เรือนฝากระดานหลังนั้น บ่งบอกฐานะที่มั่นคงของเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี พ่อของไข่เน่าก็มารับจ้างน้าจิตทำนา พ่อจึงต้องมาขลุกอยู่ใต้ถุนบ้านหลังนี้เป็นประจำ พลอยให้ไข่เน่าต้องวนเวียนอยู่ที่นั่น คอยรับใช้พ่ออีกต่อหนึ่ง แต่บัดนี้กลายเป็นเรือนร้าง น้าป๊ำก็กลับไปอยู่บ้านแม่ อ้างว่ากลัวผี
คนเราก็เป็นเสียอย่างนี้ เมื่อมีชีวิตอยู่ก็รักกันปานจะกลืนกิน แต่พอตายจากกันไป กลับเกลียดกลัวจนไม่ยอมอยู่ในที่ที่เคยครองรัก น่าเวทนามนุษย์ยิ่งนัก
“ บ้านน้าจิตสูงจังเลย สูงกว่าบ้านของไข่เน่าอีก ทำไมต้องทำให้สูงมากด้วยเล่า” ไข่เน่าถาม
น้าจิตมองเขาด้วยความเมตตา แล้วตอบว่า “ สมัยก่อนเขาต้องตำข้าวกันใต้ถุนบ้านทั้งนั้น จึงยกเรือนให้สูงพอที่จะตำข้าวได้สะดวก ยกสากต้องไม่ติดพื้น เรือนจึงต้องสูงอย่างที่เอ็งเห็น”
“ แล้วเตาในครัวล่ะเขาเรียกว่าอะไร ไม่เห็นเหมือนบ้านของไข่เน่าเลย.” ไข่เน่าถามต่อ เพราะ
เห็นต่อเป็นกระบะใหญ่เกือบครึ่งห้องเรือน ใส่ดินไว้เต็มกระบะ มีก้อนหินเป็นก้อนเส้าสามก้อน รอบก้อนหินก่อเป็นกำแพงดินเตี้ยๆล้อมไว้
“ เขาเรียกว่าเตาเชิงกรานจ้ะ สมัยก่อนใช้ฟืนหุงข้าวกันทุกบ้าน หุงข้าวแต่ละมื้อควันโขมง จึงแยกครัวไปปลูกเป็นเรือนฝาขัดแตะ ต่างหากจากตัวเรือน งานตัดฟืนจึงเป็นงานของผู้ชายสมัยก่อน
ตัดฟืนมาตากแดดจนแห้งดีแล้วก็นำมากองเรียงที่ในครัว ข้างเตาเชิงกรานนี่ ครั้งหนึ่งตามพ่อไปตัดไม้สะแกที่ท้ายวัด ” น้าจิตชี้มือไปทางวัดแล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า “ สะแกดงใหญ่มาก พ่อเลยคัดเอาแต่ที่มีขนาดพอเหมาะ ใหญ่ไปก็ทิ้ง เพราะพ่อขี้เกียจผ่า เล็กไปพ่อก็ทิ้ง เพราะขี้เกียจริดกิ่ง ไม้ที่ทิ้งกองโตกว่าไม้ฟืนเสียอีก เจ้าอาวาสแอบมายืนดูอยู่ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้เลย ท่านเปรยว่า ไอ้แจะ มึงใช้ไม้ฟืนเปลืองอย่างนี้ อีกหน่อยลูกหลานก็ต้องใช้ขี้หุงข้าวละ”
น่าประหลาดใจที่ยุคนี้เราหุงข้าวด้วยแก๊สชีวภาพ ซึ่งใช้ขี้หมูหมักกันแล้ว การณ์เป็นไปตามที่เจ้าอาวาสว่าไว้จริงๆ
“ เตาบ้านไข่เน่า เรียกว่าเตาอั้งโล่ คนจีนนำมาเผยแพร่ มีการตั้งโรงปั้นเตาตามชายแม่น้ำ ใช้กับถ่านไม้ ข้อดีคือควันน้อย ให้ความร้อนมากกว่า แถมยังสิ้นเปลืองไม้ฟืนน้อยกว่าอีกด้วย คนเลยหันมาใช้เตาอั้งโล่กันหมด เตาเชิงกรานบ้านน้าก็ไม่ค่อยได้ใช้แล้ว จะใช้ก็เมื่อมีงาน ต้องต้มต้องเคี่ยวนานๆ ”
“ ต่อมาถ่านไม้หายากเข้า ราคาก็แพง เศรษฐินีที่ตำบลสองพี่น้อง จึงนำฝุ่นถ่านซึ่งเรียกว่าขี้ถ่าน จากซ่องถ่านในตลาดบางลี่ มาเคล้ากับโคลนในคลอง นำไปเทลงแบบเหล็กก้นกระป๋อง
ใช้มือตบให้เรียบ ตากแดดจนแห้ง ก็จะได้แผ่นผงถ่านกลมๆ เก็บไว้หุงข้าวแทนถ่านไม้ เรียกกันว่าขี้ถ่าน เมื่อวานก็เห็นไข่เน่าไปงมโคลนเป็นลำเรือเลยมิใช่รึ ทำขี้ถ่านเหมือนกันใช่ไหม” น้าจิตหันมาถามไข่เน่าอย่างยิ้มๆ
“ จ้ะ เมื่อวานซืนก็พายหัวเรือให้แม่ ไปซื้อขี้ถ่านที่ตลาดบางลี่มาเต็มลำเรือเหมือนกัน ถ้าทำทั้งหมดเห็นจะมีขี้ถ่านไว้ใช้จนชนแล้งหน้าเลยละ” ไข่เน่าพูดอวด
