ธรรมาภิบาลหรือการบริหารงานที่ดี (Good Governance)ต้องมีเป้าหมายชัดเจนและมีนโยบายบริหารทรัพยากรทุกอย่างที่มีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุด ใช้เวลาน้อยที่สุด และใช้จ่ายน้อยที่สุด</p> ทรัพยากรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ทรัพยากรมนุษย์และทรัพยากรทรัพย์สิน ที่สำคัญคือทรัพยากรมนุษย์ เพราะเป็นฝ่ายใช้ทรัพยากรทรัพย์สินตามความรู้ ความสามารถ อุดมการณ์และการตัดสินใจของแต่ละคน การบริหารทรัพยากรมนุษย์จึงต้องยืดหยุ่นภายใน 3 เกณฑ์ คือ เกณฑ์จำเป็น เกณฑ์เสริม และเกณฑ์ส่งเสริม
การบริหารงานที่ดีของรัฐบาล (Good Governace for a Good Goverment)รัฐบาลที่ดีต้องใช้ทั้ง 3 เกณฑ์ โดยผสมผสานกันอย่างเหมาะสมด้วยคุณธรรมความพอเพียง คือ
1. เกณฑ์จำเป็นต้องออกกฎหมายที่กระตุ้นให้พลเมืองขยันขันแข็งทำงาน โดยมุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เพื่อเศรษฐกิจมั่งคั่งและความมั่นคงปลอดภัยของชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมอย่างเพียงพอมิให้ความขยันขันแข็งของใครมีผลกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้อื่นโดยเขาไม่ยินยอมเบื้องหลังของกฎหมายก็คือ ต้องสมมุติ ว่าทุกคนเห็นแก่ตัว ผู้รับผิดชอบด้านกฎหมายทุกฝ่าย คือ ผู้ออกกฎหมาย ผู้รักษากฎหมายและผู้ชี้ขาดกฎหมาย ในหน้าที่ของแต่ละฝ่ายต้อง สมมุติ ทุกคนเห็นแก่ตัวจึงต้องใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการเห็นแก่ตัวของทุกคนโดยไม่ไว้หน้า โดยถือว่าใครก็อยากใช้ช่องโหวเพื่อเอาเปรียบผู้อื่นได้ทั้งสิ้น ถ้ากฎหมายมีช่องโหว่ กฎหมายก็อ่อนแอและขาดความศักดิ์สิทธิ์แต่ถ้ากฏหมายเคร่งครัดเกินจำเป็นก็จะละเมิดสิทธิของประชาชน
2. เกณฑ์เสริมรัฐบาลที่ดีจะต้องเสริมกฎหมายด้วยศาสนา ไม่ใช่เพียงแต่ส่งเสริม โดยถือว่าคำสอนของศาสนาเป็นส่วนเสริมที่จำเป็นสำหรับคุณภาพชีวิตของพลเมือง ซึ่งจะมีผลต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของชาติ ในสมัยก่อนหลายรัฐบาลจึงเอาคำสอนศาสนามาเป็นเกณฑ์จำเป็น คือ เอาศีลธรรมของศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือออกเป็นกฎหมายของชาติเสียเลย แต่ในปัจจุบันไม่นิยมทำกันเพราะมักจะมีปัญหากับชนกลุ่มน้อยที่มีศาสนาของตนเอง จึงนิยมใช้เป็นเกณฑ์เสริม คือไม่เพียงแต่ส่งเสริม แต่ออกกฎหมายเสริมเพื่อคุ้มครอง และช่วยศาสนาที่รัฐบาลรับรู้ให้สามารถใช้ศักยภาพของแต่ละศาสนาให้เต็มที่ในการอบรมสั่งสอนตามคติของแต่ละศาสนา ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีนโยบายให้ศาสนาต่างๆ ได้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันและร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ อย่างไรก็ตามเนื่องจากในปัจจุบัน มีผู้ประกาศตัวไม่นับถือศาสนาใดเลยหรือนับถือศาสนาเป็นส่วนตัว ไม่เข้ากลุ่มศาสนาใดทั้งสิ้นจึงต้องมีเกณฑ์ที่ 3 เบื้องหลังของนโยบายศาสนาก็คือคนส่วนมากเชื่อและหวังชีวิตที่ดีในโลกหน้าเรียกว่าศรัทธา เมื่อศรัทธาแล้วก็พร้อมที่จะเสียสละตามระดับของศรัทธาถึงขนาดชีวิตก็ยอมพลีได้โดยง่าย
3. เกณฑ์ส่งเสริมถ้ามีเพียงกฎหมายและศาสนาเท่านั้น ก็ยังอาจจะมีจุดอ่อนในสังคมอีกมากที่อาจจะส่งเสริมได้โดยส่ งเสริมให้มีการจัดตั้งสมาคมอิสระที่มีอุดมคติ จะทำอะไรก็ได้ที่กฎหมายบ้านเมืองและองค์การศาสนาของชาติครอบคลุมไม่ถึง หรือถึงแต่อ่อนฝึกให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับผิดชอบ สมาคมอาจจะมีอุดมคติสนับสนุนบางแง่ของกฎหมายหรือของศาสนาก็ได้แต่จะต้องไม่ขัดแย้งกฎหมายและศาสนาของชาติ สมาคมอาจจะรวมถึงองค์การศาสนาที่ยังไม่ได้รับการรับรู้ จากรัฐบาลก็ได้ รัฐบาลมีหน้าที่ออกกฎหมายคุ้มครองให้อยู่ ในกรอบของกฎหมายและไม่ละเมิดประเพณีอันดีงาม ตลอดจนให้ความคุ้มครองให้ทำงานตามอุคติได้โดยสะดวก และส่งเสริมให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ควรเป็นภาระด้านการเงินแก่รัฐบาลโดยไม่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้ตั้งสมาคมเป็นฉากบังหน้าหาผลประโยชน์แทนเสียสละเพื่ออุดมคติ เบื้องหลังของนโยบายนี้ก็คือ บางคนอาจจะมีศรัทธาต่อศาสนาใดแล้ ว หรือยังไม่มีศาสนาใดในใจเลยก็ตาม ก็อาจจะมีจิตสำนึกด้วยเหตุผลส่วนตัว เรียกว่าจิตสำนึกในหน้าที่ (Duty Call) คือ รู้สึกว่าเกิดมาเป็นคนทั้งทีมีหน้าที่ต้องทำอะไรฝากไว้ในประวัติศาสตร์ให้คนสรรเสริญแม้ตัวตายไปแล้ว นี่เป็นเพียงตัวอย่าง การบริหารงานที่ดีทุกระดับและทุกด้าน พึงหาความพอเพียงและพอดีระหว่าง 3 เกณฑ์อย่างเหมาะสม สามัคคีธรรมก็จะเกิดขึ้นและธำรงอยู่โดยอัตโนมัติ
