มากกว่า คือเขาจะตีด้วยละ ฝ่ายลุงรุนเป็นฝ่ายพิจ คือพิจารณาเอาเองว่าจะยอมตีด้วยหรือไม่ตี
ฝ่ายรุกก็พูดยุยั่วให้ลุงรุนเกิดโมโหต่างๆนานา ตรงนี้ถือเป็นเหลี่ยมนักเลง ถ้าอ่อนเชิงไก่ก็จะเสียเปรียบ เรียกว่าเสียเหลี่ยมนักเลง ลุงรุนตะหวาด “ เอ้า! ตกลง มึงจะตีกะกูกี่ชั่งว่ามา ไข่ใบเดียววะ” หมายความว่าชีวิตไอ้เหยี่ยวมีราคาแค่ไข่ฟองเดียว แพ้ ชนะ หรือจะตายก็เหมือนเสียไข่ไปฟองเดียว แสดงถึงความใจถึงของเจ้าของไก่ แต่ไข่เน่าแอบถอนใจ สงสารไอ้เหยี่ยว
ตกลงเดิมพันกันมากโข หลายคนเทกระเป๋าวางเดิมพันเลยก็มี จึงได้ชนในสังเวียนกลาง เป็นคู่ที่สอง น้าพรมือน้ำของหมู่บ้านรับหน้าที่ให้น้ำให้ไอ้เหยี่ยว
คนให้น้ำเป็นคนสำคัญ ชี้แพ้ชี้ชนะได้เลย เพราะเป็นคนใกล้ชิดไก่มากที่สุด ไก่ถูกตีหัวบวมเป็นกระบวยก็ต้องไขหัวเอาเลือดที่คั่งออกได้ ถูกตีจนตาบวมปิด ก็ช่วยเสนียดตาให้ไก่ลืมตาได้
ไก่ถูกตีจนปากหักก็ต้องต่อปากให้ได้ มือน้ำเก่งๆ ไก่จะดูสดชื่นเมื่อเข้าชนทุกอัน มีเหมือนกันที่มือน้ำทรยศ แอบวางยาไก่ที่ตนให้น้ำเสียเอง แล้วให้พวกไปเล่นฝ่ายตรงข้าม น้าพรมีประวัติไม่สู้ดีในเรื่องนี้ ไข่เน่าจึงต้องคอยเฝ้าถามอยู่ตลอดเวลาว่าทำอย่างนั้นทำไม อย่างน้อยก็คอยปรามไม่ให้ ทรยศต่อไอ้เหยี่ยว
เมื่อคู่แรกหมดอัน คนให้สัญญาณ ซึ่งขึ้นไปนั่งบนห้างใต้หลังคาเคาะเกราะเสียงโก๊กๆ พร้อมกับขันใบย่อมจมลงในพื้นโหล และขันใบเล็กกว่าถูกวางลอยเหนือน้ำแทน “คู่ที่สองเข้าชน” เขาตะโกนบอก ได้ยินกันทั่วบ่อน ลุงรุนอุ้มไอ้เหยี่ยวเข้าสังเวียน มีไอ้เขียวตามเข้ามาติดๆ กรรมการใช้แขนทั้งสองข้างกันไก่ไว้ จนไก่ประจันหน้ากัน “ ปล่อยหาง ” ทั้งสองฝ่ายเดินออกนอกสังเวียน
ไก่เข้าสาดแข้งปะทะกัน เข้าเกี้ยวแล้วสักครู่ กรรมการประกาศ “ ได้เสีย ” หมายความว่าไก่ทั้งคู่ไม่ดีด เต็มใจต่อสู้ จากนี้ไป หากแพ้ก็ต้องเสียเดิมพันละ
ไข่เน่าใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง เหมือนกับจะเป็นลม เสียงต่อรองดังอื้ออึง แต่ไข่เน่าไม่ได้ยินสรรพสำเนียงใด ถอดใจไว้กับไอ้เหยี่ยว ปากคอเกร็งไปตามจังหวะของไก่ที่จิกตีกันในสังเวียน
