มนุษย์ทำอะไรย่อมมีเป้าหมายของตนเอง
มนุษย์เรามีส่วนเหมือนสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายตรงที่ว่า ทำอะไรมีเป้าหมายที่มาจาก สัญชาตญาณ คือไม่ได้คิดเอง แต่ธรรมชาติผลักดันให้ทำเพราะมีเป้าหมายตามสัญชาตญาณ เพื่อเอาตัวรอดและการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ เช่น การกิน อยู่ หลับนอน สืบพันธุ์ เป็นต้น นอกเหนือไปจากนั้นมนุษย์ยังมีเป้าหมายจากใจของตนเองซึ่งจะแตกต่างกันไปตามบุคคล เมื่อมนุษย์รู้เป้าหมายแล้วไม่ว่าจะมาจากสัญชาตญาณหรือจากใจของตนเอง มนุษย์เรามีเสรีภาพตัดสินใจเลือกว่าจะเดินตามหรือไม่ก็ได้ ซึ่งสัตว์เดียรัจฉานไม่สามารถกระทำได้ ความสำนึกอย่างนี้เรียกว่า มีมโนธรรม
นักศึกษามานั่งในห้องบรรยายเพราะสัญชาตญาณผลักดันให้มาใช่ไหม เพราะสนุกและให้ความพอใจมากที่สุดจึงพากันมานั่งในห้องนี้ใช่ไหม ถ้าไม่ใช่ก็ขอให้คิดดูว่ามานั่งในห้องนี้เพื่ออะไร เพื่อสอบผ่านใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นการสอบผ่านก็เป็นเป้าหมาย (end) ของการมานั่งในห้องนี้และการนั่งในห้องนี้ก็คือวิถี (means) ไปสู่เป้าหมายของมัน ถามต่อไปว่าจะสอบผ่านไปทำไมยังตอบได้ว่าเพื่อได้หน่วยกิต ดังนั้นการสอบผ่านจึงเป็นเพียงเป้าหมายเฉพาะกิจ นั่นคือเป็นเป้าหมายของวิถีที่ต่ำกว่า และในขณะเดียวกันก็เป็นวิถีสู่เป้าหมายที่สูงกว่า ถามต่อไปได้ว่าได้หน่วยกิตเพื่ออะไร เพื่อได้ปริญญา เพื่อได้งานทำดีๆ เพื่อได้เงินมากๆ เพื่อหาความสะดวกสบายในชีวิต เหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายเฉพาะกิจทั้งสิ้น
ครั้นถามว่าอยากได้ความสะดวกสบายในชีวิตไปทำไม บางคนตอบต่อไปไม่ได้แล้วเพราะนั่นเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเขา (final, end) แต่บางคนยังตอบต่อไปได้ เช่น เพื่อมีโอกาสปฎิบัติศาสนกิจ เพื่อบรรลุ สวรรค์หรือนิพพาน (ตามความเชื่อของแต่ละศาสนา) ถ้าจะถามต่อไปว่าอยากไปสวรรค์หรือนิพพานเพื่ออะไร ก็จะตอบต่อไปไม่ได้ แล้ว มันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของผู้มี ศาสนาในใจจึงเห็นได้ว่าเป้าหมายสุดท้ายของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนก็จบลงแค่ความสะดวกสบายในโลกนี้ อยากกินอะไรได้กิน อยากทำอะไรได้ทำ อยากเที่ยวที่ไหนได้เที่ยว นอกจากนั้นไม่ สนใจ เรากำหนดคนประเภทนี้ ว่าในใจห้องขวาของเขามีอภิปรัชญาแบบสสารนิยม (Materialism) หรือธรรมชาตินิยม (Naturalism) นั่นคือไม่เชื่อว่ามีชีวิตเหนือธรรมชาติ หรือชีวิตหลังความตาย
ธรรมชาตินิยมต่างกับสสารนิยมตรงที่เชื่อว่ามีจิตซึ่งเป็นองค์ประกอบของมนุษย์ สัตว์และพืช แต่จิตไม่ใช่วิญญาณอมตะ จิตแบบนี้จะสลายตัวไปพร้อมกับความตาย ส่วนสสารนิยมเชื่อว่าจิตไม่มี ที่เรียกว่าจิตนั้น คือพลังของสสารซึ่งผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ทึกทักเอาว่าเป็นจิตหรือวิญญาณ