มันจะกระไรนักหนาถ้าจะเปิดเผยกรอบการเจรจา FTA
กับประเทศต่าง ๆ
กับประชาชนทุกหมู่เหล่าที่จะต้องรับผลกระทบมากน้อยต่างกัน
โดยอาศัยเวทีรัฐสภาที่ในทางทฤษฎีแล้วถือเป็นตัวแทนของประชาชน
เพราะในทางปฏิบัติแล้วพรรคไทยรักไทยก็ครองเสียงข้างมากเด็ดขาดอยู่แล้ว
จะสั่งซ้ายหันขวาหันอย่างไรก็ได้
ถ้าโปร่งใสและมีเหตุผลอธิบายต่อสาธารณชนได้จริง ๆ
อย่างที่พร่ำพูดออกมาจะไปกลัวอะไร
การใช้รัฐสภาเป็นเวทีเปิดเผยและให้ฉันทมติอนุมัติยังเป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
2540 มาตรา 224 อย่างเคร่งครัด
ที่พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตรบอกว่าไม่ต้องผ่านรัฐสภาเพราะรัฐสภาไม่มีผู้เชี่ยวชาญ
และไม่มีกฎหมายบังคับนั้น
เฉพาะในประเด็นหลังต้องขอให้กลับไปเปิดรัฐธรรมนูญ 2540
ใหม่อีกครั้ง
มาตรา 224
บัญญัติไว้ดังนี้
“พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ
สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศ
หรือกับองค์การระหว่างประเทศ
“หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา
โปรดพิจารณาวรรคสอง
โดยเฉพาะตรงที่ “เซี่ยงเส้าหลง” ขีดเส้นใต้ไว้
เคยมีข้อโต้เถียงกันมาแล้วครั้งหนึ่งในยุควิกฤตเศรษฐกิจช่วงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ครั้งที่
2 ปี 2540 – 2543 ว่าการทำหนังสือแสดงเจตจำนงในการดำเนินนโยบาย หรือ
LOI – Letter of Intend ที่นำประเทศเข้าไปปฏิบัติตามเงื่อนไขของ IMF
หรือองค์การโลกบาลอื่น ๆ ที่ต้องมีการร่างกฎหมายให้เป็นไปตาม
เป็นการถูกต้องแล้วหรือที่รัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
สามารถดำเนินการได้โดยลำพัง โดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา
เป็นการก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติหรือไม่
?
เพราะเข้าลักษณะเปลี่ยนแปลงขอบเขตอำนาจรัฐ –
เป็นของเขตอำนาจรัฐในทางเศรษฐกิจ !
เรื่องนี้เคยขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยโดยเสียงข้างมากว่า
รัฐบาลสามารถทำได้ก็ตาม
แต่ก็มีคำวินิจฉัยเสียงข้างน้อยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่ารับฟัง
สมควรนำมาพิจารณา
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยในยุคนั้นวินิจฉัยว่า…
คำว่า “เขตอำนาจรัฐ” ตามความในมาตรา 224 นั้น
มิได้มีความหมายครอบคลุมเพียง “อาณาเขตทางกายภาพ” หากแต่ครอบคลุมทั้ง
“เขตอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรม”
ด้วย
“แม้การจัดทำหนังสือแสดงเจตจำนง
จะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร
แต่การยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงโดยมีเงื่อนไขในการตราพระราชบัญญัติ
ย่อมเป็นการก้าวล่วงเข้าไปสู่ปริมณฑลแห่งอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ
…
“รัฐบาลต้องนำหนังสือแสดงเจตจำนงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน”
FTA ก็เข้าลักษณะเดียวกัน
เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลง
“เขตอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรม” ของรัฐ !
