โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 มกราคม 2549 00:04 น.

   โภคิน” ปัดนำเอฟทีเอไทย-สหรัฐฯ เข้าสภา อ้างไม่มีอำนาจสั่งการ ระบุสหรัฐฯ ต้องขออนุญาตรัฐสภาเพราะระบบไม่เหมือนประเทศไทย แนะช่องทางตั้งกระทู้-ญัตติแทน ด้าน ประชาธิปัตย์ ชี้ “ทักษิณ” อย่าปัดการมีส่วนร่วม จี้เปิดเผยผลการเจรจา
       

       
       วันนี้ (14 ม.ค) นายโภคิน พลกุล ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลนำรายละเอียดของการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหรัฐฯ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้ ส.ส. และ ส.ว. มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นว่า คงไม่สามารถบอกรัฐบาลได้ แต่ถ้าสภาฯ เปิดเมื่อใดก็มีช่องทางที่สมาชิกสามารถตั้งกระทู้ หรือญัตติได้
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการนำไปเปรียบเทียบว่าสหรัฐฯ ต้องนำข้อตกลงต่างๆ ไปขออนุญาตรัฐสภาก่อนนั้น นายโภคิน กล่าวว่า เป็นเรื่องของระบบแต่ละประเทศ จึงตอบไม่ได้ว่าใครถูกใครผิด เพราะระบบของแต่ละประเทศแตกต่างกัน เช่นเดียวกับที่ไม่สามารถวิจารณ์เรื่องผลกระทบได้ แต่ถ้าไม่ฟังประชาชนก็ต้องรับผิดชอบหากเกิดความผิดพลาด
       
       เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวที่ระบุว่าอาจมีการนำข้อตกลง FTA ไทย–สหรัฐฯ ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความผ่านทางประธานรัฐสภานั้น นายโภคิน กล่าวว่า จะต้องดูก่อนว่าเข้าเงื่อนไขหรือไม่ เพราะในระบอบประชาธิปไตยมีความแตกต่างทางความคิด ฝ่ายที่สนับสนุนก็มีเหตุผลเช่นเดียวกับฝ่ายที่คัดค้าน หากมีหนทางไปสู่ศาลก็ต้องดูว่าศาลจะตัดสินอย่างไร
       
       “ผมอยากย้ำให้สมาชิกรัฐสภา ใช้ช่องทางกระทู้ และญัตติมากกว่า FTA คงไม่ใช่กฎหมาย เพราะถ้าเป็นกฎหมายต้องหมายถึงเราต้องมาออกกฎหมายภายใน แต่อันนี้คงไม่ต้องก็ต้องว่ากันไป สมัยผมเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จะนำประเทศเข้า IMF พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านบอกว่าต้องนำเข้าสภาฯ แต่พอเป็นรัฐบาลก็บอกว่าไม่ต้อง ก็เป็นอย่างนี้ ดูเอาก็แล้วกัน” นายโภคิน กล่าว
       
       ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สานต่อแนวความคิดที่จะเปิดเผยรายละเอียดการเจรจา เพราะจะเป็นประโยชน์และจะทำให้การเจรจาง่ายขึ้น กระแสต่อต้านก็ลดลง ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีโจมตีคนที่ออกมาต่อต้านว่าไม่มีความรู้นั้นไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน

       
       “ผมขอยืนยันว่ามีข้อกังวลข้อห่วงใยมาก ที่นายกรัฐมนตรีกล่าวหาว่าคนที่เคลื่อนไหวไม่รู้อะไร ไม่จริง ผมเคยเป็นอาจารย์ที่ ม.ธรรมศาสตร์ เคยมีประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา และสิทธิบัตร ผมรู้จักหลายคนที่เคลื่อนไหวอยู่ เขาสนใจติดตามเรื่องมาด้วยความห่วงใย ตั้งแต่สมัยที่นายกรัฐมนตรีทำมาหาเงินอย่างเดียว ไม่ได้สนใจเรื่องส่วนรวม เขาจึงรู้ปัญหา และที่มาที่ไปพอสมควร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
       
       นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีอาจจะอ้างความลับในการเจรจา แต่เห็นว่าการเจรจา และการมีส่วนร่วม สามารถไปพร้อมๆ กันได้ เพราะที่สุดข้อตกลงอาจมีผลกระทบต่อคนจำนวนมาก เป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบ นายกรัฐมนตรีจึงไม่ควรปฏิเสธการมีส่วนร่วม และข้อตกลงกับสหรัฐฯ หากจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญจะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา