เมื่อวานวันอาทิตย์ช่วงเช้าไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน ซักผ้า เก็บกวาดบ้าน ช่วงบ่ายหลังจากคุยกับครอบครัวแล้ว ก็เดินออกไปดูพิธีบวงสรวงพระพิฆเนศของชาวอินเดียที่สวนสาธารณะและก็เดินเที่ยวไปในตัวเมืองเดินดูชีวิตของชาวเบลเยียมเขา จะพบเห็นผู้คนปั่นจักรยานกันมาก บางคนก็เดินเที่ยวกับครอบครัว พาลูกๆเดินเที่ยวกัน บางส่วนก็นั่งดื่มและกินอาหารในร้านอาหาร ดื่มเบียร์กันเป็นกลุ่มๆ แบบสงบๆ ไม่ส่งเสียงเฮฮา ดังลั่นแบบบ้านเรา รถยนต์ก็ไม่พลุกพล่าน ขับไม่เร็ว ระวังคนเดินถนนมาก กลับมาทานข้าวมื้อเย็นเสร็จก็ออกไปเดินย่อยอาหารรอบๆบ้านพัก ไปเช็คบัญชีธนาคารที่ธนาคารฟอร์ติส (Fortis Bank) แล้วก็กลับบ้านพัก
ไม่ได้เขียนบันทึกใหม่ แต่นึกได้ว่าได้เขียนบันทึกไว้ตอนหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ได้นำลงในบล็อก เป็นความรู้สึกช่วงแรกๆที่มาอยู่เบลเยียม ตอนนั้นเหงามาก คิดถึงบ้านมาก ตอนนี้ความเหงาลดลงไปเยอะแต่ความคิดถึงบ้านยังเท่าเดิม ลองอ่านบันทึกนี้ดูนะครับ
สายการบินตุรกีที่ผมนั่งมาถึงสนามบินบรัสเซลส์เวลา 11.30 น. ผมต้องปรับเวลาเป็น 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น พออกมาจากสนามบินก็เจอแจนที่เป็นอาสาสมัครของสถาบันมาคอยรับแล้วพาไปขึ้นรสบัสเพื่อเดินทางต่อไปแอนท์เวิป ครั้งแรกของชีวิตในแผ่นดินยุโรปในวันที่ 5 กันยายน 2550 พอเดินออกมาด้านหน้าสนามบินก็ถึงจุดจอดรสบัส มีเพื่อนร่วมชั้นอีกสองคนที่มาถึงก่อนผมสักครึ่งชั่วโมงรออยู่ด้วยชื่อโรซ่า เป็นหมอชาวเอธิโอเปียกับตาบะ หมอชาวแคเมรูน เราสามคนเดินทางด้วยรถบัสมาด้วยกัน โดยนายแจนไม่ได้ไปด้วย เขาให้เงินจากทุนเราคนละ 50 ยูโรพร้อมกับแผนที่ของสถาบันเวชศาสตร์เขตร้อน (Institute of Tropical Medicine:ITM, Antwerp) ค่ารถบัสคนละ 8 ยูโร จ่ายกับคนขับบนรถโดย หมอโรซ่าเพิ่งแต่งงานได้ประมาณ 10 วันก็ต้องจากสามีมาเรียน ส่วนตาบะมีลูกชายสองคน เราก็นั่งคุยกันมาเรื่อยๆ
แอนท์เวิปอยู่ห่างจากบรัสเซลส์ประมาณ 40 กิโลเมตร เดินทางโดยรถบัสประมาณ 40 นาที นั่งรถบัสมาจนถึงที่จอดสุดท้าย เราก็ไม่รู้ว่าถึงแล้ว ผมก็เลยเอาแผนที่ไปถามคนขับ เขาก็บอกให้ลงได้ แล้วเราก็นั่งรถแทกซี่มิเตอร์ไปถึงITM ที่อยุ่ที่ถนนเซนต์โรคัส (Sint. Rochus) ได้พบกับคุณเฮลกา หัวหน้าศูนย์บริการนักเรียน ได้กรอกรายละเอียดเพื่อเตรียมเปิดบัญชีธนาคาร ได้กระเป๋าเอกสาร 1 ใบพร้อมร่ม 1 คันที่มีตราสถาบัน
