ไข่เน่ายังจำได้ติดตา ถึงวันที่พ่อตัดสินใจขึ้นบก หยุดเร่ร่อนไปตามสายน้ำเสียที ชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ ต้อนรับครอบครัวของไข่เน่าอย่างเต็มใจ ไม่มีใครรังเกียจว่าเป็นคนจรหมอนหมิ่น ช่วยกันปลูกเรือนเสาไม้กระทู้ ฝาอ้อขัดแตะ หลังคามุงแฝก ส่วนพื้นเป็นไม้รวก ภายในวันเดียว ไข่เน่าก็ได้อยู่ในบ้านอันแสนอบอุ่นหลังนี้แล้ว
น้าเฉลียวเป็นช่างที่ช่วยเหลืออย่างแข็งขันที่สุด กะเกณฑ์คนทั้งหมู่บ้านมาช่วยกันลงแรงสร้าง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">พวกผู้ชายคว้าฆ้อน คว้าเลื่อย เสียงตอกตะปู เสียงเลื่อยไม้ดังเซ็งแซ่ พวกผู้หญิงคว้าทัพพี คว้าตะหลิว หุงหาอาหาร กลิ่นอาหารหอมฉุย ค่อนวันบ้านก็เสร็จ ปล่อยให้ครอบครัวของไข่เน่าขนของจากเรือเข้าบ้านอย่างมีความสุข นี่แหละคือพลังของความสามัคคี </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ ไข่เน่า กระวีกระวาดหน่อยลูก อย่ามัวแต่อมขี้ฟันอยู่ ล้างหน้าล้างตาเร็ว จะได้ไปช่วยงานน้าเฉลียวแต่เช้า” เสียงแม่ตะโกนเตือนมาจากชานบ้าน ซึ่งใช้เป็นครัวด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ไข่เน่าลุกขึ้นบิดขี้เกียจ สบัดหัวไล่ความง่วงซึม เมื่อคืนมัวแต่ฉาบปลาอยู่จนดึก กว่าจะได้ปลามาให้แม่ต้มแกง ก็ค่อนรุ่งทีเดียว เขาเปลื้องผ้าลงมากองที่ตาตุ่ม แล้วกระโดดโครมลงไปในคลองจนน้ำแตกกระจาย ใช้นิ้วชี้แทนแปรงสีฟัน ถูฟันจนทั่วปาก แล้วบ้วนน้ำลงไปในคลอง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ล้างหน้าล้างตาขัดขี้ไคลเรียบร้อยแล้วกระโดดขึ้นมาบนสะพาน สวมกางเกงตัวเดิม เสื้อไม่ต้องสวมเพราะไม่มี และไม่มีเด็กคนไหนเขาสวมกัน เสื้อมีไว้สวมเวลาไปเที่ยวงานวัดเท่านั้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> สมัยก่อนแปรงสีฟันไม่มี ยาสีฟันก็มีเพียงผงวิเศษนิยมเท่านั้น บางคนใช้อมเกลือเม็ด และใช้ยาเส้นปั้นเป็นก้อนสีฟัน สีแล้วก็จุกไว้ที่ใต้ริมฝีปากบน ยาหมดรสแล้ว จึงเปลี่ยนยาเส้นก้อนใหม่</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">บางคนใช้แขนงข่อย ทุบปลายให้แตกเป็นฝอย สีฟันแทนแปรง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ไข่เน่าเดินไปบ้านน้าเฉลียว โดยไม่รอกินข้าวที่แม่กำลังหุง เพราะรู้ดีว่าข้าวมีน้อย ฝากท้องไว้กับน้าเฉลียวดีกว่า น้องๆจะได้กินข้าวกันอิ่มขึ้น เมื่อไปถึง น้าเฉลียวกำลังจะไปตัดไม้ไผ่พอดี</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> น้าเฉลียวยิ้มให้เขาอย่างคนใจดี เขาจึงเดินตามไปอย่างรู้ที เมื่อถึงกอไผ่น้าเฉลียวชี้ไปที่ไม้สีเขียวแก่ ลำไผ่ตรงปล้องยาว เป็นไม้ไม่อ่อนไม่แก่ เหมาะที่จะควั่นเป็นเชือก ทำสายตะพายร้อยจมูกวัว ไข่เน่าใช้มีดโต้ ตัดแขนงไผ่กรุยทางเพื่อจะเข้าให้ถึงลำไม้ไผ่ที่น้าเฉลียวชี้</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ไข่เน่าออกแรงฟันไม้ไผ่ คมมีดกินเนื้อไม้ไผ่เสียงดังโก๊กๆ สะเก็ดไม้ปลิวว่อน สักครู่เดียวไม้ไผ่ก็ขาดเป็นสองท่อน ท่อนล่างเป็นซอไม้ติดอยู่ในกอไผ่ ไข่เน่าเสือกท่อนบนให้หลุดออกจากกอ น้าเฉลียว ออกแรงฉุดไม้ไผ่ออกจากกอ ทุกครั้งที่ฉุด ใบไผ่ก็จะร่วงกันเกรียวกราว ครู่เดียวลำไม้ไผ่ก็ถูกริดแขนงออกจนหมด