ป้าเจ๊บหัว เมาหัว ต๋าลาย เจ๊บต๊อง แขนขาก่อบ่อมีแฮง นา มือนี้ชาแต๊ละ ข้าวนี่ก่อกิ๋นได้อิ๊ด ๆ เมื่อคืนมาก่อนองบ่อหละเป็นมาเป่นปี๋ แล้วนา ตึงบ่อหายซักเตื้อ เราต่างคน ต่างมีความจำกัด ในการสื่อสารในภาษาของอีกฝ่ายหนึ่ง ..สิ่งเดียวที่รับรู้คือเธอกำลังทุกข์ใจ ..สิ่งที่เธอรับรู้คือ เรากำลังตั้งใจฟังเธอ พยายามเข้าใจเธออยู่ ..

ว่าด้วยเรื่องของคุณป้า ร่างท้วม ชาวลีซอหน้าตาระทมทุกข์ ... ทำใบหน้าของคนอายุ 47 กลายเป็น 74 ...ไปได้ คุณป้ามาโรงพยาบาลหลายครั้งมาก7 ครั้งได้ ในรอบ 2-3 เดือน มานี้.... ก่อนหน้านี้มาด้วย อาการป่วยด้วยโรคมากกว่า  3 อย่าง   ในครั้งเดียว... มารอบ 2 เดือนมานี้ แพทย์ส่งมาคลินิก สุขภาพจิต ...คงเพราะสำเหนียกได้ว่า ป้าแกต้องได้รบการช่วยเหลือ อย่างอื่นแล้ว... ก่อนที่ยาจะหมดโรงพยาบาล 
"ป้าเจ๊บหัว เมาหัว ต๋าลาย เจ๊บต๊อง แขนขาก่อบ่อมีแฮง นา มือนี้ชาแต๊ละ ข้าวนี่ก่อกิ๋นได้อิ๊ด ๆ(ทานข้าได้นิดหน่อย) เมื่อคืนมาก่อนองบ่อหละ(นอนก็ไม่หลับ)เป็นมาเป่นปี๋ แล้วนา ตึงบ่อหายซักเตื้อ(เป็นมาเป็นปีแล้ว ยังไม่หายซักที)"ป้าแกจู่โจมทันที่ ที่เข้ามาถึงคลินิก
"ใจเย็น ๆ นะป้านะ  เดี่ยวคุณหมอจะฟัง ทุกเรื่องที่ป้า อยากเล่าเลย ตอนนี้ ป้านั่งพักสบาย ๆ ก่อนนะ  ร้อนไหมป้า เดี่ยวจะเปิดพัดลมให้ ป้าไม่ต้องรีบ นะ"   เรายิ้มให้ ...จัดที่ให้แกนั่งสบาย ๆ เปิดพัดลม... เอาน้ำมาให้ป้าแกก็ยิ้มเขิน ๆ แล้วก็นั่งตามสบาย (โดยการนั่งชันเข่า ขึ้นหนึ่งข้างและพับอีกข้างขึ้นมาเหมือน ขัดสมาธิ นั่งท่านี้ คงสบายจริง ๆ นั่นแหล่ะ ) แกดู งง ๆ ว่าเราจะเอายังไงกับแก ...แต่ก็ดูผ่อนคลายขึ้น ยกน้ำดื่มพรวด
"ในระหว่างที่ป้านั่งพัก อยู่นี้ หมอขออ่านประวัติ ของป้านิดหนึ่งนะ เดี๋ยวเราจะได้มาคุยกัน" เรายิ้มให้  และป้าก็คอตก.. นั่งมองนั่น มองนี่ไป ..  เราก็แอบสังเกตุป้า แกเป็นหญิงวัยกลางคนที่ไม่ได้ใส่ใจ ต่อภาพลักษณ์ สวยงาม ...หรือ แม้แต่ความเป็นไปในตัว บ่งบอกว่าเป็นหญิงลีซอ มีอายุที่แต่งงานแล้ว สิ่งเดียวที่มีสีสันคือเสื้อผ้า ตามชาติพันธ์ของตัวเอง คือเผ่าลืซอ..ดูทั้งจากสภาพ และจากประวัติ เธอเหมือนถุงใส่ความทุกข์ดี ๆ นี่เอง
"ตอนนี้ป้า รู้สึกยังไง เล่าให้ฟังได้ไหมคะ"
"ปวดหัว เมาหัว คิอะไรก็ไม่เอาะ (คิดอะไรก็ไม่ออก) พอเมาหัวก่อ ต๋าลาย เจ๊บต๊องนี้เจบแต๊ ๆ ละ แขนขาก่อบ่อมีแฮง นา มือนี้ชาแต๊ละ"
และก็ต่อด้วยคำพูดแบบระบาย... บลา ๆ ๆ เราฟัง แล้วอือ ออไปด้วยพอฟังเหมือนแกจะเริ่มเล่าวนกลับมาที่เดิมแล้ว เราก็ยิงอีกคำถามหนึ่ง ..
"นี่หมอเห็นใจป้ามากเลยนะ ที่ทนทรมาณ จากการป่วยแบบนี้ มาตั้งนาน ป้าเหนื่อยไหม"
"โอ๊ย  เหนื่อยก่า คิมาก พอคิมากแล้วก่อเจ๊บหัว เมาหัว ต๋าลาย เจ๊บต๊อง แขนขาก่อบ่อมีแฮง นา มือนี้ชาแต๊ละ"