ผมได้เข้าไปคุยกับคุณแพทริเชีย (Patricia) ซึ่งเป็นผู้ติดต่อเรื่องบ้านพัก ผมต้องการบ้านพักที่สามารถอยู่กับครอบครัวได้ เขาบอกว่าต้องคุยกันยาว ขอนัดวันรุ่งขึ้นตอนเช้า ให้ผมไปพักที่บ้านของนายจอส (Mr. Jo s and Stan’ house) ก่อน โดยจอสกับสแตนมาช่วยขนกระเป๋าและขับรถมารับไปบ้านพักทั้งสามคน หลังจากเข้าที่ห้องพักแล้ว ผมก็จัดเสื้อผ้าออกจากกระเป๋าและก็พักผ่อนอยู่ที่ห้อง
บ้านพักของนายจอสอยู่ที่ถนนเรียม (Riemstraat) เป็นตึกมีห้องหลายยูนิต ทั้งจอสและสแตนเป็นคนน่ารักและมีน้ำใจมาก ผมถามเขาว่า ผมจะพักที่บ้านเขาได้นานเท่าไหร่ เขาบอกว่าพักได้ตลอดจนกว่าผมจะหาบ้านพักใหม่ได้ ไม่ต้องกังวล ห้องที่ผมอยู่จะแคบมากน่าจะขนาด 2 เมตรคูณ 4 เมตร แบ่งเป็นส่วนของห้องนอนกับส่วนครัวและห้องนั่งเล่น ห้องน้ำห้องอาบน้ำแยกเป็นส่วนตัวแต่อยู่ตรงข้ามกัน ห้องนอนและส่วนห้องครัวสามารถเปิดหน้าต่างมองเห็นถนนหนทางได้สะดวก อากาศถ่ายเทได้ดี มีอุปกรณ์ทำครัวครบครัน มีทีวีให้ดูและมีอินเตอร์เน็ตแบบไร้สายให้ใช้ได้สะดวกมาก ในขณะนั้นผมรู้สึกว่าห้องแคบขนาดนี้ก็ยังรู้สึกว่ากว้างมากจนอ้างว้างเดียวดาย พออยู่คนเดียวในห้อง ความเข้มแข็งไม่รู้หายไปไหน ผมรู้สึกเหงามาก คิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว คิดถึงแฟน คิดถึงลูกและคิดถึงเมืองไทย ทั้งๆที่เพิ่งมาได้แค่ 1 วันและอยู่ที่เบลเยียมได้แค่ 3-4 ชั่วโมง
ความคิดในตอนนั้น ดูเป็นความคิดเชิงลบ ผมคิดในใจว่า “ทำไม ต้องดั้นด้นมาไกลบ้านไกลเมือง ไกลลูกไกลเมียอย่างนี้ ทั้งที่อยู่บ้านครอบครัวก็อบอุ่น มีความสุข งานก็กำลังสนุกและท้าทาย ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีแล้ว จะดิ้นรนมาหาสวรรค์วิมานอะไร จะเอาอะไรกันนักหนากับเรื่องเรียน” ความคิดที่ก่อนมาที่อยากจะเรียนรู้ เป็นเรื่องน่าท้าทายไม่รู้หายไปไหนหมด รู้สึกตัวเองอ่อนแอมาก เกือบจะร้องไห้ น้ำตาเหมือนจะเอ่อล้นออกมา แต่ไม่ไหลออกมาแต่มันเอ่อล้นอยู่ในอก คิดถึงว่าถ้าอยู่เมืองไทยตอนเย็นๆทำอะไรอยู่กับครอบครัวบ้าง พาลูกไปไหนบ้าง เล่นอะไรกับลูกบ้าง ยิ่งคิดยิ่งเหงา ยิ่งคิดยิ่งซึมเซา เรียกได้ว่าหงอยเลยล่ะ
พอดีผมนำคอมพิวเตอร์โน้ตบุคส์ไปจากเมืองไทยด้วยก็เลยเปิดเพื่อจะเข้าอินเตอร์เน็ต ปรากฏว่าสามารถติดต่อได้ แต่โชคไม่ดีตรงที่ปลั๊กไฟไม่สามารถใช้ได้ เป็นคนละแบบกัน ต้องใช้แบตเตอรี่จากเครื่อง ผมจึงไม่กลบ้าใช้นานกลัวแบตหมด วันต่อไปจะไม่สามารถส่งเมล์ได้ ผมส่งเมล์หาครอบครัวเพื่อบอกว่าผมถึงโดยสวัสดิภาพแต่ก็อดระบายความในใจเรื่องความเหงาไม่ได้ รวมทั้งส่งถึงเพื่อนๆที่เมืองไทยหลายคนด้วย
