วัฏฏะสังขาร,ทุบ ๆ กระเทาะ ๆ พอเห็นเม็ดก็โปรย ๆ ไปเถอะคุณหม้อ ,เดี๋ยวฝนมา..หม้อก็จะเห็นดอกมันเอง,ไต่ราวไหมพรมประดิษฐ์...,โธ่...มันก็มีอายุเท่านี้แหละคุณหม้อ....

เถาอัญชัน


วงเวียนวัฏฏะสังขาร ไม่ได้เป็นจริงแต่กับมนุษย์หรือสัตว์
ต้นไม้ แม้จะเป็นเพียงวัชพืช ไม้ดอก ไม้ใบ หรือไม้ยืนต้นให้ดอกให้ผล ก็อยู่ในวงเวียนวัฏฏะสังขารเช่นเดียวกัน

ฉันปลูกต้นอัญชันต้นนี้ เมื่อเดือนเจ็ดปีที่แล้ว จากฝักแก่ ซึ่งภายในมีเมล็ดน่าจะประมาณ ๘– ๑๐ เมล็ดต่อฝัก ฝักของเจ้าเหมือนฝักมะขาม แต่เล็กกว่ากันหลายเท่าตัว คุณยายสมทรงแม่ของ “ป้านา” แม่บ้านที่สนิทกันรูดฝักออกมาจากต้นที่บ้านของตัวเอง แล้วก็บอกกับฉันว่า

“ทุบ ๆ กระเทาะ ๆ พอเห็นเม็ดก็โปรย ๆ ไปเถอะคุณหม้อ (สำเนียงเหน่อของคนนครปฐม) เดี๋ยวฝนมา ไม่นานหม้อก็จะเห็นดอกมันเอง”
ฟังจากคำพูดของคุณยาย รู้สึกว่าจะปลูกง้ายง่ายฉันคิดเอาในตอนนั้น จึงรับมาจากมือของคุณยายเพียง ๕– ๖ ฝัก คะเนดูว่าคงจะมีสัก ๒๐ – ๓๐ เมล็ดกระมัง

ระหว่างทางขับรถกลับบ้าน ก็เล็ง ๆ ไปพลางว่าจะโปรยไว้ที่ตรงส่วนไหนของสวนขนาดจิ๋วของฉันดี

เพราะที่ฉันเรียกว่าสวนนั้น เป็นสวนที่รอดพ้นจากการราดปูนซีเมนต์ของคณะกรรมการบ้านพักในโรงพยาบาล มีดินอยู่เพียงหน้ากว้าง 0.๕ เมตร ยาว ๒.๕ เมตร..... เอาเถอะน่ะ ฟังดูว่า ต้นไม้ที่ฉันแสนโปรดสีของดอกนี้ ปลูกไม่ยาก

”ไม่นานคุณหม้อจะเห็นดอกของมันเอง” กลับถึงบ้านไม่รอช้า ฉันจึงพรวนดิน หรือจริง ๆ คือใช้ช้อนส้อม คุ้ย ๆ แคะ ๆ ดิน แล้วก็โปรยเมล็ดในฝัก ซึ่งเป็นเม็ดเล็ก ๆ และสีดำ ๆ คล้ายเมล็ดแตงโมจิ๋ว

ไม่มีการปักไม้อะไรไว้เป็นอันเสร็จพิธีกระบวนการปลูกที่ง่ายที่สุด


ฉันเฝ้าแวะเวียนไปดูเจ้า ณ ที่ ๆ โปรยเมล็ด เจ็ดวันแรกยังไม่เห็นอะไรเลย เถอะน่ารออีกสักนิด เราก็ได้ชื่อว่ามือเย็นนี่นะ

ผ่านมาอีกสี่ซ้าห้าวัน ใบอ่อนบวกต้นอ่อนของเจ้าก็โผล่มาชมโลกสำเร็จ ยอมรับว่าฉันดีใจมาก เอาล่ะ ที่นี้จะได้กินบัวลอยมีสีม่วง ไม่ก็ข้าวสีม่วงกันบ้างละ.....ฮิฮิ.....ความจริงฉันคิดถึงดอกไม้ที่แสนน่ารัก เจ้าของสีม่วงสดเจิดจ้า งดงามในแง่ศิลปะ มากกว่าเรื่องจะต้มยำทำแกงกับดอกของเจ้าก่อนหรอกนะ

ดู ๆ ฉันเป็นคนโหดร้ายพอสมควร.....ที่คิดกินดอกไม้ที่ตัวเองปลูกขึ้นมากับมือได้ลงคอ

เวลาผ่านมาอีกเดือนสองเดือนที่ฉันได้เห็น ดอกและเถาของเจ้า ไต่ราวไหมพรม.....

