สืบเนื่องจากมีผู้ถามว่า   การได้บุญมากหรือการได้บุญน้อย ขึ้นอยู่กับอะไร?? ..... การทำบุญในชีวิตประจำวันท่านใช้อะไรตัดสินในเรื่องนี้

โดยยกตัวอย่างดังนี้
ตัวอย่างเช่น

คำถามที่ ๑ ถามว่า หากท่านมีเงินสามพันบาท ท่านจะเลือกเอาเงินไปช่วยสร้างโรงเรียน หรือ สร้างมหาวิทยาลัย อันไหนได้บุญมากกว่ากัน (ห้ามแบ่งเงินนะ) ท่านใช้หลักอะไรพิจารณา ?

คำถามที่ ๒ ถามว่า หากท่านมีเงินสามพันบาท อยู่ในหมู่บ้าน ที่มีวัดซึ่งมีเสนาสนะบริบูรณ์แต่กำลังสร้างพระธาตุเจดีย์ ในขณะที่ โรงเรียนประจำหมู่บ้านอยู่ในสภาพทรุดโทรม นักเรียนหลายคนก็ขาดแคลนทุนทรัพย์ ท่านคิดว่ารายการใดมีบุญมาก และ ท่านจะเลือกทำบุญรายการใด (ห้ามแบ่งเงินเหมือนกัน) ท่านใช้หลักพระพุทธศาสนาอะไรมาพิจารณา

นอกจากนี้ถ้าหากท่านต้องเลือก ระหว่างทำสิ่งที่ได้บุญมาก กับ ทำสิ่งที่ได้บุญน้อย ท่านจะเลือกแบบไหน หรือ ท่านไม่สนใจแต่หากมีโอกาสที่เหมาะ มีเหตุปัจจัยที่เหมาะ ก็ทำบุญได้ทุกแบบโดยไม่เลือกว่า สิ่งที่ทำนั้นได้บุญมาก หรือ ได้บุญน้อย

===============================================

บุญให้ผลมากหรือน้อยเป็นปัญหาหนึ่ง   ควรทำบุญในที่ไหน เป็นอีกปัญหาหนึ่ง


อ้างอิง
การได้บุญมากหรือการได้บุญน้อยขึ้นอยู่กับอะไร ?

:: การได้บุญมากหรือการได้บุญน้อย ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์


บุญ
บุญคือความอิ่มความพอ เป็นผลมาจากการประกอบกรรม


กรรมใดกระทำแล้วนำไปสู่ความอิ่มความพอมาก ก็เรียกว่าได้บุญมาก.

กรรมใดกระทำแล้วนำไปสู่ความอิ่มความพอน้อย ก็เรียกว่าได้บุญน้อย.

ความอิ่มความพอขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์
กรรมใดทำให้เกิดความบริสุทธิ์แก่ผู้ประกอบกรรมมาก กรรมนั้นให้ความอิ่มความพอแก่ใจมาก ก็เรียกว่าได้บุญมาก.

ความไม่บริสุทธิ์ ๓อย่าง
ความไม่บริสุทธิ์ ๓ อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ ราคะ โทสะ โมหะ  นี้คือความไม่บริสุทธิ์.

จิตใดประกอบกรรมอันเจือด้วยกิเลส๓อย่างใดอย่างหนึ่ง จิตมีความบริสุทธิ์น้อย เป็นบุญน้อย.

ความปรารถนาบุญเป็นความไม่บริสุทธิ์แต่นำไปสู่ความบริสุทธิ์

บุญของคนครองเรือน๓อย่าง คือ ทาน สีล ภาวนา
บุญจากทานให้ผลน้อยกว่าบุญจากศีล  บุญจากศีลให้ผลน้อยกว่าบุญจากภาวนา

การทำทาน มีองค์ประกอบ๓ประการ คือ ผู้ให้๑ ของอันเป็นไทยทาน๑ และผู้รับ๑

บุญมากหรือน้อยขึ้นกับความบริสุทธิ์

บุญจากทานจะมากหรือน้อย จึงขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ขององค์แห่งทานทั้ง๓ คือ ความบริสุทธิ์ของผู้ให้๑ ความบริสุทธิ์ของไทยทาน๑และความบริสุทธิ์แห่งผู้รับ๑

สติที่เกิดจากทาน ย่อมแล่นไปตามฐานแห่งองค์ของทานทั้ง๓นั้น ย่อมกระทบฐานตัวเอง กระทบวัตถุไทยทาน และกระทบผู้รับทาน

เมื่อกระทบความว่าตนแล้ว เกิดโลภะ ราคะ โทสะ โมหะ ในเพราะเหตุแห่งการระลึกนั้น ความบริสุทธิ์ก็มีน้อย ความรู้สึกว่าอิ่มว่าพอก็มีน้อย ความว่าบุญ จึงปรากฏว่าน้อย.

เมื่อสติแล่นไปกระทบองค์ไทยทานแล้ว ตนรู้ที่มาของไทยทานนั้น ว่า แสวงหามาด้วยความไม่บริสุทธิ์ ก็จะเป็นเหตุกระตุ้นความไม่บริสุทธิ์ในใจให้กำเริบได้ ทำให้เกิดความบริสุทธิ์ได้น้อย นี่กระทบกระเทือนกันอัตโนมัติ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อสติแล่นไปกระทบองค์แห่งผู้รับทานแล้ว หากผู้รับทานบริสุทธิ์ การระลึกนั้นจะเป็นเหตุให้เกิดการระลึกถึงความบริสุทธิ์ ก็ย่อมจะชำระจิตของผู้ประกอบทานกรรมนั้นให้กลับบริสุทธิ์ ให้กลับรู้สึกอิ่ม รู้สึกพอ รู้สึกเต็มได้ในเพราะเหตุที่ระลึกถึงผู้รับทานนั้น

ผลบุญจากทาน จะมากหรือน้อย จึงขึ้นกับความบริสุทธิ์แห่งองค์๓ของการทำทาน

การรักษาศีล
ธรรมดา บุญจากการทำทาน ย่อมมีโลภะเป็นแดนเกิด ด้วยหมายว่า เมื่อตนให้แล้ว ตนจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ตอบกลับมาจากภายนอก


แต่ บุญจากศีลโดยทั่วไปนั้น กลับมีการมนสิการที่ต่างไป คือ บุญจากศีลเกิดจากการมนสิการว่า เมื่อเราคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายแล้ว อันตรายทั้งปวงจากภายนอกจะไม่ตกแก่เรา. ซึ่ง ปริมาณแห่งความโลภจะมีเบาบางยิ่งกว่าบุญจากทาน.

แดนเกิดของบุญจากทานและบุญจากศีลนั้นต่างกัน เหมือนความต่างแห่งแดนเกิดของมนุษย์และเทวดา ผลบุญย่อมต่างกัน คือ ความบริสุทธิ์ที่ได้ย่อมต่างกัน

ในบรรดามนุษย์ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความสุขของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นเลิศกว่ามนุษย์ทั้งหลาย แต่แม้จะอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิเป็นเหมือนสมบัติของคนกำพร้า เมื่อเปรียบกับสมบัติในเทวโลก.  นั่นเป็นปัจจัยมาจากภพ

ภพแห่งทาน กับภพแห่งศีลก็ห่างไกลกันอย่างนั้น  บุญจากทานแม้จะมากที่สุด ก็เทียบกับบุญจากศีลไม่ได้เลย คือ ความอิ่มพอ ความสุขสงบ ความบริสุทธิ์แห่งจิต ต่างกัน.

การภาวนา
ภาวนา เป็นกรรมที่ประกอบขึ้นจากการมนสิการว่า ความไม่บริสุทธิ์ทั้งปวง คือ โลภะ ราคะ โทสะ โมหะ อย่าได้โอกาสเกิดแก่เรา.  บุญจากการภาวนา ย่อมให้ผลเป็นความบริสุทธิ์ไปโดยลำดับ ให้ความอิ่ม ความพอ ความเต็มเปี่ยมแห่งหัวใจได้ยิ่งไปกว่าศีลมากไปอีกชั้นหนึ่ง ราวฟ้ากับดิน

บุญของคนสละเรือน๓อย่าง คือ สีล สมาธิ ปัญญา
บุญจากสีลให้ผลน้อยกว่าบุญจากสมาธิ บุญจากสมาธิให้ผลน้อยกว่าบุญจากปัญญา.

ศีล ชำระกิเลสอย่างหยาบได้ ทำให้เกิดความบริสุทธิ์ในชั้นต้น
สมาธิ ชำระกิเลสอย่างกลางได้ ทำให้เกิดความบริสุทธิ์ชั้นกลาง
ปัญญา ชำระกิเลสอย่างเยี่ยมได้ ทำให้เกิดความบริสุทธิ์อย่างเยี่ยม

บุญจากศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมมีภพต่างกัน และเหลื่อมล้ำกัน เหมือนอย่าง มนุษย์ เทวดากามพจร และพรหมโลก ย่อมมีความสุขต่างกันคนละชั้นอย่างนั้น.

