. <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ ไข่เน่า ๆ ๆ ไอ้ไข่เน่า .” เสียงเพื่อนตะโกนเรียกมาทางหลังบ้าน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> “ โว้ย ” ไข่เน่าตะโกนตอบ พร้อมกับวิ่งลงไปคว้าคันเบ็ดสิบกว่าคันที่แขวนอยู่ใต้ถุนบ้าน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">มาคล้องไว้ที่ไหล่ซ้าย มือขวาคว้ากระป๋องขังจิ้งหรีด วิ่งตื๋อตามกลุ่มเพื่อนไป</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> หน้าแล้งอย่างนี้อาหารการกินอัตคัดนัก ครอบครัวไหนที่ตุนปลาเค็ม ปลาร้าและปลาย่างไว้ตั้งแต่หัวน้ำลง ก็จะเริ่มนำออกมาทำกับข้าวในตอนนี้ ครอบครัวไหนไม่มีตุนไว้ หรือมีตุนแต่กินหมดไปแล้วก็ต้องให้ลูกๆช่วยกันหาปลามาทำกับข้าวสู่กันกินไปวันๆ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ครอบครัวของไข่เน่าเป็นหนึ่งในครอบครัวที่ไม่มีเสบียงกรังเหลืออยู่ จึงต้องออกไปปักเบ็ดหาปลากับเพื่อนๆในวันนี้ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เดินคุยกันไปตามคันนาสักครู่ ก็ถึงจุดหมาย เป็นไร่ของคนจีนซึ่งติดกับคลองหน้าวัด </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ร่องนอกของไร่จึงเหมือนคลองไส้ไก่เล็กๆ ที่เชื่อมต่อกับคลองหน้าวัด ซึ่งมีปลาชุกชุม ปลาบางส่วนก็หากินเลยมาถึงร่องนอกของไร่ เป็นโอกาสของพวกเด็กๆนำเบ็ดไปปักพอได้ปลามาทำอาหาร </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ทุกคนที่เดินเป็นเพื่อนคุยกันมา เปลี่ยนเป็นคู่แข่งขันกันชั่วคราว ต่างรีบวิ่งไปหาทำเลเหมาะๆเพื่อปักเบ็ด ไข่เน่าก็เช่นกัน วิ่งจนสุดฝีเท้าไปที่ดงกกย่อมๆริมร่อง โยนเบ็ดลงกับพื้นเป็นแถว แต่ละคันห่างกันสักสองวา ปากก็ตะโกนว่า “ กูจอง ๆ ๆ ๆ ๆ.” </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> หลังจากเหน็ดเหนื่อยจองที่กันเสียงลั่นทุ่งแล้ว ทุกคนก็ง่วนอยู่กับการปักเบ็ดของตน ไข่เน่าแหวกหญ้าเป็นปล่องกลม นำเบ็ดมาเกี่ยวหลังจิ้งหรีด แล้วปักเบ็ดกับชายร่อง กะคะเนระยะให้จิ้งหรีดว่ายอยู่บนผิวน้ำกลางปล่อง เมื่อเบ็ดหมดแล้วก็หิ้วกระป๋องจิ้งหรีดไปรวมกับเพื่อนๆที่โคนต้นจามจุรีกลางทุ่ง อาศัยร่มเงารอเวลาไปละเหยื่อ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เมื่อทุกคนพร้อมกันที่โคนจามจุรีแล้ว ก็มีเรื่องตื่นเต้นเมื่อคืนมาเล่าให้กันฟัง ทั้งๆที่ทุกคนก็ผจญมาด้วยกันนั่นเอง เพราะไปจับจิ้งหรีดกันที่ทุ่งนอก ไกลจากหมู่บ้านออกไป </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เมื่อไปถึงทุ่งนอก เวลาก็ค่ำมากแล้ว เสียงละครวัฒนารมย์ดังออกมาจากหมู่บ้านไกลๆ ทุกคนจุดตะเกียงกระป๋อง แล้วตั้งไว้ในบังเพลิง ซึ่งทำจากสังกะสี มีหูหิ้ว และมีช่องเปิดให้แสงจากตะเกียงสาดส่องออกมา บ้านทุ่งทุกบ้าน ต้องมีไว้ใช้ส่องทางเดินยามค่ำคืน เพราะงูเห่าชุกชุมมาก</p> ทุกคนก้มหน้าก้มตาส่องหาจิ้งหรีดไปตามหญ้าแพรก ที่ขึ้นหนาตามคันนา จิ้งหรีดที่ตอนกลางวันแดดจัด มันจะซ่อนตัวอยู่ตามหลืบระแหงนา เมื่ออากาศเย็นลงในตอนกลางคืน ก็จะออกมาหากิน เป็นจังหวะที่เด็กๆออกจับพวกมันไว้ทำเหยื่อปักเบ็ดในตอนเช้าพอดี คืนนั้นส่องจิ้งหรีดกันเพลิน นานเท่าไรไม่รู้เลย รู้แต่ว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมองทิวไม้ ทุกคนไม่รู้ว่าหมู่บ้านของ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">เราอยู่ทางไหนกันแน่ จึงเดินเดาสุ่มไปทางทิวไม้ที่คิดว่าเป็นบ้านตน แต่กลับไปโผล่ที่ป่าช้าวัดอะไรสักแห่ง ทุกคนวิ่งออกมาตั้งหลักที่กลางทุ่ง นั่งจับทิศกันอยู่นานจึงกลับบ้านได้ แต่ก็ล่วงค่อนคืนไปแล้วทีเดียว</p>
ได้เวลาละเบ็ด ทุกคนต่างแยกย้ายไปยังที่ตนปักเบ็ดไว้ ไข่เน่าถึงกับเข่าอ่อน หายใจรัวเร็วด้วยความตื่นเต้น เพราะคันเบ็ดคันหนึ่งถูกปลาพาจมลงไปในน้ำ คันเบ็ดไหวยวบไปตามแรงดิ้นของปลา ไม่รอช้าเขาโจนลงไปในน้ำ ดึงหญ้าที่พันยุ่งเหยิงอยู่กับสายเบ็ด แล้วค่อยๆลากปลาขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ
“ เฮ้ย ! ไอ้ไข่เน่า ได้ปลาสามโว้ย .” สำเริงตะโกนเรียกพวกเพื่อนๆให้มาดูปลาช่อนตัวโตที่กำลังกระเสือกกระสนจะลงน้ำ ไข่เน่าโชคดีที่ได้ปลาตัวโตกว่าคนอื่น
การบอกขนาดปลาช่อน เริ่มจากปลากล้วย ตัวเล็กจนเมื่อทำเป็นปลาเค็ม ไม่จำเป็นต้องชำแหละให้แผ่เป็นผืนแบน เพียงตัดหัว ควักพุงออก คลุกกับเกลือป่น หมักไว้สักครึ่งวัน นำมาตากแดด ก็ได้ปลาเค็มกลมๆคล้ายกล้วย ปลาหนึ่งก็คือปลาที่ต้องผ่าหลังแผ่ออกเป็นผืน ปลาสองถึงปลาห้าก็คือเมื่อแผ่ปลาเป็นผืนแล้ว ต้องใช้มีดกรีดเป็นริ้ว สองริ้ว สามริ้ว จนถึงห้าริ้ว ตามขนาดของปลา ส่วนหกริ้ว แปดริ้ว ก็คงเป็นปลาช่อนตัวโตขนาดโคนขาละกระมัง ตัวโตอย่างนั้น หายาก ในทุ่งนาบ้านเราไม่มี</span>
ก้กกพพะ