FTA
ทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายในหลายกรณี
เรื่องนี้สำคัญมาก
เพราะในกรณี FTA นี้
รัฐบาลไทยได้มีการลงนามและอยู่ระหว่าการเจรจากับหลายประเทศ อันได้แก่
ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน เปรู อินเดีย สหรัฐอเมริกา บาห์เรน
กลุ่มประเทศ BIMST-EC (พม่า อินเดีย บังคลาเทศ ศรีลังกา ภูฐาน
และเนปาล ) กลุ่มประเทศ EFTA (สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์
และไอซ์แลนด์)
นอกจากนี้ยังมีประเทศและกลุ่มประเทศที่อยู่ในระยะเริ่มต้น
หรืออยู่ในขั้นการศึกษาความเป็นไปได้อีก ได้แก่ ปากีสถาน ชิลี
เม็กซิโก แคนาดา สหภาพยุโรป แอฟริกาใต้ เมอร์โคซูร์ อาเซียน-ญี่ปุ่น
อาเซียน-เกาหลี และอาเซียน-อินเดีย
นานาอารยะประเทศไม่มีใครเขายกอำนาจนี้ให้กับฝ่ายบริหารโดยลำพัง
แต่ให้ผ่านรัฐสภา
กรณีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็ได้แก่สหรัฐอเมริกา
•
รัฐบาลต้องยื่นหนังสือแสดงความจำนงต่อสภา 90 วันก่อนมีการเจรจา
• ต้องมีเวลา 90
วันก่อนที่ข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้
• หากข้อตกลง FTA
ส่งผลให้มีการแก้กฎหมายภายใน ต้องมีการนำเรื่องเข้าสู่สภา 60
วันหลังจากที่ข้อ
ตกลงมีผลบังคับใช้แล้ว
•
หากข้อตกลงเกี่ยวข้องกับเรื่องสินค้าเกษตร
ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาด้วย
กรณีของออสเตรเลียก็เช่นเดียวกัน…
รัฐบาลก็ยังต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติจากรัฐสภาเสียก่อนที่รัฐบาลจะลงนามในข้อตกลง
FTA ทุกครั้ง
แต่สำหรับรัฐบาลไทย
ดูเหมือนว่าการเจรจา FTA ดำเนินการกันในวงแคบ ๆ
ในขณะที่ผู้ที่มีส่วนได้เสีย
หรือภาคประชาชน
ตลอดจนรัฐสภาแทบไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้และตัดสินใจแม้แต่น้อย
การทำ FTA
ของไทยที่ผ่านมาและอยู่ระหว่างการเจรจานั้น
กลุ่มที่ได้ประโยชน์ก็คือ…
กลุ่มผู้ส่งออกที่สามารถแข่งขันได้อยู่แล้ว
เช่น ยานยนต์ สิ่งทอ
อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ในขณะเดียวกัน
ผู้ที่เสียผลประโยชน์ก็คือกลุ่มผู้ผลิตสินค้าที่แข่งกับสินค้านำเข้า
รวมทั้งกลุ่มที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูป จากต่างประเทศ
ตั้งแต่ผู้ประกอบการไปจนถึงเกษตรกร
ซึ่งพอจะแยกเป็นแต่ละกรณีได้ดังนี้
ในกรณีของออสเตรเลีย….
กลุ่มสิ่งทอ ยานยนต์
อิเล็กทรอนิกส์
และกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคมของไทยน่าจะได้ประโยชน์จากการขยายตลาดการส่งออกและการลงทุนใน
ออสเตรเลีย
ในขณะเดียวกัน
ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบและต้องแข่งขันรุนแรงมากขึ้นจากการทำ FTA
กับออสเตรเลีย ได้แก่ เกษตรกร ปศุสัตว์ โชห่วย
รวมถึงผู้ประกอยการให้บริการด้านวิชาชีพ ทั้งในด้านก่อสร้าง
ธุรกิจให้คำปรึกษา
เขตการค้าเสรีไทยกับออสเตรเลีย เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่
1 มกราคม 2548 ผลปรากฏว่า 7 เดือนแรก (มกราคม – กรกฎาคม)
ไทยขาดดุลการค้ากับออสเตรเลีย 251.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
คือ ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น
230 %
ในกรณีของจีน…
ผู้ส่งออกยางพารา
มันสำปะหลัง ข้าว ชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์
รวมไปถึงสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์บางรายการ
จะได้รับประโยชน์จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น
แต่ยังมีอุปสรรคอีกมากในการตรวจสอบอย่างเข้มงวดสินค้าเกษตรของไทยที่ส่งไปยังจีน
กลุ่มที่เสียประโยชน์ที่สำคัญก็คือ
เกษตรกรผู้ปลูกผักและผลไม้ กลุ่มธุรกิจก่อสร้าง
และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตโดยอาศัยแรงงานเป็นสัด
ส่วนสำคัญของทุน
7
เดือนแรกของปี 2548 ปรากฏว่าไทยขาดดุลการค้าให้กับจีนไปแล้วทั้งสิ้น
1,572 ล้านเหรียญสหรัฐ
คิดเป็นการขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นถึง
186 %
ในกรณีของญี่ปุ่น…
กลุ่มที่ได้ประโยชน์ก็คงได้แก่กลุ่มชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ในประเทศ
ในขณะที่สินค้าประมง เกษตร
ก็ยังเป็นที่น่าเป็นห่วงในเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบอื่น ๆ
ที่ไม่ใช่ภาษี
ส่วนในกรณีของสหรัฐอเมริกาที่กำลังเจรจากันอยู่….
ผู้ประกอบการจากสหรัฐอเมริกาได้สิทธิประโยชน์ภายใต้สนธิสัญญาไมตรีอยู่แล้ว
แต่เมื่อการเจรจาครอบคลุมถึงภาคการเกษตร และบริการด้วย
กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบในประเทศไทยคือ
เกษตรกรบางกลุ่ม เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง เป็นต้น
รวมถึงผู้ประกอบการภาคบริการ
โดย เฉพาะภาคการเงินการธนาคาร การประกันภัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเวชภัณฑ์ที่จะมีหลายรายการที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสิทธิบัตรยา
ประเด็นสินค้าเวชภัณฑ์เป็นเรื่องใหญ่ในการเจรจา
FTA กับสหรัฐอเมริกา
มหาอำนาจผลักดันการค้าเสรี
ก็เพื่อให้มีการลดภาษีระหว่างกันจนที่สุดไม่มีภาษีระหว่างประเทศต่าง ๆ
ในโลกภายใต้กรอบ WTO
แต่ก็เพราะเงื่อนไขการแข่งขันระหว่างคนตัวเล็กกับคนตัวใหญ่
ถึงอย่างไรฝ่ายตัวเล็กจะเสียเปรียบแน่ ดังนั้นการเจรจากรอบ WTO
จึงไม่คืบหน้าเท่าที่ควร ไม่เพียงเท่านั้น
ในการประชุมแทบทุกครั้งจะมีการประท้วงอย่างรุนแรงเสมอมา
จึงมีการผลักดันให้มีการเจรจาเปิดการค้าเสรีแบบสองต่อสองหรือทวิภาคี
ในรูปแบบ FTA ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าของกรอบใหญ่
บังเอิญที่ประเทศไทยเราโดยรัฐบาลชุดนี้ กระสันอยากจะเปิด FTA
กับบรรดายักษ์ใหญ่ต่าง ๆ เสียเหลือเกิน
เรื่องสิทธิบัตรยานั้น
สหรัฐอเมริกาหงายไพ่มาเลยว่าต้องการเงื่อนไขมากกว่ากรอบ WTO
โดยไทยต้องขยายความคุ้มครองสิทธิบัตรยาจาก 20 ปีเป็น 25
ปี
ซึ่งเป็นไปตามข้อเรียกร้องของบริษัทวิจัยยา
ภาคธุรกิจยา
และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีตัดแต่งพันธุกรรมชั้นนำของสหรัฐอเมริกา
โดยปกติการคุ้มครองสิทธิบัตรให้กับผู้คิดค้นเขาจะมีระยะเวลาการคุ้มครองระยะหนึ่งมิฉะนั้น
บริษัทผู้คิดค้นก็จะเสียเปรียบ
และจะทำลายวงการวิจัยและพัฒนาเวชภัณฑ์ไม่ให้เติบโตก้าวหน้า ในระยะ 20
ปีจึงห้ามใครผลิตแข่งในสูตรยาดังกล่าว และในยี่ห้อดังกล่าว –
นี่เป็นกติกาทั่วไปของโลก
แต่สำหรับรอบนี้
สหรัฐอเมริกาเขายื่นข้อเสนอมาเลยว่าให้ขยายจาก 20 ปีเป็น 25 ปี
ความได้เปรียบทางการเงินและเทคโนโลยีที่เหนือกว่าไทยหลายขุม
จะทำให้เขาครอบงำตลาดยาของบ้านเราได้อย่างง่ายดาย
โรงงานผลิตยาอย่างองค์การเภสัชกรรม
ที่เคยผลิตยาถูก ๆ โดยส่วนหนึ่งผลิตยาที่หมดอายุสิทธิบัตรคุ้มครอง
ก็จะผลิตแข่งไม่ได้
ทำได้เฉพาะพวก ยาแดง
ทิงเจอร์ พาราเซตตามอล ฯลฯ ไปตามมีตามเกิด