อ้างอิง
การทำบุญในชีวิตประจำวันท่านใช้อะไรตัดสินในเรื่องนี้

การทำบุญในชีวิตประจำวัน ใช้ความบริสุทธิ์เป็นเครื่องอ้างอิงเปรียบเทียบ ใช้อัตถะคือประโยชน์ที่มุ่งหมายเป็นเครื่องชี้นำเข้าไปเปรียบกับความบริสุทธิ์ ใช้ใจเป็นเครื่องตัดสิน สติเป็นเครื่องระลึกถึงส่วนทั้งสองนั้น.


อ้างอิง
คำถามที่ ๑ ถามว่า หากท่านมีเงินสามพันบาท ท่านจะเลือกเอาเงินไปช่วยสร้างโรงเรียน หรือ สร้างมหาวิทยาลัย อันไหนได้บุญมากกว่ากัน (ห้ามแบ่งเงินนะ) ท่านใช้หลักอะไรพิจารณา ?

จากหลักการพิจารณาองค์๓แห่งการทำทาน ในที่นี้ ตัวแปรอยู่ที่ผู้รับที่ต่างกัน คือ โรงเรียน๑ กับมหาวิทยาลัย๑

เพราะเหตุนี้ ปัญหาจึงเป็นการถามว่า ระหว่างโรงเรียนกับมหาวิทยาลัย อันไหนบริสุทธิ์กว่ากัน คืออัตถะแห่งปัญหานี้?

ความบริสุทธิ์ของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้น ก็ยังจำแนกออกไปตามส่วนแห่งองค์ประกอบของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้นด้วย ว่า องค์ประกอบย่อยๆแห่งโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้น มีความบริสุทธิ์ในแต่ละส่วนอย่างไรบ้าง?  อันนี้คือความซับซ้อนของการจะเปรียบเทียบความบริสุทธิ์ของผู้รับ ทำให้เกิดความรู้สึกว่ายาก.

แต่ ก็พอจะกล่าวได้โดยรวมอยู่ว่า หากผู้รับทานนั้น นำไทยทานที่เรามอบให้ ไปใช้ประโยชน์ตรงตามที่ขอรับบริจาคจากเราแล้ว ก็เรียกว่า ผู้รับทานมีความบริสุทธิ์ในตัวของเขาเอง.

เหมือนอย่างว่า โรงเรียนและมหาวิทยาลัยนั้นล่ะ หากรับเงินไปแล้ว นำไปทำประโยชน์ตรงตามที่บอกกล่าวแก่เราไว้ หรือโดยนัยที่รู้กันนั้น ก็ชื่อว่า บริสุทธิ์ในเรื่องนี้.

เปรียบเหมือนภิกษุผู้มาบิณฑบาต มาเที่ยวขอก้อนข้าวชาวบ้าน ชาวบ้านทราบทั่วกันว่า ภิกษุขอข้าวไปฉันเพื่อเลี้ยงชีวิต เลี้ยงชีวิตเพื่อให้ได้ทำการศึกษาในสิกขา๓คือ ศีล สมาธิ ปัญญา.

ภิกษุใด รับบิณฑบาตแล้วเลี้ยงชีวิตได้ นี้เป็นความบริสุทธิ์ชั้นที่๑
ภิกษุใดเลี้ยงชีวิตแล้ว ทำการศึกษาในศีล เป็นผู้มีศีล นี้เป็นความบริสุทธิ์ชั้นที่๒
ภิกษุใดเลี้ยงชีวิตแล้ว รักษาศีลแล้ว เจริญสมาธิ นี้เป็นความบริสุทธิ์ชั้นที่๓


ภิกษุใด เลี้ยงชีวิตด้วยก้อนข้าวของเราแล้ว รักษาศีล เจริญสมาธิ ถึงที่สุดแห่งปัญญา นี้เป็นความบริสุทธิ์ชั้นที่๔ อันเป็นจุดสุดท้ายปลายแดนแห่งความมุ่งหมายที่เขามาเที่ยวขอข้าวปลาอาหารจากจากชาวบ้าน.

