาลัยอยู่หัวเรือ กว่าเรือจะโผล่มาก็เสียเวลาตั้งนาน นำคนเจ็บลงเรือแล่นน้ำบานจากไป กว่าจะถึงตลาดบางลี่ น้าจิตก็อาการเพียบเสียแล้ว นอนหลับตาพริ้ม ปากก็พร่ำแต่ว่า “ ขอบใจๆๆๆ ” ไม่รู้ว่าขอบใจใคร ขอบใจพ่อของไข่เน่า หรือขอบใจงู
“ จิต สัมมา อรหัง นึกไว้ สัมมาอรหัง ” พ่อตะโกนกรอกหูน้าจิต “ ขอบใจๆๆ” แกยังคงพูดคำเดิม พ่ออุ้มน้าจิตถึงมือหมอที่สุขศาลาจนได้ พอหมอคลายชะเนาะออก น้าจิตก็หายใจเฮือกสุดท้ายพอดี
ที่บ้านนอกจากน้าป๊ำจะคอยอยู่อย่างกระวนกระวายใจแล้ว ชาวบ้านอีกกลุ่มใหญ่ก็คอยอยู่ด้วย
ต่างก็พูดวิจารณ์ไปต่างๆนานา ไข่เน่าฟังเรื่องตอนท้ายๆ ก็ไม่เหมือนกับตอนแรก มีอภินิหารเจ้าพ่องูเห่าเข้ามาผสม ยายวารว่าเมื่อคืนได้ยินเสียงนางฟ้ามาพูดจ๊ะจ๋าอยู่ข้างบ้านน้าจิต นึกแล้วว่ามันจะต้องไปวันนี้ และมากมายเรื่องลี้ลับ ไข่เน่านั่งฟังแล้วอ้าปากค้าง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ผู้ใหญ่ผลพูดเสียงดัง “ ไอ้จิตมันขอบใจงูหรือวะ ” แกหันหน้ามาทางพ่อ แสดงว่าถามพ่อ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ จ้ะพี่ผู้ใหญ่ ” พ่อตอบหลังจากอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ แสดงว่ามันต้องการตายน่ะซิ ” เสียงแกดังจนเสียงอื่นๆเงียบลง หันมาฟังผู้ใหญ่ผลกันโดยพร้อมเพรียงกัน “ ทำไมมันถึงอยากตายฮึอีป๊ำ ” แกหันมาถามน้าป๊ำอย่างคาดคั้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> น้าป๊ำทำหน้าอีหลักอีเหลื่อ ก่อนพูดว่า “ ก็เรื่องเจ้าสมใจเรียนเกษตรนั่นแหละ เห็นบ่นว่าอยากตายมาหลายหน นึกว่าพูดไปยังงั้น ไม่ได้ใส่ใจอะไร ความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆเท่านั้น”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ ในการครองเรือน ความขัดแย้งกันมีอยู่เสมอ แต่ต้องพูดต้องอธิบายกันด้วยเหตุด้วยผล ให้เข้าใจกันเสีย ไม่ปล่อยให้เรื่องบานปลายกลายเป็นความแตกร้าวอย่างนี้ ไอ้จิตเป็นคนมีเหตุมีผล ถ้าจะไม่ดึงดันเอาชนะคะคานกัน เอาน้ำเย็นเข้าลูบ ค่อยๆชี้แจง ค่อยๆอธิบาย กูว่าความขัดแย้งก็จะหมดไปในที่สุด” ผู้ใหญ่ผลอบรมน้าป๊ำ</p> เมื่อนำศพของน้าจิตกลับถึงบ้าน พวกที่เป็นช่าง ก็ช่วยกันต่อโลงศพ เสียงเลื่อยไม้และเสียงตอกตะปูดังอยู่กึงกึง ที่เป็นแม่ครัวก็เข้าครัว หุงข้าวต้มแกงกันชุลมุน เป็นการช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก ไข่เน่ามองเห็นน้ำใจอันสะอาดใสของพี่ป้าน้าอาในหมู่บ้าน แล้วคิดว่า ในหมู่ของคนดี ย่อมสร้างสังคมดี