เนื่องจากข้อจำกัดของที่ดิน

ฉันจึงประจงใช้ด้ามของไม้กวาดร้อยไหมพรมสีเขียวอ่อน ที่เที่ยวหาซื้อมา เพื่อร้อยไปแขวนไว้บนขอบรั้วโลหะส่วนที่เป็นแง่ง ๆ ก่อน แล้วก็หยิบจับเอาหนวดของอัญชันวัยละอ่อน ไปพัน ๆ ไว้ที่ไหมพรม

คุณยายบ้านใกล้ยังส่งเสียงทักทายว่า "ไม่ต้องลงแรงพันมากหรอกลูก เดี๋ยวมันก็ไปของมันเองแหละ" ความที่กลัวว่าเจ้าจะโตช้า เป็นห่วงว่าเจ้าจะไม่ค่อยได้อาบแดด ฉันก็ได้แต่พัน ๆ ไปเรื่อย ๆ เหงื่อหยดไปหลายหยาด.....ทั้งที่ไม่ใช่งานที่ยากเย็น


ประมาณรวมได้เก้าเดือนที่ ฉันเห็นเถาเจ้า ไม่รู้ต้นไหนบ้าง สี่ – ห้า ต้นได้กระมังที่พันกันเอาเองบ้าง พันไหมพรมบ้าง พันขอบแง่งรั้วบ้าง เพื่อแย่งกันชูช่อ ชูดอกรับแสงตะวัน สีม่วงพราวไปทั่วริมรั้ว

เถาเจ้าดูแข็งแรงมาก สีเทาปนขาวคล้ายผมสีดอกเลาของผู้เฒ่า ซึ่งคงเคยเป็นชายฉกรรจ์มาก่อน.....ทำไมไปคิดว่าเจ้าเป็นชายได้ก็ไม่รู้ ทั้งที่ดอกของเจ้าสุดแสนสวย ม่วงหวานแฝงความเข้มแข็ง เพราะเป็นหวานของสีม่วงอ่อน ไล่ ไล้ปนไปกับสีม่วงเข้ม กลีบดอกเจ้ายังซ้อนกันหลายชั้นเสียด้วย.....

กลีบดอกดูบอบบาง ปนหวานปานสตรี แต่เถาที่อยู่ติดกับพื้นดินของเจ้า รวมถึงเถาที่ไต่ราวไปตามกำแพง กิ่งก้านของตัวเอง และ ราวไหมพรมประดิษฐ์ ดูแข็งแรงเหมือนแขนของชาย

คงจะเป็นชายคนรักที่คอยปกป้องดูแลผู้หญิงของเขา


พอขึ้นเดือนที่สิบเท่านั้นเอง เถา ดอก กลิ่นของดอกของเจ้า รวมไปทั้งสีม่วงอ่อนของบัวลอยไข่หวาน (แฮ่ม) ยังไม่จางหายไปจากความทรงจำ.....

อีกทั้งยังไม่ครบรอบฝนปีที่สองของเจ้าเลย ฉันเห็นเจ้าโรยราเสียแล้ว ใบเจ้าร่วงพรู ทิ้งก้านเล็ก ๆ ของเจ้า ให้เหี่ยว แล้วที่สุดแห้งกรอบหลุด ร่วงไป ถัดจากนั้น เถาเจ้า เริ่มที่เถาเล็ก ๆ ค่อย ๆ แห้ง แล้วคืบมาที่เถาหลัก .....เจ้าถึงกาลอายุของเจ้า หรือเจ้าป่วยกันแน่

ฉันจึงไปถามยายสมทรง แม่บุญธรรมของเจ้า ยายได้แต่หัวเราะเห็นฟันเปื้อนน้ำหมาก แล้วก็พูดด้วยสำเนียงอันเป็นเอกลักษณ์ว่า

“โธ่ คุณหม้ออัญชันมันก็มีอายุเท่านี้แหละคุณหม้อ”
ว่าแล้วยายก็รูดฝักของอัญชันจากเถา ที่คงผ่านการ เกิด – ดับ เกิด – ดับ มาหลายรอบ ที่หน้าบ้านให้ใหม่ .....พร้อมทั้งกำชับดังเดิมว่า


“ทุบ ๆ กระเทาะ ๆ แล้วก็โปรย ๆ ไปเถอะคุณหม้อ ...เดี๋ยวฝนมาหม้อก็จะเห็นดอกมันเอง”