บ้านทรายทอง(จบ)

คุณธรรมจากละครเรื่องนี้คืออะไร

บ้านทรายทอง (จบ)

 

อัยการชาวเกาะ

ผมว่าจะพยายามเขียนเรื่องบ้านทรายทองให้จบภายในสามตอน แต่ไม่สำเร็จครับหากยังไม่ได้บอกเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่ยังติดค้างอยู่ในใจ

เรื่องก็คือในนิยายเรื่องบ้านทรายทอง ซึ่งผมดูละครโทรทัศน์ภาคพจมานปี ๒๐๐๐ แรกๆก็พอดูได้ ลูกสาวกับแม่เขาบอกว่าพจมานปี ๒๐๐๐ หน้าตาไม่สวย ปากห้อย แต่ผมกับเจ้าลูกชายบอกว่าก็สวยดี  เพราะผู้หญิงปากแบบนี้ ผู้ชายเขาว่าน่าจูบ แต่ก็เหอะผมมองว่านางเอกแสดงบทเวลาจ้องหน้าผู้ชายแต่ละคน ไม่ว่าชายกลาง ท่านต้อม หรือนกุล หรือใครต่อใคร ผมว่าเธอแยกไม่ออกว่าควรจะมองใครด้วยสายตาแบบไหน ผมมองว่าเธอมองผู้ชายด้วยสายตาหยาดเยิ้มกับผู้ชายทุกคนที่มอง ไม่ว่าบทที่เธอแสดงนั้นจะเป็นบทที่ใช้อารมณ์แบบไหน เธอก็มองแบบเดียวกันหมดซึ่งมันไม่สมบทบาทของพจมาน คุณว่าไหม….แต่มาถึงปัจจุบันเธอเข้าถึงอารมณ์การแสดงแล้ว เธอแสดงได้อารมณ์ดีมาก ดีกว่าตอนเป็นพจมาน ตอนนั้นเป็นนักแสดงหน้าใหม่ ไม่เป็นไร ให้อภัยได้..

จากบ้านทรายทองในนิยาย จบลงที่ชายกลางกับพจมานรักกัน ในละครก็มาต่อด้วยนิยายเรื่องพจมาน สว่างวงศ์ คราวนี้ผมรู้สึกรำคาญก็เลยไม่อยากดูอีก เพราะบทบาทของตัวละครมันดูเกินจริงไปเสียหลายส่วน โดยเฉพาะหญิงเล็ก น่ารำคาญมาก แถมยังตามมาด้วยยายแม่บ้านอะไรนั่นอีก ก็เลยเลิกดู ถ้าถามว่าในเรื่องบ้านทรายทอง ผมชอบหรือไม่ ผมตอบได้ว่าชอบบ้างไม่ชอบบ้าง

ไอ้ที่ไม่ชอบได้ว่าไปแล้ว แต่ไอ้ที่ชอบนี่สิ ไม่รู้จะมีใครมองเหมือนผมไหม ผมชอบเรื่องนี้ตรงคุณธรรมที่ผู้เขียนพยายามสอดแทรกเข้าไป ผู้เขียนจะเข้าใจกฎหมายมรดกหรือไม่ ไม่สำคัญเลยครับ สำคัญอยู่ที่ให้พระยาราชาพิพิธสำนึกในสิ่งที่ตนเองได้ทำกับน้อง สำนึกในความเป็นเจ้าของที่แท้จริง สำนึกของชายกลางกับหญิงใหญ่ที่มีความรู้สึกตรงกันว่าบ้านทรายทองเป็นของพินิตนันท์ ทั้งๆที่หากจะไม่คืนด้วยข้อกฎหมายที่ผมยกมาวินิจฉัยก็สามารถทำได้  ขณะเดียวกันก็ให้พจมานแสดงจิตใจที่ยิ่งใหญ่ในการพยายามให้อภัยหญิงเล็ก และหม่อมพรรณราย สิ่งเหล่านี้ ต่างหากที่เราควรจะมอง

เรามองสังคมปัจจุบันด้วยความรู้ว่ามันมีอะไรเพี้ยนๆ เราพัฒนาเด็กให้มีความฉลาดทางความคิดอ่าน แต่กลับกลายเป็นว่าเด็กปัจจุบันมักจะทนอะไรไม่ได้ง่ายๆ เพียงแค่ถูกพ่อแม่ดุด่าเรื่องไม่สนใจการเรียน หรือเกรดผลการเรียนของตนตกต่ำ ก็กระโดดตึกตาย มันเกิดอะไรขึ้นในสังคมแห่งนี้  เรากำลังไล่ตามก้นฝรั่ง เขาบอกเราว่าต้องพัฒนา I.Q. ให้เด็ก เราก็พัฒนา มาถึงวันนี้เด็กมีปัญหา ฝรั่งก็บอกว่าต้องพัฒนาE.Q.เราก็หันมาพัฒนาE.Q.แล้วเจ้าE.Q.(Emotional Quotient) ,มันมีคุณลักษณะอย่างไร  รศ.พญ.ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองเด็ก เป็น The Best Doctors of America เขียนตำราแพทย์นานาชาติ ท่านอธิบาย คุณลักษณะของอีคิว ไว้ว่า

            -การรู้ตัว,การประมาณตัว

            -การควบคุมอารมณ์

            -ความขยันหมั่นเพียร

            -ความกระตือรือร้น (คิดสร้างสรรค์)

            -ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

            -การมีระเบียบวินัยตนเอง

            -การมองโลกในแง่บวก

            -การรู้จักใช้เหตุผล

            -การใส่ใจอารมณ์ของผู้อื่น

เหล่านี้แหละที่เป็นคุณลักษณะของเจ้าอีคิว และเราสามารถปรับปรุงอีคิวในด้านต่างๆได้ คือ จินตนาการ,เห็นอกเห็นใจ,มีระเบียบวินัยตนเอง,มองโลกในแง่บวก,สามารถอ่านใจคน,รู้จักใช้เหตุผล,ใส่ใจอารมณ์ผู้อื่น,รู้จักประนีประนอม,มั่นใจในตนเอง,รู้ตัวประมาณตัว,ควบคุมอารมณ์,ขยันหมั่นเพียร,กระตือรือร้น

ถามว่าของดีของเราที่มีอยู่แล้วทำไมจึงไม่สนใจ ศาสนาพุทธและวิถีชีวิตของคนไทยตั้งแต่ดั้งเดิม เราได้ยินคำว่าสติปัญญา มาตั้งนานแล้ว เราไม่พูดคำว่าปัญญาเพียงลำพัง เราใช้ปัญญากับตัวควบคุมปัญญาคือ สติ เพราะหากเราเอาปัญญาที่มีอยู่ไปใช้โดยขาดสติ แน่นอนครับคนนั้นจะต้องเป็นผู้สร้างปัญหาให้กับสังคมแน่นอน หรือหากเด็กมีสติปัญญาแล้วเด็กคนนั้นก็ไม่คิดฆ่าตัวตายหรอกครับ อย่างน้อยเด็กก็ต้องนึกถึงพ่อแม่ นึกถึงว่าต่อไปข้างหน้าเราจะทำอย่างไรให้มันดีขึ้น หรือต้องนึกไปว่าเราจะหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างสร้างสรรค์อย่างไร เพราะสตินี่แหละที่จะเป็นตัวควบคุมทั้งความคิด(ปัญญา)หรืออารมณ์ ตอนฝรั่งพูดถึงไอคิว เราก็ไปบ้าไอคิวอยู่พักหนึ่ง เด็กรุ่นนั้นก็เลยกลายเป็นเด็กก้าวร้าว เฮ้อ...

พูดถึงการเรียนการสอนในปัจจุบันก็เช่นกัน ครูเราเดี๋ยวนี้สอนลูกศิษย์ให้เรียนรู้วิชาการ แต่หาครูที่สอดแทรกคุณธรรมให้เด็กเห็นน้อยมาก แถมครูยังทำตัวเป็นตัวอย่างถึงการขาดคุณธรรมด้วย เช่น ครูพูดโกหกต่อผู้อื่นต่อหน้าเด็ก หรือพูดอย่างหนึ่งทำอีกอย่างหนึ่ง และเด็กรู้ว่ามันไม่จริงอย่างที่ปากครูพูด  ไม่เพียงแต่ครูเท่านั้น ผู้ปกครองเองก็เถอะ เอาลูกนั่งรถจักรยานยนต์หมวกกันน้อคใส่ไว้ในตะกร้าพอเห็นตำรวจหรือพอใกล้ถึงสี่แยกก็หยิบหมวกมาสวม ลองคิดดูเถอะครับ แม่พิมพ์เป็นแบบนี้และต่อไปจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยเด็กก็จะมองว่า อ๋อ….การเอาตัวรอดต้องทำอย่างนี้ กฎหมายก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดถ้าคนอื่นหรือตำรวจไม่เห็นก็ไม่เป็นไร ต่อไปเมื่อออกไปทำงานแล้วมีปัญหาต้องแก้ด้วยวิธีการโกหก แล้วเราจะมาร่ำร้องหาคุณธรรมในสังคม มันคงหาได้ไม่ง่ายหรอกครับ