ใครก็ตามที่จะมาอยู่ในสังคมที่ดี จะต้องเป็นคนดี และเมื่อคนดี อยู่ในสังคมดีก็จะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข ที่เรียกว่าความสงบเย็น ไข่เน่าจะเป็นคนดี <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> งานศพน้าจิตเป็นงานใหญ่ มีวงปี่พาทย์ ประโคมกลองเสียงตึงๆ ท่ามกลางความสงบเงียบยามราตรี ฟังแล้วแสนวังเวง ไข่เน่านึกกลัวจนต้องนอนขดในผ้าห่ม ไม่อยากให้บ้านมีร่องเลย กลัวน้าจิตจะแหย่นิ้วขึ้นมาสะกิด แต่พื้นกระต๊อบเป็นไม้ไผ่สับฟาก ข้างฝาเป็นอ้อสานลายสอง มองทางไหนเห็นแต่รูเห็นแต่ร่อง สุดปัญญาจะหลบ ได้แต่ภาวนา ขอน้าจิตอย่าได้มาหาเลย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ก่อนเผาหนึ่งคืน เคลื่อนศพไปไว้วัด น้าป๊ำจ้างช่างมาทำเมรุลอย มีช่างแทงหยวกฝีมือดีมาแทงหยวกเป็นลายเครือวัลย์ต่างๆ ประดับเมรุ ผูกผ้าเป็นพวงดอกไม้โดยรอบ ตะเกียงเจ้าพายุนับร้อยรายล้อม สว่างไสวน่าตื่นตาตื่นใจ สวรรค์วิมานงามเช่นนี้จริงหรือ มีลิเกคณะโปรดของชาวบ้านแสดงยันรุ่ง ยามดึกจุดพลุ แสงสีสวยงามกระจายเต็มท้องฟ้า </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> วันเผาน้าจิต พ่อกับชาวบ้านอีกสามคนแจวเรือมาดขนาดสี่แจวไปจอดหน้าหมู่บ้านทุกหมู่บ้าน ปากก็ตะโกน “ เผาผีด้วยกันเน้อ ”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ชาวบ้านทุกหมู่บ้านที่เรือไปจอด ต่างก็ขนฟืนที่ตุนไว้สำหรับใช้หุงข้าว มาบริจาคให้เป็นโกลาหล ทุกคนยกมือจบหน้าผาก ปากก็พร่ำขอให้วิญญาณของน้าจิตไปสู่สุคติ เป็นการให้แก่กันอันแสนบริสุทธิ์ เพราะเป็นการให้แก่คนตายเป็นครั้งสุดท้าย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เด็กๆอย่างไข่เน่าก็ร่วมบริจาคฟืนกับเขาด้วย ต่างวิ่งหาซอไผ่แห้ง แบกมาใส่เรือกันเป็นแถว ผู้ใหญ่บอกว่าจะได้บุญกุศลมากนัก ไม่รู้หรอกว่าบุญกุศลหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เมื่อทำแล้วจะได้ก็ต้องทำไว้ก่อนละ</p> บ่ายวันเผา ที่ป่าช้าเป็นลานกว้าง ปลูกต้นลานไว้โดยรอบ พระใช้ใบลานจารหนังสือ สมัยก่อนต้นลานจึงเป็นต้นไม้ของนักวิชาการ วัดใดมีต้นลาน วัดนั้นก็มีนักปราชญ์ วัดใดไม่มีต้นลาน วัดนั้นก็ไม่มีบัณฑิตย์ ไม่มีการเรียนรู้ วัดสมัยก่อนเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญของชาวบ้าน ทำอย่างไรหนอวัดจึงจะกลับเป็นแหล่งการเรียนรู้ได้อีก การเรียนรู้เป็นบทบาทที่หายไปจากวัดนานแล้ว สมควรฟื้นฟูให้เป็นแหล่งการเรียนรู้สำหรับชาวบ้านขึ้นใหม่