ไข่เน่าเลือกแขนงที่โค้งสวยเก็บไว้ทำคันเบ็ด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> วิธีทำเบ็ดปักไม่ยากเลย ไข่เน่ากับเพื่อนเด็กๆทำได้ทุกคน เริ่มจากไปซื้อเบ็ดจากตลาด หรือซื้อจากเรือขายกาแฟ แต่ราคาจะแพงกว่าที่ตลาด ด้ายที่ใช้เล่นว่าวซึ่งขายเป็นจัย นำด้ายตัดเป็นท่อน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ความยาวสัก ๑ แขน ใช้เงื่อนตะกรุดเบ็ด ผูกติดกับตัวเบ็ด ควั่นปลายเป็นเกลียว อีกปลายหนึ่งนำไปผูกกับปลายแขนงไผ่ที่เตรียมไว้ ใช้ลวดเล็กๆพันติดกับคันเบ็ด สำหรับใช้เบ็ดเกี่ยวเวลาเก็บ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เพื่อไม่ให้สายไปพันกับเบ็ดคันอื่น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> น้าเฉลียวนำไปเลื่อยตัดเป็นท่อนๆ ท่อนละปล้อง ตัดข้อออก ใช้มีดคมปลายแหลมเกียกให้เป็นแท่งๆแบนๆเหมือนไม้ขัดหม้อ แล้วจึงจักเป็นตอก แต่ละเส้นบางแทบจะเป็นเยื่อ ต้องใช้ความประณีตในการจักอย่างมาก น้าเฉลียวใช้ปลายมีดแบ่งเส้นตอกเพียงเล็กน้อย แล้วใช้ปากกับมือลอกไม้ไผ่ออกเป็นตอกบางเฉียบ นำตอกที่ได้มาควั่นเป็นเชือกเล็กๆ ยาวสักเมตรหรือน้อยกว่านั้นเล็กน้อย ได้เชือกพอกับจำนวนวัวแล้ว รอจนเย็น วัวเดินกลับเข้าคอก น้าเฉลียวไล่วัวตัวที่ต้องการสนตะพายเข้าไปในซองแคบๆ ใช้เชือกมะนิลาผูกคอวัวไว้ โยงอีกปลายหนึ่งกับเสา ปลายอีกข้างหนึ่งส่งให้ไข่เน่าถือไว้ แล้วสั่งว่า</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ เมื่อน้าบอกให้ดึง เอ็งก็ดึงเลยนะ น้าบอกว่าพอ เอ็งก็หยุด ทำได้ไหม” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ ทำได้จ้ะน้า ” ไข่เน่ารับคำ</p> วัวค่อยๆถูกเชือกดึงให้หน้าแหงนหงาย ขาหน้าลอยจากพื้น แน่นอนกว่าจะได้ท่าที่เหมาะก็ต้องออกแรงกัน จนเหนื่อยอ่อนไปทั้งวัวทั้งคน น้าเฉลียวเตรียมไม้ที่เหลากลมปลายมนคล้ายเข็มเย็บกระสอบ ข้างโคนมีสายตะพายผูกอยู่ แทงเข้าไปในรูจมูกวัว ไปโผล่อีกรูจมูกหนึ่ง การกระทำขั้นนี้รวดเร็วมาก การสนตะพายวัวเสียเวลาก็ตอนบังคับให้วัวดิ้นไม่ออก ส่วนการสนตะพาย ไม่ยากเย็นอะไรเลย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ น้าสนตะพายมันทำไมจ๊ะ ” สำหรับเด็กต่างถิ่นอย่างไข่เน่า ไม่มีความรู้เรื่องทำไร่ไถนา อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ สนมันไว้ใช้งานซิ ” น้าเฉลียวตอบ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เย็นนั้นไข่เน่าได้กินข้าวจนพุงกาง น้าเฉลียวมีข้าวไม่จำกัด กับข้าวก็อร่อยๆทั้งนั้น ไม่ว่าน้ำพริก เนื้อเค็ม โดยเฉพาะต้มโคล้งซี่โครงวัวตากแห้ง ไข่เน่าอยากนำกลับไปให้น้องๆกินบ้าง แต่ก็ได้แต่คิด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ คนต้องกิน จึงต้องทำมาหากิน การทำงานเป็นหน้าที่ของคน วัวมันไม่ได้มานั่งกินเหมือนคน มันยังต้องทำงาน เรากินเองแท้ๆ ไม่ทำงาน ก็จะอายวัวมันนะไอ้ไข่เน่า ”</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ก่อนกลับบ้าน น้าเสนาะให้ข้าวสารสองทะนาน กับซี่โครงวัวตากแห้งอีกหนึ่งซี่ ไข่เน่ายกมือไหว้ พร้อมกับกล่าวขอบคุณ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ ไม่ต้องขอบใจน้าหรอกจ้ะ ไข่เน่าช่วยน้าทำงาน ก็ต้องได้ค่าแรงเป็นธรรมดา ”</p> ไข่เน่ายังคงละล่ำละลักขอบคุณ เหมือนไม่ได้ยินคำที่น้าเสนาะพูดเลยกระนั้น