กลับมาถึงร่มจามจุรีแล้ว  ทุกคนได้ปลามากบ้าง น้อยบ้าง  ส่วนมากก็เป็นปลากล้วยกันแทบทั้งสิ้น  ไข่เน่าเท่านั้นที่ได้ปลาช่อนตัวโตเป็นพิเศษ  ต่างขุดหลุมเล็กๆ ด้วยมีดบ้างเสียมบ้างที่บางคนนำติดตัวมาจากบ้าน  เทน้ำลงไปใช้ขังปลาได้ชั่วคราว  ปิดหลุมด้วยกิ่งไม้และซังกระเน็ด  คือซังข้าวแห้งที่เกลื่อนกลาดอยู่ในทุ่งนานั่นเอง 

        ขังปลาเรียบร้อยแล้ว ต่างก็หมดเรี่ยวหมดแรง  เพราะความหิว  ทุกคนมีห่อข้าวของตน  ยกเว้นไข่เน่า  เพื่อนๆรู้ว่าบ้านของไข่เน่าได้กินข้าววันละสองมื้อ  คือมื้อเช้ากับมื้อเย็นเท่านั้น  มื้อกลางวันไม่มี  พ่อแม่ไม่มีนาทำ  ต้องเกี่ยวข้าวจ้าง  จึงต้องประหยัดข้าวมากกว่าครอบครัวอื่น

        เพื่อนทุกคนแบ่งข้าวให้ไข่เน่าคนละเล็กน้อย  เพราะของตนก็มีข้าวน้อยไม่พออิ่มเช่นกัน  ไข่เน่านำปลากล้วยสองสามตัวมาทุบหัว  เอากิ่งไม้เสียบปากทะลุหาง  ย่างบนกองไฟที่ก่อขึ้นจากซังข้าว  กลิ่นหอมฉุย  เป็นการตอบแทนน้ำใจของเพื่อนๆ  ใบบัวแทนจานชาม  นิ้วทั้งหาแทนซ่อม   อุ้งมือเล็กๆแทนช้อน  ทั้งปลาทั้งข้าวหายเข้าไปอยู่ในท้องของทุกคนอย่างรวดเร็ว

        บ่ายมากแล้ว  จิ้งหรีดที่ใช้เป็นเหยื่อหมดแล้ว   ทุกคนเก็บเบ็ด   ต่างหอบหิ้วปลากลับบ้านอย่างอิ่มเอมใจ  โดยเฉพาะไข่เน่า  เดินยิ้มแก้มปริเลยทีเดียว  เขามักโชคดีกว่าเพื่อนๆเช่นนี้เสมอ  อาจเป็นเพราะว่า  เขามีความสันทัดในการจับปลามากกว่าคนอื่นก็เป็นได้  เพราะเขาเห็นพ่อหาปลามาตั้งแต่ลืมตาดูโลกเลยทีเดียว

   

        กลับถึงบ้าน  ไข่เน่าตะโกนบอกแม่เสียงใสว่า แม่   หนูได้ปลาช่อนตัวเบ้อเร่อเลย    แม่ชะโงกหน้ามองในกระป๋อง  เห็นปลาแล้วแม่ก็อุทานว่า  ว้าย! ลูกแม่  ซึ่งเป็นวลีตอนดีใจประจำตัวของแม่

        เย็นนั้นทุกคนในครอบครัวของไข่เน่า พ่อ  แม่  กับน้องอีกสามคนได้อิ่มอร่อยกับต้มยำปลาช่อน  ไข่เน่ามองน้องๆกินกันอย่างมีความสุข  ความอิ่มเอมใจก็พลันบังเกิด  มันเป็นความสุขของผู้ให้โดยแท้       

        ตราบใดที่มีลมหายใจ  ตราบนั้นจะทำทุกอย่างเพื่อความสุขของพ่อแม่และน้องๆ     ไข่เน่าพูดกับตนเองด้วยใจที่มั่นคง  

                               และแล้วก็เป็นประการฉะนี้