ความบริสุทธิ์สูงสุดของภิกษุผู้รับก้อนข้าวอยู่ที่ตรงสิ้นกิเลสนั้นฉันใด แม้เรื่องโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็ฉันนั้น

โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้น รับเงินด้วยหมายว่า จะใช้ก่อสร้างอาคารหรือซื้ออุปกรณ์ประกอบการศึกษา
สร้างอาคารเพื่อให้เป็นที่ใช้ศึกษาเล่าเรียนแก่นักเรียนนักศึกษา
ให้การศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษาเพื่อให้คนเหล่านั้นเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสิกขา คือ วิชาการและคุณธรรม
ในคนเหล่านั้นมีคุณธรรมเพื่อกลับมาทำประโยชน์แก่สังคม.

โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยนั้น รับเงินแล้วสร้างอาคารหรือซื้ออุปกรณ์ประกอบการศึกษาด้วยเงินนั้น นี้เป็นความบริสุทธิ์ชั้นที่๑

สร้างอาคารหรือซื้ออุปกรณ์มาแล้ว ใช้ประโยชน์อุปกรณ์นั้น นี้เป็นความบริสุทธิ์ชั้นที่๒
ใช้ประโยชน์อุปกรณ์เหล่านั้นแล้ว ผลิตนักเรียนนักศึกษาที่มีคุณภาพ คือ มีคุณธรรมและวิชาการที่เป็นประโยชน์แก่สังคม นี้เป็นความบริสุทธิ์ชั้นที่๓

นักเรียนนักศึกษาที่จบจากสถานศึกษานั้น ใช้คุณธรรมและวิชาการที่ศึกษามา ทำประโยชน์แก่สังคม นี้เป็นความบริสุทธิ์ชั้นที่๔

โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยใด ทำความบริสุทธิ์ได้ถึง๔ชั้นดังกล่าว ชื่อว่ามีความบริสุทธิ์ในเรื่องนี้.  นี่เรียกว่ามีความบริสุทธิ์เสมอกัน  เปรียบเหมือนพระอรหันต์ มีประเภทต่างๆคือ สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต  นี้ล้วนพระอรหันต์ มีความบริสุทธิ์เสมอกัน แต่ คุณสมบัติเฉพาะนั้นต่างกัน.

คราวนี้ เมื่อผู้รับมีความบริสุทธิ์เสมอกัน ปัจจัยที่ปลีกย่อยก็จะกลายเป็นข้อเปรียบเทียบ คือ เหมือนอย่างว่า

ทำบุญกับพระสัมพุทธเจ้าได้ผลมากกว่าทำกับพระปัจเจกพุทธเจ้า
ทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ผลมากกว่าทำกับพระอัครสาวก
ทำบุญกับพระอัครสาวกได้ผลมากกว่าทำกับพระมหาสาวก....ฯลฯ

ปัจจัยแห่งความมากน้อย มาขึ้นกับความยิ่งและหย่อนแห่งความสามารถในการทำประโยชน์นี้อีกชั้นหนึ่ง ในชนผู้มีความบริสุทธิ์เสมอกัน ก็ยังให้ผลบุญต่างกันฉันใด

แม้ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็อย่างนั้น หากทำความบริสุทธิ์ได้เสมอกัน โรงเรียนย่อมผลิตบุคคลากรที่ให้คุณแก่สังคมได้น้อยกว่ามหาวิทยาลัย องค์คุณในด้านนี้ย่อมต่างกัน ผลบุญก็ย่อมต่างกัน

และ เมื่อประมวลมาโดยรวมแล้ว จะเห็นว่า หากผู้บริหารจัดการทำให้เกิดความบริสุทธิ์ในองค์กรนั้นได้เสมอกัน การทำบุญกับมหาวิทยาลัยย่อมให้ผลมากกว่าการทำบุญกับโรงเรียน ด้วยอุปมาอย่างนี้ล่ะ.

ส่วนข้อปลีกย่อยเล็กๆน้อยๆที่ทำให้มหาวิทยาลัยให้ผลบุญน้อยกว่าโรงเรียนนั้น อันนั้นเป็นกรณีที่ความบริสุทธิ์ต่างกัน ผู้รับใดบริสุทธิ์มากกว่าย่อมให้ผลบุญมากกว่า พึงพิจารณาอย่างนี้.

 


อ้างอิง
คำถามที่ ๒ ถามว่า หากท่านมีเงินสามพันบาท อยู่ในหมู่บ้าน ที่มีวัดซึ่งมีเสนาสนะบริบูรณ์แต่กำลังสร้างพระธาตุเจดีย์ ในขณะที่ โรงเรียนประจำหมู่บ้านอยู่ในสภาพทรุดโทรม นักเรียนหลายคนก็ขาดแคลนทุนทรัพย์ ท่านคิดว่ารายการใดมีบุญมาก และ ท่านจะเลือกทำบุญรายการใด (ห้ามแบ่งเงินเหมือนกัน) ท่านใช้หลักพระพุทธศาสนาอะไรมาพิจารณา

ปัญหานี้เองก็เช่นกันกับข้อก่อน คือ เป็นการเปรียบเทียบความบริสุทธิ์ของผู้รับทาน แต่ในที่นี้เปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนกับพระธาตุเจดีย์.

สิ่งที่ต่างกันระหว่างโรงเรียนกับพระธาตุเจดีย์นั้น คือ การนึกถึงผู้รับไทยทาน.

พระธาตุเจดีย์นี้ ทำถวายบูชาพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์องค์บริสุทธิ์แล้ว
แต่โรงเรียนนี้ ทำให้แก่คนผู้ยังไม่บริสุทธิ์.

แม้โรงเรียนนั้นจะทำความบริสุทธิ์ให้ปรากฏเต็มภูมิแห่งโรงเรียนก็ตาม แต่ภูมิอันนั้น มันก็ต่างจากภูมิแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. ภูมิของนักเรียนแม้ทั้งโลก ก็ยังคงเป็นผู้จมอยู่ในกองทุกข์ มีกิเลสเจือปนอยู่มาก

อันนี้ เปรียบได้ชัดว่า ผู้รับทานบริสุทธิ์ต่างกันคนละภูมิ

ผลของการทำบุญ ย่อมเป็นเหตุชักสติให้ไประลึกอยู่กับองค์แห่งทานที่ตนกระทำนั้น.  เงินก็สามพันบาทเหมือนกัน คนทำก็คือเราคนเดียวกัน แต่ผู้รับต่างกัน

ทำบุญกับพระธาตุเจดีย์ เวลาจิตแล่นวนรอบ มันแล่นวนรอบกับพระธาตุเจดีย์ กระทบพระธาตุเจดีย์แล้ว ระลึกถึงพุทโธ ธรรมโม สังโฆ

ระลึกถึงพุทโธ ธรรมโม สังโฆแล้ว ระลึกถึงความสิ้นกิเลส ระลึกถึงความบริสุทธิ์ อันเป็นอัตถะแห่งพระรัตนตรัยนั้นล่ะ  จิตนั้นย่อมเสพความบริสุทธิ์ น้อมความบริสุทธิ์เข้าสู่ตน เป็นผู้มีจิตแล่นไปตามความบริสุทธิ์นั้น ทำให้เกิดความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นๆ อิ่มใจยิ่งขึ้นๆ ไปจนถึงพระนิพพานอันเป็นบรมสุข

สุข คือ อัตถะ คือสิ่งที่มุ่งหมายของผู้ทำบุญ.  นิพพาน คือ ความสุขสูงสุด ย่อมเป็นยอดแห่งบุญทั้งหลาย บุญจากพระธาตุเจดีย์ อำนวยไปถึงที่นั่นทีเดียว แต่ บุญจากโรงเรียนนั้นต่างกัน

โรงเรียนนั้นเมื่อสร้างเสร็จ ผู้ทำบุญก็แล่นใคร่ครวญไปในเงิน๓พันบาท อาคารที่สร้างเสร็จ เด็กนักเรียนที่ไปโรงเรียน มีอาคารเรียน มีอุปกรณ์การศึกษา  และมีความขาดแคลนที่ไม่รู้อิ่มรู้พอปรากฏเนืองนิตย์ เพราะเป็นลักษณะธรรมดาของโลกของสงสาร เมื่อได้สิ่งนี้แล้วก็ไม่พอ ต้องมีสิ่งนั้นมาเพิ่ม ที่สุดแห่งกามไม่มีฉันใด แม้โรงเรียนนั้นเอง ก็ไม่มีที่สุดแห่งความพอใจ ย่อมมีช่องเล็กช่องน้อยที่จะพัฒนาไปเรื่อยๆอีก

จิตของผู้ใคร่ครวญไปในโรงเรียน ย่อมหาโอกาสที่จะสงบรำงับได้ยาก เพราะมีกิจเกิดขึ้นเนืองๆ รบกวนจิตเนืองๆ ความกระเทือนใจย่อมเกิด กิเลสย่อมได้ช่องกำเริบเนืองๆ วิ่งวุ่นเป็นสิงคลีเนืองๆ  นี่ก็ทราบได้ว่า บุญนั้นต่างกันมาก แม้มองในระยะยาวไกลขึ้นไป ก็ยิ่งเห็นผลต่างกันมาก.

ปัญหาข้อนี้ จึงชี้ได้ว่า พระธาตุเจดีย์ให้ผลมากกว่ามาก
.


อ้างอิง
นอกจากนี้ถ้าหากท่านต้องเลือก ระหว่างทำสิ่งที่ได้บุญมาก กับ ทำสิ่งที่ได้บุญน้อย ท่านจะเลือกแบบไหน หรือ ท่านไม่สนใจแต่หากมีโอกาสที่เหมาะ มีเหตุปัจจัยที่เหมาะ ก็ทำบุญได้ทุกแบบโดยไม่เลือกว่า สิ่งที่ทำนั้นได้บุญมาก หรือ ได้บุญน้อย

ปัญหาข้อนี้ แยกจากเรื่องการได้บุญมากหรือน้อย คือ เป็นปัญหาคนละชั้น ซึ่ง พระพุทธเจ้าได้พยากรณ์ไว้แก่พราหมณ์ผู้มาถามโดยนัยอย่างนี้ว่า  "ท่านเลื่อมใสในที่ใด พึงกระทำบุญในที่นั้น"

ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าจำแนกผลบุญจากการทำทานนั้น ว่า ทำไว้ในที่ใดได้ผลมากหรือน้อยต่างกัน  แต่ เมื่อพราหมณ์ถามว่า แล้วควรทำทานในที่ใด พระพุทธเจ้ากลับตอบว่า "ในที่ๆท่านเลื่อมใส"

เพราะ ที่ใดที่ท่านไม่เลื่อมใส แม้ทราบว่าจะได้บุญมาก มันจะกลับได้บุญน้อย ซ้ำจะเป็นบาปมากแก่ตน

เป็นต้นว่า บุคคลได้ประสบพระอรหันต์ แต่ไม่เลื่อมใส แม้ได้ยินคนอื่นเขากล่าวกันว่า ภิกษุรูปนี้หรือรูปโน้นเป็นพระอรหันต์ ทำบุญกับพระอรหันต์ได้บุญมาก.  อาศัยความที่จิตไม่เลื่อมใสนั้นล่ะ เขาย่อมเพ่งโทษจับผิดพระอรหันต์ได้ ยิ่งไปทำทานไว้แล้ว ยิ่งกลับมาหวงแหนว่า ไม่น่าจะทำไว้เลย ไม่น่าให้เลย

เหมือนอย่างเศรษฐีตระหนี่ในครั้งพุทธกาล ทำบุญไว้กับพระปัจเจกพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ทำด้วยความเลื่อมใส ผลบุญนั้นทำให้มีทรัพย์สมบัติมาก แต่ความไม่เลื่อมใสทำให้กลายเป็นคนตระหนี่ ไม่ใช้ทรัพย์ที่ตนแสวงหามาได้  แทนที่ทรัพย์นั้นจะให้ผลเป็นสุข กลับกลายเป็นทุกข์ที่ต้องคอยหวงแหนรักษา  แม้ตายลงก็หวงแหน ตายอย่างคนมีห่วง จิตย่อมดิ่งไปสู่ทุคติเพราะเหตุแห่งตระหนี่นั้น

แต่ หากเลื่อมใสแล้ว แม้ทำในกาตัวหนึ่ง หรือสุนัขตัวหนึ่ง  เวลานำมาระลึกทีไร ใจนี้ก็อิ่มเอม ไม่ตระหนี่  ผลบุญออก แม้เพียงเล็กน้อย เกิดเป็นชาวไร่ชาวนา มีผลผลิตจากไร่ไม่มากมาย แต่มีความอิ่มความพอใจในการกินอยู่ด้วยปัจจัยที่ตนมี กลับมีความสุข แม้ตายไปด้วยความสุข ก็ไปสู่สุคติ

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงแนะนำว่า พึงกระทำบุญไว้ในที่ๆเลื่อมใส  ไม่พึงแล่นไปตามความโลภว่า จะได้ผลมากหรือน้อย  เลื่อมใสในที่ใด ทำไว้ในที่นั้น   กรรมทุกอย่างมีผล บุญทุกอย่างที่ทำแล้วมีผลทั้งนั้น ไม่มีขาดทุน บุญที่ทำเป็นกำไรล้วนๆ อำนวยผลไปจนกระทั่งถึงพระนิพพานทั้งสิ้น.