"ค่ะ  หมอเข้าใจ  แต่ป้าเชื่อไหม  ว่าอาการทั้งหลาย ตั้งแต่หัวจรดเท้า ของป้าน่ะ ที่แท้มันป่วยตรงไหน"เรายิ้ม และนิ่งรอให้แก แก ทำหน้า งง ๆ คงไม่รุ้ว่าเราจะมามุขไหน ..พลางตอบ   "เฮาก่อบ่ฮู้นะ"
"ป้า หย่าโป  (นามสมมติ) ความทรมาณจากโรค ที่ป้าว่าทั้งหมด ทั้งมวลของป้าน่ะ มาจากตรงนี้ "    เราชี้ไปที่หน้าอก ข้างซ้าย ของแก  (งง ใหญ่สิเธอ )กลัวแกคิดว่าปัญหามาจากเสื้อ เราก็เลยรีบบอก
"ปัญหา ของป้ามาจากในหัวจิตหัวใจ ของป้านี่แหล่ะ  และเท่าที่ หมออ่านจากบัตรีนี้ (opd card) กับประวัติศาสตร์การเจ็บป่วย ที่ป้าเล่าให้ฟัง หมอเข้าใจว่า ป้าคงมีอะไรในใจ  อาจเป็นความทุกข์ใจ  ไม่สบายใจ ไม่สมหวัง ป้าพอจะเล่าให้หมอฟังหน่อยได้ไหม  ว่าอะไรทำให้ป้าทุกข์ใจได้ขนาดนี้"
ป้าแกอึ้ง ครู่หนึ่ง  จากนั้น เรื่องราวชีวิตรันทด ก็พรั่งพรู รวมทั้งน้ำตาของลูกผู้หญิงชาวลีซอคนหนึ่ง ..
      เรานั่งฟัง แกพูดไป อย่างสงบฟังแกได้ระบาย ได้ ventilate จนเวลาล่วงไป ชั่วโมงครึ่ง .. ฟังแล้วก็หายสงสัย ว่าทำไมป้าแกถึงป่วยด้วย อาการกลุ่ม Somatization syndromeแบบนี้  และก็เป็นมานาน  ถ้าแกไม่ได้ ใส่ใจการเจ็บป่วย ไม่มาหาเรา แกคงได้ใช้ชีวิตแบบซึมเศร้า และไม่พ้นฆ่าตัวตาย
     เคยได้ยินน้อง ๆ แพทย์ กับพยาบาล พูดทำนอง บ่นเปรย ๆ ว่าทำไมนะ  ชาวเขาผู้หญิงเนี่ย  ถึงมา รพ.ด้วยอาการ  พวกนี้จะมารพ.บ่อย ๆ โดยไม่ได้ป่วยอะไร จริงจังซักหน่อย  พอมาแล้วกลายเป็นว่าพวกที่ป่วยจริง ๆ ไม่ได้การบริการที่เร็วพอ มานึกถึงคำเปรยนี้ ความรู้สึกมันแว๊บขึ้นมา ว่าคงมีหญิงชาวเขาไม่น้อยเช่นกัน ที่มีชะตากรรมเดียวกัน

     รวมเวลาเบ็ดเสร็จ 2ชั่วโมงกับอีก 5 นาที วันนี้จบตรงที่ ป้าแกยิ้มออกคลินิกไปด้วย ยังคราบน้ำตาติดแก้มเหมือนเด็ก ๆ  พลางยกมือไหว้ ท่วมหัว

"ป้าสบายใจขนาด อะคึโบโมะ(ขอบคุณมาก) นัก นะหมอนะ เฮาได้อู้อันตี้เฮาได้อู้ออกไปหมดแล้วอยู่บ้านบ่อใผฟังเฮาเลย เฮาตัวเบากลับบ้านไปเลย อะคึโบโมะนะหมอนะ "
เรายกมือรับไหว้ แทบไม่ทัน แต่ไม่ลืมสำทับแกไปเรื่อง  การมารับการบำบัดที่คลินิกตามนัด และการทานยา
"อย่าลืมนะป้านะ ครั้งหน้าเราจะมาฝึก คลายเครียดกัน  วันนี้ป้ากลับไป เอาเรื่องฝึกหายใจให้ได้ก่อนนะคะ"

ค่ะ case แบบนี้ หลัง ๆ นี่เหมือนจะเยอะขึ้น การพูดคุยกับหญิงลีซอไม่ได้ง่ายเลย เพราะเราต่างคน ต่างมีความจำกัด ในการสื่อสารในภาษาของอีกฝ่ายหนึ่ง ..สิ่งเดียวที่รับรู้คือเธอกำลังทุกข์ใจ ..สิ่งที่เธอรับรู้คือ เรากำลังตั้งใจฟังเธอ พยายามเข้าใจเธออยู่ ..ถ้าหลายคนได้เห็นความพยายามในการสื่อสาร ของเราทั้งคู่ คงนำขำ ว่าจะอะไรขนาดนี้

..เวลาเจอ case แม่เฒ่าชาวลีซอทั้งหลาย ก็จะนึกถึงคุณเอกมากมาย ขวัญใจหญิงชราชาวลีซอนะ เพราะว่าคุณเอกแกพูดภาษาลีซอได้ อิอิอิ