ปากก็คุย มือก็ไม่หยุดนิ่ง พ่อใช้ขวานถากหัวหมูให้ได้ทรงงดงาม ลิ้นของหัวหมู ต้องเข้าได้พอดีกับผานเหล็กที่ซื้อมาจากตลาด ส่วนน้าจิตก็กำลังถากหางยามให้งอนงาม หัวหมูก็คือส่วนของไถ ที่อยู่ล่างสุด ใส่ผานแล้วเป็นตัวพลิกดินในนา หางยามคือส่วนที่ใช้มือจับเวลาไถนา คอยยกหรือกดให้หัวหมูกินเนื้อดินตามต้องการ ส่วนคันไถคือสวนที่นำไปผูกแอกให้วัวลาก ถ้าเป็นคันไถของวัวจะยาวและงอนงาม เพราะต้องใช้วัวสองตัวลากคันไถ แต่ถ้าเป็นไถของควาย จะสั้น เพราะใช้ควายตัวเดียวลาก คันไถจึงต้องสั้นห้อยอยู่ทางท้ายของควาย ทั้งหางยาม หัวหมู และคันไถ เขาโกลนมาวางขายในตลาด เลือกซื้อเอาตามชอบใจ
แอกของวัวกับแอกของควายก็ไม่เหมือนกัน แอกของวัวเป็นท่อนไม้ไผ่ยาวประมาณวาเศษๆ
ที่ปลายทั้งสองข้างมีลูกสลักข้างละสองอัน เพื่อสวมคร่อมคอวัว กลางแอกก็มีลูกสลักไว่สวมคันไถ
ใช้เชือกหนังผูกอ้อมคอให้วัวติดกับแอก ส่วนแอกควายเป็นไม้ไผ่คดงอ สวมคอควาย ที่ปลายทั้งสองผูกเชือกมายังคันไถที่อยู่ข้างหลัง แอกของควายบางครั้งต้องดัดให้งอตั้งแต่ไม้ยังอยู่ในกอ ใช้เวลารอคอยแรมปี กว่าจะได้แอกสักอันน้าจิตทำนาหลายสิบไร่ ทั้งนานอกนาใน นาลุ่ม นาดอน ที่ไหนเป็นนาลุ่มก็หว่านข้าวหนัก
ที่ไหนนาดอนก็หว่านข้าวเบา เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยว ใต้ถุนเรือนมีทั้งเรือมาดเรือพายม้า
จอดบนคาน มีทั้งเกวียนทั้งกระแทะ เรียกว่ามีของใช้ครบครัน ใช้ได้ทุกสถานการณ์
น้าจิตมีลูกชายคนเดียว แต่ไข่เน่าไม่เคยเห็นเขาเลย เพราะน้าจิตส่งเขาไปเรียนในกรุงเทพฯ ให้ไปอยู่วัดที่น้าจิตเคยอยู่ น้าจิตคุยให้ไข่เน่าฟังเสมอๆ ว่าน้าจิตเองเคยเรียนมอ มออะไรไข่เน่าไม่รู้หรอก รู้แต่ว่าต้องสูงกว่าปอสี่แน่นอน เพราะเมื่อกลับมาบ้าน ทางการเชิญให้เป็นครูที่วัด ให้เงินเดือน ๘ บาท แต่แกปฏิเสธ เพราะเป็นแค่เศษเงินของเงินค่าข้าวเท่านั้น ทางการจึงต้องไปนำครูจวน ซึ่งจบเพียงปอสี่มาสอนแทน ลงแล้งปีหน้า ไข่เน่าก็ต้องเรียนกับครูจวนเช่นกัน
ถัดจากบ้านน้าจิต เลยต้นจามจุรีใหญ่ไป ก็มีเรือนฝากระดานอีกหลังหนึ่ง เป็นเรือนของลุงแช่ม เป็นลูกพี่ลูกน้องกับน้าจิต เรือนหลังนี้ครึกครื้นอยู่เสมอ เพราะมีลูกหลายคน แต่ละคนได้เป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในที่ต่างๆ และผัดกันแวะเวียนมาเยี่ยมพ่อแม่บ่อยๆ มาแต่ละครั้งขนมนมเนยมากมาย ซ้ำตั้งวงกินเหล้าอยู่เป็นประจำ น้าจิตเองก็เข้าร่วมวงอยู่บ่อยๆ และหวังอยู่ว่าลูกชายที่ส่งไปเรียนในกรุงเทพฯ จะได้เป็นใหญ่เป็นโตเสมอหน้าลูกลุงแช่มบ้าง
เมื่อลงแล้งที่แล้ว น้าจิตเที่ยวอวดเขาไปทั้งคุ้งน้ำว่า ไอ้สมใจลูกชายสอบเข้าเรียนต่อได้มากมายหลายแห่ง แกสั่งให้ลูกเรียนเป็นตำรวจ เพราะจะได้มีหน้ามีตาเหมือนข้าราชการที่อำเภอ
แต่ไม่นานแกก็หน้าจ๋อย เพราะพี่สมใจเลือกเรียนเกษตร
“ มันจะเรียนทำไมวะเกษตร กลับมาทำนาที่บ้านก็ได้เรียนเกษตรอยู่แล้ว ” แกมักจะบ่นเช่นนี้เสมอ