“ เป๊กน่า!” เสียงลั่นเมื่อไอ้เหยี่ยวได้ที และเงียบกริบเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งตี “ ไงละวะไอ้เหยี่ยว หูนอกไง เขาก็ให้มึงนี่นา ตีให้แผ่ไปซีวะ” ลุงรุนถกโสร่งผ้าไหมตัวเก่ง มาเหน็บไว้ที่เอว ชายโสร่งลอยถึงเข่า เมื่อไอ้เหยี่ยวตีจนอีกฝ่ายหนึ่งชัก แกก็จะลงนอนซบดินแล้วเอาฝ่ามือตีดินเสียงพั่บๆ ท่าทางเจ็บยิ่งกว่าฝ่ายตรงข้ามมากนัก
ไข่เน่ากังวลใจ หลายครั้งไอ้เหยี่ยวเอาคอกดคอของฝ่ายตรงข้ามได้แล้ว ใช้จงอยปากจิกที่กกหูด้านนอกได้ แทนที่จะได้ตี แต่มันกลับปล่อย ไม่บิน ตีหูนอกที่เป็นไม้ตายของมันยังใช้ไม่ได้ผล เกิดอะไรขึ้นกับไอ้เหยี่ยวนะ เขาครุ่นคิด
“ โก๊ก ๆๆ” คนเคาะเกราะ ให้สัญญาณว่าหมดอัน กรรมการใช้ท่อนแขนทั้งสองข้างแยกไก่ออกจากกัน ทั้งสองฝ่ายถลันเข้าไปอุ้มไก่ของตนออกอย่างรวดเร็ว เวลาให้น้ำมีค่าทุกวินาที
คนเคาะเกราะงมขันใบโตที่เจาะรูเล็กๆที่ก้นขึ้นมา แล้วเอาขันใบย่อมกว่าลอยน้ำแทน เมื่อมันจมลงอีก เขาตะโกนบอก “ อันจมๆ ” หมายความว่าอีกคู่หนึ่งคือคู่แรกต้องนำไก่เข้าชนอันต่อไป
อันจมแล้ว หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่นำไก่เข้าชน จะถูกปรับแพ้ ไก่จะชนทั้งหมด ๑๑ อัน ไม่แพ้ชนะ กัน เป็นอันยกเลิก เรียกว่ายก ไก่สองคู่ตีเกี่ยวกันเช่นนี้ ในทุกสังเวียน จนกว่าจะแพ้กันไปข้างหนึ่ง จึงให้คู่ต่อไปเข้าชน
น้าพรนั่งบนม้าเล็กๆ ชันเข่าทั้งสองข้าง ให้ไอ้เหยี่ยวนอนพัก มือซ้ายบีบปากเบาๆจนไอ้ เหยี่ยวหน้าแหงน มือขวาบีบผ้าให้น้ำไก่ที่ชุ่มน้ำ ให้น้ำไหลเข้าคอไอ้เหยี่ยวอย่างชำนาญ แล้วใช้ผ้าผืนเดิมเช็ดจนทั่วตัวไก่ หันไปคว้าขนปีกที่นำติดตัวมาจากบ้าน ยอนเข้าไปในคอ ของไอ้เหยี่ยว หมุนไปมาอย่างรวดเร็ว แล้วดึงออก ใช้มืออีกข้างรีดเสมหะที่ติดออกมา แล้วสบัดทิ้ง พร้อมบ่นว่า “ เลี้ยงไก่ยังไง ฮึตารุน ไก่เป็นหวัดก็ไม่รู้ ไก่สภาพอย่างนี้ ออกบ่อนได้ยังไง ”
“ เป็นหวัดที่ไหนกัน มันคึกออกพึ่บ ” ลุงรุนเถียง แทนคำตอบ น้าพรยอนขนไก่เข้าไปในคอไอ้เหยี่ยวอีกครั้ง นำออกมารีดเสมหะ “ เสลดเต็มคออย่างนี้ ยังเถียงว่าไม่เป็นหวัดอีก” ว่าแล้วสลัดก้อนเสมหะลงพื้นให้เห็นจะจะ
การต่อสู้เป็นไปอย่าดุเดือด ไอ้เหยี่ยวตกเป็นรองถึงสิบเอาหนึ่ง เพราะตีไม่ได้ หายใจไม่ออก ต้องหายใจทางปาก จึงจิกคู่ต่อสู้ไม่ถนัด เมื่อบินตีปากก็หลุดจากคู่ต่อสู้ ปล่อยให้คู่ต่อสู้ตีอยู่ข้างเดียว หนทางชนะไม่มี มีแต่แพ้กับยก
