เมื่อครู่ก่อนหน้าก่อน 18 น. ( 20-09-2550 ) ผมออกไปซื้ออาหารให้ลูก ๆ  สั่งอาหารแล้วแวะไปสนทนา เพื่อรออาหารที่สั่ง โดยได้แวะไปสนทนากับร้านใกล้ ๆ กับจุดแรก พบเจ้าของร้านที่ 2 พร้อมภรรยาและลูก ๆ นั่งสนทนา เป็นเหมือนเปิดเวทีชาวบ้าน ( ครอบครัวหนึ่ง )

                   เรื่องราวที่เขาสนทนาและผู้นำครอบครัวขอให้ผมมีส่วนร่วมรู้และร่วมให้ข้อคิด เป็นว่า ลูกสาวบ้านหรือร้านนี้ เป็นวัยรุ่นเรียนอยู่ ม.5 รร.ประจำจังหวัด จะไปติวกรุงเทพได้นัดเพื่อน 3 คนไว้แล้ว พวกเขาพากันจองรถวันที่ 26 ก.ย.ศกนี้ไว้ โดยเพื่อน ๆ ไม่คุ้นเคยกับเมืองหลวง 2 คน เพื่อนอีกคนมีบ้านอยู่ กทม.แต่ต้องแยกกันอยู่ คนไม่คุ้นเคยต้องไปเช่าที่พักอยู่เองเสียอย่างนั้น

                   แน่นอนครับ  พ่อแม่สมาชิกครอบครัวย่อมต้องห่วงใย เนื่องจากการเดินทางไกลไปต่างจังหวัด ยิ่งเป็นกรุงเทพเมืองหลวง มีภัยไม่น้อยสำหรับผู้ไม่รู้หรืออ่อนต่อโลกยุคใหม่ แต่ก็มีอะไรดี ๆ อยู่จำนวนไม่น้อยเช่นกัน

                   ผมได้รับฟังและให้ข้อคิดกับครอบครัวนี้ว่า   เป็นธรรมดาที่เด็กน่ายอยากไปติววิชาความรู้ ( ทั้ง ๆ ที่อบจ.และหลายหน่วยรวมทั้งโรงเรียนพยายามถ่ายทอดความรู้ให้ ) หากเราไปขัดจังหวะหรือขัดขวาง วัยรุ่นย่อมไม่พอใจ ขณะที่คนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง  เป็นหน้าที่ย่อมต้องห่วงใย ขอให้วัยรุ่นได้เข้าใจความห่วงใยด้วยไม่ใช่การปิดกั้น

                  โลกของวัยรุ่นหรือคนมีการศึกษายุคใหม่  สำหรับเด็กน่านที่อยากไปติวมีอยู่ไม่น้อย  สอบถามลูกสาวบ้านนี้ ได้ความว่า จะไปติวภาษาอังกฤษ เราเลยให้ข้อคิดว่า ภาษาอังกฤษอันที่จริงเท่าที่ติดตาม จังหวัดน่านเราไม่ได้น้อยน่าจังหวัดใด ๆ เกี่ยวกับภาษานี้ ทั้งยังสามารถเรียนรู้ได้จากสื่อที่ผลิตจำหน่ายหรือสื่ออินเทอร์เน็ตได้

                   ผมได้สอบถามค่าเรียนตลอดที่เธอต้องไปจ่าย จำนวน 4 พันบาท ส่วนค่าที่พักไม่ได้ถาม ก็คงร่วม ๆ 1 หมื่นบาท ที่พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นห่วงเธอ ๆ  ขณะนี้ ยังไม่เข้าใจ คือความปลอดภัยของผู้อยู่ในความปกครองดูแล วัยรุ่นก็คงคิดแบบนี้ คือ เป็นตัวของตัวเอง  เขาไม่ได้ปรึกษาทางบ้านก่อนจองรถ หรือตัดสินใจก่อนเดินทางไปเรียนเลย เป็นข้อควรในใจกับหลาย ๆ ครอบครัวที่มีลูกเป็นวัยรุ่น และเขาอยากฉลาด อยากมีความรู้ด้วยการไปเข้าสถาบันกวดวิชาหรือโรงติวนี่เอง  เป็นความคิดของเขา