หลังจากนั้น ผมก็คิดว่าถ้านั่งจับเจ่าอยู่ในห้องคงแย่อยู่อย่างนี้ ผมจึงตัดสินใจเดินสำรวจตัวเมืองในบริเวณรอบๆบ้าน และถือโอกาสหาซื้อปลั๊กไฟที่จะใช้คอมพิวเตอร์ได้นานๆ ก็เดินอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็คงสัก 3 กิโลเมตรได้ เดินถามร้านขายของหลายร้าน ก็ไม่มี เดินไปจนถึงร้านบรูเมกซ์ ซึ่งเป็นร้านขายคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะก็ไม่มีปลั๊กขาย ผมก็ถามเรื่องสายต่อจากอะแดปเตอร์ เขาก็บอกว่าต้องเอาสายเดิมมาให้ดู แต่พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่เพราะร้านจะปิดแล้ว
ผมเดินกลับมาบ้านพักของจอสประมาณ 6 โมงเย็น เริ่มหิว ก็เลยทำมาม่ากินแบบง่ายๆ ประมาณ 1 ทุ่มก็อาบน้ำ แล้วก็ไม่รู้ทำอะไร หนังสือไม่อยากอ่าน ทีวีไม่อยากดู โทรศัพท์ก็ไม่รู้จะโทรตรงไหนและเวลาก็ไม่ตรงกับบ้านเรา เล่นเน็ตก็กลัวแบตหมด พรุ่งนี้จะไม่มีส่งเมล์ถึงแฟน พอสองทุ่มก็เลยตัดสินใจนอน ทั้งที่บนถนนนอกบ้านยังไม่มืดเลย ด้วยความเพลียก็เลยหลับไปได้ แม้จะหลับๆตื่นๆแต่ก็ไม่ยอมลืมตา ไม่อยากลุก ไม่อยากทำอะไร จนดูนาฬิกาเป็นเก้าโมงเช้าของวันใหม่จึงลุกขึ้นมาพร้อมๆกับท้องที่เริ่มอุทรณ์ว่าหิวแล้ว ลุกได้แล้ว และอาจจะบอกด้วยว่ารีบลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง อย่าปล่อยไปเรื่อยเปื่อย ถ้าไม่สบายแล้วจะไม่มีใครมาช่วยดูแลนะ
วันที่ 6 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่สองที่เบลเยียม ผมหุงข้าวทานเอง เป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปีที่ไม่ได้หุงข้าวกินเองเพราะมีภรรยาคอยดูแลอยู่ ผมใช้หม้อธรรมดาหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำ โดยใส่น้ำแค่ 1 ข้อนิ้ว พอข้าวเดือดได้ที่ก็ค่อยๆหรี่ไฟลง (เตาไฟฟ้า) พอน้ำเริ่มแห้งก็หรี่ไฟลงอีก ปรากฏว่าข้าวสวยพอเหมาะ ไม่ไหม้ ไม่แฉะ ส่วนกับข้าวไม่ได้ทำเองเพราะยังไม่ได้ซื้ออะไรมาทำ ข้าวสารผมนำไปจากเมืองไทยด้วย แต่ก็มีกุนเชียงทอดและน้ำพริกเผาที่ศรีภรรยาเตรียมไว้ให้ ผมมานั่งดูสิ่งที่ภรรยาเตรียมมาให้ดูแล้ว ผมสามารถอยู่ได้เป็นเดือนโดยไม่ต้องออกไปซื้ออะไรเลยก็ได้
พอสิบโมงเช้าผมก็ไปหาแพทริเชียที่สถาบันฯเพื่อคุยเรื่องบ้านเช่าที่ต้องเช่าเป็นอพาร์ทเมนต์ เขาบอกว่าบ้านเช่าแบบนี้ในเมืองราคาแพงมากประมาณ 1000-1300 ยูโร ผมอึ้งเลย ราคามากกว่าทุนที่ผมได้รับในแต่ละเดือนอีก ผมก็คุยกับเขาขอให้เขาหาในราคาที่ถูกกว่านี้ เขาบอกว่ายากมาก เขาสังเกตสีหน้าผมแล้ว ก็คงรับรู้ได้ว่าผมกังวลมาก เขาพูดกับผมดีมาก โดยบอกว่า แม้จะรู้ว่ายากแต่เขาจะพยายามให้ดีที่สุด ก่อนกลับผมแวะไปห้องที่ให้กุญแจเข้าสถาบัน ปรึกษาเขาเรื่องปลั๊กไฟ เขาน่ารักมาก พาผมไปหาเจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ของสถาบันเพื่อช่วยผม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ขาก็เลยเปิดเน็ตหารายชื่อร้านคอมพิวเตอร์ให้ผม เขียนแผนที่ให้
ผมก็เดินไปที่ร้าน ปรากฏว่าเป็นร้านเดียวกับเมื่อวานที่ผมมาคุยกับเขาไว้แล้ว คราวนี้ผมเอาคอมฯกับสายติดมาด้วย เอาให้เขาดู เขาก็มีขายให้ผมในราคา 9 ยูโร ผมก็ตกลงและทดลองใช้ ก็สามารถใช้ได้ เป็นอันว่าผมแก้ปัญหาเรื่องปลั๊กไฟคอมพิวเตอร์ได้ 1 เรื่องแล้ว ผมเดินกลับบ้านจอสอย่างเครียดๆและกังวลกับเรื่องบ้านพักและคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรดี กลับไปกินข้าวกลางวัน แล้วก็ออกเดินสำรวจเมืองอีกโดยไปอีกทางหนึ่ง พยายามเชื่อมให้ได้ว่าเส้นทางไปไหนถึงไหนบ้าง และซื้อผลไม้ ไข่และไส้กรอกไปด้วย แล้วก็กลับบ้านอีกตอนสี่โมงเย็นเพื่อใช้อินเตอร์เน็ตส่งไปหาแฟน คราวนี้ผมสามารถใช้สไกพ์ติดต่อกับทางบ้านได้ คุยกันได้ เห็นรูปกันแบบภาพเรียลไทม์เลย ทำให้รู้สึกคลายความเหงา คลายความคิดถึงไปได้เยอะมาก คุยกับแฟน ลูกๆ แม่ คุยกันเป็นชั่วโมงเลย แล้วก็กินอาหารเย็นเป็นข้าวสวยกับไข่ต้มและไส้กรอก มื้อนี้รู้สึกว่าอิ่มท้องแล้วอิ่มใจด้วย กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก
พอหกโมงเย็นก็ออกไปเดินอีกคราวนี้ไปเดินเล่นริมฝั่งแม่น้ำเชลด์ แม่น้ำกว้างมาก ลมพัดแรง อากาศเย็น คราวนี้ไม่กลัวหลงทางแล้วเพราะนำแผนที่ติดตัวไปด้วย มีเรือขนาดใหญ่จอดและแล่นในแม่น้ำ ก่อนถึงริมฝั่งน้ำ มีถนนสำหรับวิ่งและปั่นจักรยานให้ และมีที่จอดรถใกล้ริมฝั่งน้ำ ผมเดินเล่นอยู่คนเดียว พบกับหนุ่มสาวชาวเบลเยียมเป็นคู่ๆ ยืนคุยกัน จับมือกัน โอบเอวกัน และบางคู่ยืนจุมพิตกันอยู่ริมฝั่งน้ำ ผมเดินเล่นจนถึงสามทุ่มจึงกลับมาอาบน้ำ เปิดอินเตอร์เน็ตเพื่อส่งและตอบเมล์จากเพื่อนๆที่ส่งเมล์มาให้กำลังใจ
มีเมล์จากพี่ปวิตร วณิชชานนท์ (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลละงู) ซึ่งเคยมาเรียนเมื่อ 4 ปีก่อน ได้ส่งคำแนะนำในการใช้ชีวิตในเบลเยียมมาให้เป็นประโยชน์อย่างมาก รวมทั้งข้อมูลในเรื่องการเดินหาบ้านเช่าเอง ซึ่งผมตั้งใจว่าจะออกปฏิบัติการในวันต่อไป ผมนอนประมาณ 5 ทุ่ม ความเหงายังคงมีอยู่ ความเดียวดายและความคิดถึงบ้านยังคงเดิม
วันที่ 7 กันยายน ผมตื่นสายตามเคย ประมาณเก้าโมงเช้า ตื่นมาหุงข้าวเผื่อสามมื้อ ทำกับข้าวเหมือนเดิมคือไข่ต้มกับไส้กรอก ทานอาหารเช้าเสร็จก็เปิดอีเมล์อ่าน แล้วก็ออกไปเดินหาบ้านเช่าเอง โดยพี่ปวิตรแนะนำว่าให้ดูป้ายที่เขียนว่า Te Koop หรือ Te Huur ผมก็เดินไปเรื่อยๆ ดูตามป้าย แต่บ้านในเบลเยียมนี่แยกยากว่าเป็นบ้านหรือเป็นสำนักงานหรือร้านอาหาร ป้ายที่มีเป็นภาษาดัชท์ทั้งหมด ผมเจอป้ายที่ว่านี้ก็รู้ว่าถ้าTe Koopคือขาย ถ้าเป็น Te Huur จะให้เช่า ส่วนใหญ่ติดป้ายไว้พร้อมเบอร์โทร ให้ติดต่อทางเบอร์โทรหรืออีเมล์ แต่ผมก็เข้าไปคุยกับสำนักงานขายและให้เช่าบ้านอยู่ 2 แห่ง ได้พูดคุยและขอข้อมูลมาเพื่อประกอบการตัดสินใจ เดินอยู่จนเที่ยงวัน ก็กลับไปกินข้าวบ้าน แล้วก็ออกไปเดินใหม่ เดินไปจนพบกับTown Hall ซึ่งสวยมาก และมีคนเดินพลุกพล่าน ผมเข้าไปสำรวจที่ซูเปอร์มาร์เก็ต
สักประมาณบ่ายสามโมงก็กลับบ้านพักเพราะรู้สึกเมื่อยขามาก พอมาถึงบ้านพักได้สักครึ่งชั่วโมง จอสก็เข้ามาบอกว่าแพทริเชียให้ไปพบ ผมก็รีบเดินไปที่สถาบันพบกับเธอๆบอกว่ามีอะพาร์ทเมนท์ว่างแห่งหนึ่งเป็นของคุณลาเนน พอดีนักศึกษาอีกคนหนึ่งเขาขอเปลี่ยน เธอให้กุญแจผมไปดูบ้านอยู่ที่Verbondstraat 52 เป็นเจ้าของเดียวกับที่พี่ปวิตรเคยอยู่ ตอนแรกผมบอกแพทริเชียไปว่าของคุณเจอร์จ เธอบอกว่าเป็นหลังเดียวกับที่พี่วิวัฒน์เคยอยู่ชื่อฟรีด้า ขายบ้านไปแล้วและเจ้าของใหม่ไม่ให้เช่า จริงๆแล้วเธอเข้าใจผิดไป ผมรีบไปดูบ้านพักใหม่ พอเห็นบ้านแล้วก็ถูกใจมาก จึงรีบกลับมาบอกแพทริเชียว่าผมตกลงอยู่บ้านหลังนี้ เธอถามผมว่าจะย้ายบ้านวันนี้เลยไหม ผมรู้สึกว่าบ้านใหม่กว้างมาก เกรงว่าจะรู้สึกเหงา อ้างว้างมากขึ้นมาอีก จึงขอย้ายออกวันรุ่งขึ้น ทั้งแพทริเชียกับจอสก็บอกว่าตามใจผม จอสรับปากว่าจะช่วยไปส่งผมที่บ้านใหม่ พอกลับไปถึงบ้านจอสผมก็ส่งสไกพ์คุยกับครอบครัวพร้อมกับบอกข่าวดีเรื่องบ้านพัก และก็คุยกันไปพร้อมๆกับผมทานอาหารเย็นไปด้วย รู้สึกดีขึ้นมาก
ประมาณ 1 ทุ่ม ผมออกไปเดินเที่ยวอีก คราวนี้ไปดูทาวน์ฮอลล์และป้อมเรือริมแม่น้ำ เดินลัดเลาะชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำ ตั้งแต่บริเวณGrote market เดินมาจนถึงบ้านจอส ตามเส้นทางก็ยังคงพบคู่หนุ่มสาวนั่งจู๋จี๋ ชมนกชมไม้กัน แถมบางคู่ก็จุมพิตกันอย่างดูดดื่ม เล่นเอาคนไกลบ้านอย่างผมอิจฉาเหมือนกัน กลับถึงบ้านสามทุ่มครึ่ง อาบน้ำ เปิดดูเมล์อีกรอบแล้วก็เข้านอนประมาณ 5 ทุ่ม
ตัวเมืองแอนท์เวิป วางผังค่อนข้างดี อาคารสถานที่เป็นตึกเก่าที่น่าจะมีประวัติศาสตร์มายาวนาน ถนนส่วนใหญ่ปูด้วยหินสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือหินแผ่น ทุกสี่แยกมีสัญญาณไฟหรือมีทางม้าลายสำหรับคนข้ามถนน ทุกคนจะข้ามตรงทางม้าลายและหากมีสัญญาณไฟก็จะข้ามเมื่อสัญญาณคนข้ามเป็นสีเขียว ผมสังเกตว่ารถยนต์จะระวังคนเดินมาก ขับไม่เร็ว มีคนใช้จักรยานกันมาก เมืองดูเหมือนจะกว้าง แต่พอผมเดินสำรวจตามถนนต่างๆจนรอบบริเวณแล้วก็ดูว่าไม่กว้างมากนัก ผู้คนออกมาเดินกันมาก สามีจูงมือภรรยาเดินไปด้วยกัน พ่อหรือแม่พาลูกใส่รถเข็นเด็กเดินออกมาตามถนน คนแก่หรือสาวๆออกมาเดินกับสุนัขเลี้ยงที่มีเชือกกับปลอกคอจูงไว้ ไม่ปล่อยให้วิ่งไปอิสระ บางครั้งก็มีคนแก่ที่นั่งบนรถเข็นที่สามารถบังคับให้เคลื่อนที่ไปไหนมาไหนเองได้ถนนคนเดินกับรถยนต์บางแห่งไม่แยกออกจากกันนัก คนเดินริมถนน รถยนต์ขับไปตามถนน ส่วนจักรยานไปได้หลายที่
เวลาที่เบลเยียมช้ากว่าเมืองไทย 5 ชั่วโมง อากาสครึ้มฟ้าครึ้มฝน บางช่วงมีละอองฝนปรอยๆ บางช่วงแดดออก บางช่วงฝนตก เอาแน่เอานอนไม่ได้ ต้องพกร่มและเสื้อกันหนาวไปตลอดเวลา ยิ่งวันแรกที่ผมมาถึงฟ้าครึ้ม ฝนพรำ บรรยากาศดูซึมเซา น่าหดหู่หงอยเหงามาก แต่ก็มีข้อดีคือสามารถเดินไปได้ไกลๆโดยไม่ร้อน ไม่ค่อยเหนื่อย
ผมเขียนบันทึกนี้ในโรงแรมที่เมืองอูสตินเกรก ซึ่งเป็นเมืองชายทะเล ทางสถาบันพามาปฐมนิเทศนอกสถานที่ เพื่อให้รู้จักคุ้นเคยกับเพื่อนๆร่วมชั้นเรียนทั้งหลักสูตรเดียวกัน(Health System Management and Policy) และหลักสูตรควบคุมโรค (Disease Control) พรุ่งนี้มีเรียนและเดินทางไปเมืองบรูจจ์ ก็คงจบบันทึกนี้แค่นี้ก่อน เริ่มง่วงแล้ว
ทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกที่มีตามบางส่วนของเพลงนี้ “มองฟ้าค่ำคืนนี้ ฟ้าไม่เปลี่ยนสี มีแสงจันทรา มองดาวที่เกลื่อนฟากฟ้า นับร้อยลายตา พาใจหวั่นไหว คิดถึงคนมี่เรารัก คิดถึงเธอมาก คิดถึงกว่าใคร เธอนั้นอยู่แสนไกล เธอเป็นอย่างไร บ้างหนอคนดี ฟ้าจ๋า ฟ้าค่ำคืนนี้ ช่วยบอกเธอที ว่าข้าคิดถึง”
ราตรีสวัสดิ์ครับ
พิเชฐ บัญญัติ
ห้องพักที่Te Helme
Ossdtinkreke, Belgium
23.15 น. (4.15 น. เมืองไทย)
11 กันยายน 2550
ดีจังอ่านแล้วเหมือนกับได้ไปเบลเยี่ยมเลย
ขอช่วยเป็นกำลังใจให้ชาวสาธารณสุขที่ได้สละเวลาไปหาประสบการณ์หลายๆอย่างที่จะมาช่วยชาติของเราต่อไป
คนแพร่
อ่านแล้วเหมือนกับได้ไปดูงานต่างประเทศ
อีกหน่อยกลับมาไทยก็คงได้ใช้ประสบการณ์อีกหลายๆ อย่างมาพัฒนางานของไทยเรา
ขออนุญาตคนทางบ้านส่งกำลังใจไปให้ด้วยเจ้า
คนแพร่
เรียนคุณท้องฟ้า
ขอบคุณจั๊ดนักครับ ส่งงมิตรภาพและกำลังใจกลับไปให้เช่นกันครับ