ไข่เน่ารู้สึกหดหู่ใจจนน้ำตาคลอเบ้า สงสารไอ้เหยี่ยวยิ่งนัก ไอ้เพื่อนยากตกอยู่ในภาวะคับขันเสียแล้ว อยากจะกระโจนลงไปในสังเวียน อุ้มไอ้เหยี่ยวออกมา รีบกลับบ้าน กลับไปรักษาให้ไอ้เหยี่ยวกลับมาแข็งแรงเหมือนไอ้เหยี่ยวตัวเก่า แล้วพูดคุยกันได้เหมือนเดิม แต่จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ในเมื่อไอ้เหยี่ยวไม่ใช่ของเขา จึงได้แต่เอามือปาดน้ำตาตัวเอง ทนดูไอ้เขียวฟาดลำแข้งลงบนหัวไอ้เหยี่ยวฉาดแล้วฉาดเล่า แต่ละฉาดมันดังสะท้านเข้าไปในอกของไข่เน่า ไอ้เหยี่ยวตัวสั่นราวลูกนก มันเซหลุนๆไปตรงนั้นตรงนี้ บางครั้งเลือดของไอ้เหยี่ยวกระเซ็นมาเปื้อนใบหน้าของเขาก็มี
เมื่อหมดอันทุกอัน น้าพรให้น้ำ แต่เขาทำทุกอย่างที่จะช่วยมันได้ ติดไฟต้มน้ำ น้ำเดือดแล้วยกลง เอาจากแห้งเผา ให้ควันรมแผล ว่ากันว่าช่วยลดความเจ็บปวดให้มันได้ ปากก็พร่ำเรียก “ ไอ้เหยี่ยวๆๆ” เหมือนคนเสียสติ ไอ้เหยี่ยวก็ยังอุตส่าห์ตอบรับ “ กุกๆๆๆ ” เหมือนที่เคยเป็นมา
ทั้งๆที่หัวตกจะถึงดินอยู่รอมร่อ
อันสุดท้าย ไอ้เหยี่ยวเข้าสังเวียนด้วยสภาพที่แทบจะทรงตัวไม่ไหว แต่ดูเหมือนมันตัดสินใจแล้วว่าจะขอสู้ตายคาสังเวียน มันเดินออกไปอย่างยอดนักสู้ พยายามจิกตีเต็มที่ แต่ก็ได้แค่จิกดิน หูตาปิดจนมองไม่เห็นอะไร หัวบวมจนยกไม่ขึ้น
“ ถอนหัวแล้วๆๆ ” ฝ่ายไอ้เขียวตะโกนยั่ว
“ มาพนันกันไหม กูเอาไม่ถอน ” ลุงรุนตอบ
“ จับได้แล้ว ทารุณไก่” อีกฝ่ายยั่วต่อ หมายให้ลุงรุนจับไอ้เหยี่ยวออก เป็นการยอมแพ้ไปในที
“ เรื่องอะไรกูจะจับ กับอีไข่ใบเดียว” ลุงรุนโต้ด้วยวลีเดิมๆ ไข่ใบเดียว
ในสังเวียน ลำแข้งสุดท้ายของไอ้เขียวมาถึง มันจิกหัวไอ้เหยี่ยวไว้แน่น ไอ้เขียวพยายามทุรนทุรายดิ้น แต่ก็ไม่หลุดออกจากจงอยปาก ได้ระยะดีแล้วแข้งก็ฟาดโครมเข้าที่ท้ายทอยของไอ้เหยี่ยว
มันเป็นแข้งที่เหมาะเจาะ ส่งร่างไอ้เหยี่ยวลงไปนอนคลุกดิน มันพยายามจะยืนขึ้นแต่ก็ล้มหงายตึงลงไปอีก ตีนทั้งสองตะกายอากาศ แล้วก็เงียบไป
“ ไอ้เหยี่ยวๆๆ” ไข่เน่าร้องเรียกด้วยเสียงอันดัง เขาร้องไห้ไม่อายคน
บ่อนเลิกแล้ว ไข่เน่าอุ้มร่างไอ้เหยี่ยวเดินลัดทุ่งกลับบ้านแต่ลำพัง ไม่ว่าเขาจะพร่ำพูดอย่างไร ก็ไม่มีเสียง “ กุกๆๆ ” จากไอ้เหยี่ยวอีกแล้ว เขาฝังร่างมันไม่ไกลจากเสากระต๊อบของเขา ดอกไม้หลากสีวางไว้ให้ด้วยใจคารวะ คารวะไข่ใบเดียวของลุงรุนใบนี้