ผมพูดถึงครูกับนักเรียน ผมก็อดนึกถึงสมัยผมเป็นนักเรียนมัธยมปลายไม่ได้ ครูของผมแต่ละท่านในโรงเรียนสตรีภูเก็ต เปี่ยมล้นไปด้วยความสามารถในการปลูกฝังลูกศิษย์ให้มีความรู้ความสามารถและมีคุณธรรม ที่ผมยกตัวอย่างครูของผมอยู่บ่อยๆในบทความของผมก็คืออาจารย์วนิดา พูลสวัสดิ์ อาจารย์ภาษาไทยของผม,อาจารย์เพียงจันทร์ ลิ่มเกิดผล อาจารย์ภาษาอังกฤษและครูประจำชั้นของผมและท่านผู้อำนวยการเย็นจิต ณ ตะกั่วทุ่ง ขณะนั้นท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ของผม ซึ่งความจริงแล้วครูดีๆของผมไม่ได้มีเพียงแค่นี้ เพียงแต่ผมประทับใจอาจารย์สามท่านที่เป็นผู้ให้ความรู้และการปลูกฝังถึงความเป็นคนมีคุณธรรมแก่ผมเป็นพิเศษ ทั้งด้วยวาจาและด้วยการกระทำให้ผมเห็น และปัจจุบันแม้อาจารย์สองท่านแรกจะขอเกษียณอายุราชการไปก่อยวัย ๖๐ ปี และท่านผู้อำนวยการเย็นจิต ณ ตะกั่วทุ่ง เกษียณอายุราชการไปนานถึงยี่สิบปีแล้ว แต่ผมเชื่อว่าจิตใจของท่านทั้งสามก็ยังคงอยู่ที่สตรีภูเก็ตตลอดกาล

แฮ่ะๆๆ……กำลังพูดเรื่องบ้านทรายทองอยู่ดี ไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ เอาเป็นว่าเราวกกลับมาที่บ้านทรายทองกันอีกนิด กลับมาถามใจของท่านทั้งหลายว่า เมื่อรู้ว่าข้อกฎหมายเป็นอย่างที่ผมอธิบายมาอย่างละเอียดยิบแล้วนี่ ถ้าบ้านทรายทองในปัจจุบันมีมูลค่าถึงสิบล้าน และท่านเป็นหม่อมพรรณรายหรือเป็นหญิงเล็ก ท่านจะคืนบ้านทรายทองให้กับอีนังพจมาน ไหมฮึ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อัยการชาวเกาะ



ความเห็น (6)

สุนิต ผาสุขยืด
IP: xxx.8.127.194
เขียนเมื่อ 

เล่าให้ลูกชายฟังว่า blog นี้น่าสนใจมาก มีเรื่องราวดีๆ และสนุกด้วย ลูกชายถามว่าม่าม๊าเขียนชมหรือเปล่า น่าจะเขียนชม เจ้าของ blog จะได้มีกำลังใจเขียนต่อไปอีก เลยต้องเข้ามาเขียนค่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่เขียนคะ ขอบอกว่าชื่นชมมากค่ะ จะติดตามต่อไปค่ะ 

อัยการชาวเกาะ
IP: xxx.7.139.98
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคุณสุนิตมากครับที่เข้ามาเยี่ยมเยียน

ผมมีกำลังใจมากเลยครับที่ได้ทราบว่ามีคนสนใจงานของผม

จะเขียนต่อไปครับ

ขอบพระคุณมากครับ

 

อ้อยค่ะ
IP: xxx.201.168.206
เขียนเมื่อ 

นั่งอ่านบ้านทรายทองอยู่ดีๆ ตอนจบสอดแทรกเรื่องอีคิวเด็ก หักมุขเก่งจริงๆ ค่ะ

อิอิ

มีเคสขออนุญาตสอบถามนะคะ

" นาย ก. ได้รับที่ดินมาโดยมรดกตกทอดของพ่อแม่ แต่ที่ดินนั้นมีสิ่งปลูกสร้าง (บ้าน)ของญาติพี่น้องของนาย ก. ที่อยู่กันมาตั้งแต่สมัยพ่อแม่มีชีวิตอยู่เพื่อให้ลูกๆ อยู่ในที่ดินผืนเดียวกัน" คำถาม คือ

1.กรณีวันหนึ่ง พี่น้องของนาย ก. ขอย้ายออกเอง นาย ก.ในฐานะเจ้าของที่ดินต้องชดเชยค่าสิ่งปลูกสร้าง (ค่าบ้าน) ที่ญาติสร้างไว้ในที่ดินของ นาย ก.หรือไม่

2 หากพี่น้องของนาย ก.ที่มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านเสียชีวิต สิทธิในบ้านนั้นตาม กม.ตกเป็นของใครคะ ของเจ้าของที่ดิน (นาย ก.) หรือลูก/คู่สมรสเจ้าของบ้านที่เสียชีวิตไป

ขอบคุณนะคะ สงสัยค่ะ อิอิ

สวัสดีครับ อ.อ้อย

ขออธิบายเรื่องบ้านว่ามันเป็นอสังหาริมทรัพย์ คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เมื่อตั้งอยู่บนที่ดินบ้านก็เป็นส่วนควบของที่ดิน ดังนั้นเจ้าของที่ดินจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในบ้านหลังนั้น

อย่าเพิ่งงงครับ.... แม้บ้านนั้นเจ้าของที่ดินจะไม่ได้เป็นคนสร้างก็ตาม แต่หากการสร้างบ้านลงบนที่ดินเป็นการสร้างโดยสุจริต เจ้าของที่ดินจะต้องใช้ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้กับคนที่เป็นคนที่ลงทุนลงแรงสร้างบ้านนั้น(เจ้าของบ้านที่แท้จริง เช่น ที่ดินของ อ.อ้อย แต่พี่ชายมาอาศัยอยู่และสร้างบ้านลงไปโดย อ.อ้อย รู้เห็น ถือว่าเป็นการสร้างบ้านในที่ดินคนอื่นโดยสุจริต สมมุติราคาที่ดิน ๕ ล้านบาท อ.อ้อยจะจายที่ดินให้คนอื่น ปกติที่ดินเปล่าราคา ๕ ล้าน แต่พอมีบ้านอยู่ในที่ดิน ๑ หลัง อ.อ้อยโก่งราคา(อิอิ)ได้ ๗ ล้าน ก็ต้องจ่าย ๒ ล้านให้พี่ชายไป

และโดยวิธีปฏิบัติก็มักจะไม่รอให้ขายที่ดินกันก่อนหรอกครับ เพื่อให้เรื่องมันจบๆกันไป ก็จ่ายค่าบ้าน(ที่เรามักเรียกกันว่าเป็นค่ารื้อถอน หรือค่าอะไรก็ตาม) ให้กับเจ้าของที่ดินไปเรื่องมันจะได้จบๆกันระหว่างพี่น้อง

เมื่อเจ้าของบ้านเสียชีวิต บ้านก็ตกเป็นของเจ้าของที่ดินอยู่แล้ว แต่ทายาทของเจ้าของบ้านที่ว่านี่แหละเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดก ถ้าบ้านสร้างระหว่างสมรสราคาค่าบ้านที่ได้มาก็ตกเป็นของภรรยาครึ่งหนึ่ง ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งก็มาแบ่งให้ลูก พ่อแม่ของผู้ตายและภรรยาได้คนละหนึ่งส่วนเท่ากันครับ

ถ้าไม่เข้าใจถามใหม่นะครับ มาตอบนอกบ้านถูกเร่งให้ไปขึ้นรถแล้ว อิอิ

อ้อยค่ะ
IP: xxx.201.168.187
เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณมากค่ะท่านอัยการ เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วค่ะ อิอิ

พิม
IP: xxx.24.193.200
เขียนเมื่อ 

ขอบคุณมากค่ะ มีความรู้มาก พอดีที่โรงเรียนเค้าให้แสดงละครสั้นกฎหมาย เราแสดงเรื่องนี้พอดี เป็นแนวทางที่ดีมากค่ะ ^^