แรงบีบของมหาอำนาจทุนนิยม
ผ่านการเจรจา FTA แท้จริงแล้วก็คือผลประโยชน์ล้วน ๆ
ไม่มีเรื่องมนุษยธรรม
หรือความเป็นธรรมใด ๆ มาเกี่ยวข้องเลย
ยาเป็น 1 ในปัจจัย
4
ตลาดยารักษาโรค เป็นตลาดที่ใหญ่มาก เฉพาะในประเทศก็ร่วม 5
หมื่นล้านบาท/ปี ในจำนวนนี้เป็นยาที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศประมาณ
70 % หรือ 3.5 หมื่นล้านบาท
ที่เหลือ
เป็นยาที่ผลิตในประเทศ จากองค์การเภสัชกรรม และ โรงงานยาเอกชน
กติกาใหม่ที่โลกตะวันตกพยายามให้เราบังคับใช้ก็คือ
การเปิดเสรี ไม่ให้มีการอุ้ม
ให้ยกเลิกระเบียบบังคับโรงพยาบาลของรัฐซื้อยาของรัฐวิสาหกิจ
ก็เลยมีข้อสมมติฐานออกมาว่า
ต่อไปหากเกิดมีการบังคับไม่ให้รัฐมาอุ้มองค์การเภสัชฯ
เกิดมีฝรั่งมาบังคับให้ประเทศไทยยกเลิกระเบียบให้โรงพยาบาลหลวงสั่งซื้อยาจากองค์การเภสัชฯ
ได้สำเร็จ ก็คือ ให้เปิดตลาดยาเสรีเต็มที่
เมื่อนั้น
องค์การเภสัชกรรมต้องเป็นอันเจ๊งอย่างแน่นอน !
นโยบายแปรรูปองค์การเภสัชกรรมอย่างเร่งด่วนจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำควบคู่กันไปกับการเจรจา
FTA
ปัญหาของโลกยุคใหม่
โดยเฉพาะโลกที่มหาอำนาจกำลังแผ่ขยายอำนาจทางด้านสิทธิบัตรยามาสู่โลกที่สาม
มีแนวโน้มทำให้ประชาชนต้องใช้ยาแพงขึ้น
ขณะที่มีภยันตรายจากโรคระบาดใหม่ ๆ มากขึ้นอย่างชัดเจนนั้น
ประเทศไทยจะต้องกำหนดท่าทีในเรื่องการบริการด้านสาธารณสุขให้ชัดเจน
โดยหลักการก็คือจะต้องมีกลไกของตัวเองที่เป็นอิสระอย่างเต็มที่
เพื่อทำให้เกิดการถ่วงดุล ดึงราคายาพื้นฐานไม่ให้แพงเกินไป
และที่สุดแล้ว
ต้องพร้อมที่จะเป็นโรงงานผลิตยาแบบฉุกเฉิน
หากบังเอิญเราประสบภัยโรคระบาดอย่างรุนแรง
จะได้ผลิตยาสูตรดังกล่าวเองโดยไม่ต้องแยแสเจ้าของสิทธิบัตร
ปัญหาลักษณะนี้เคยคำนึงกันในการเจรจา
FTA หรือไม่
แน่นอนว่าคุณภาพของสมาชิกรัฐสภาบ้านเราเมื่อเทียบกับนานาอารยะประเทศยังไม่ถึงกับดีเลิศ
แต่การใช้เวทีนี้เป็นที่ถกและอนุมัติ FTA
ข้อดีอย่างน้อยที่สุดคือทำให้ประเด็นในการเจรจาเปิดเผยสู่สาธารณะโดยอ้อม
เป็นกุศโลบายในกระบวนการสร้าง
“ปัญญาสาธารณะ” ขึ้นมา
ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตรจริงใจจริง ๆ ที่พูดออกมาว่าการคัดค้าน FTA
ของภาคประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นผลดี
ทำให้ผู้แทนไทยมีข้อต่อรองมากขึ้น
เวทีรัฐสภาก็จะยิ่งเป็น “ข้ออ้าง” และ “ข้อต่อรอง”
ที่มีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน