แนวทางการลดปัญหาความยากจนในภาคเกษตรกรรม(๑๓): การศึกษาเพื่อความเป็นไท

ผมคิดว่า ความรู้ และปัญญาน่าจะเป็นตัวเชื่อมประสานได้ดีที่สุด ดังปณิธานของ สคส “การจัดการความรู้ทุกหย่อมหญ้า” ที่จะต้องพัฒนาความรู้ทั้งนอก และในระบบ เพื่อความเป็นไท

ประเด็นที่ผมเสนอไว้ในการแก้ปัญหาการเดินทางเข้าค่ายกล โง่-จน-เจ็บ และ กับดักทางเศรษฐกิจและสังคม ก็คือ

  • การลด อวิชชา
  • และสร้างปัญญาให้เกิดแก่คนทั่วไป
  • เพี่อเป็นเกราะป้องกันตัวเอง ทั้ง ๒ เรื่อง ดังกล่าวข้างต้น  

การสร้างปัญญาและลดอวิชชา ที่ผมคิดออกตอนนี้ ก็น่าจะเป็น

การพัฒนาการศึกษา เพื่อความเป็นไท

ที่จะทำให้ทุกคนมีความรู้ที่จะอยู่รอดได้ในสังคมที่

  • ไม่ค่อยมีมิตรแท้สักเท่าไหร่ และ
  • ทุกคนก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอด แล้วแต่จะคิดออก
  • จะเหยียบใครบ้างก็ถือเป็นเรื่อง เวรกรรม
  • จึงทำให้คนส่วนใหญ่ของสังคม ที่มี แรงน้อย แขนสั้น” “ขาสั้น  อยู่ในภาวะลำบาก
  • ไม่สามารถแข่งกับใคร และ
  • เป็นเบี้ยล่างของสังคม และ
  • เป็น เหยื่อ ให้กับระบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก  
  • และปลาเล็กทั้งหลายก็แค่ฝันว่าจะต้องทำตัวให้เป็นปลาใหญ่
  • ที่จะกินปลาตัวอื่นๆที่เล็กกว่าได้  

วิธีคิดแบบนี้ ไม่ทำให้มีเพื่อน และไม่เกิดสังคมที่เป็นสุข แน่นอน

    • เราจะเดินแบบนี้ต่อไป ได้นานแค่ไหน
    • ที่ปลาเล็กจะเหลือให้ปลาใหญ่กิน
    • หรือ ว่าเราถือว่าปลาเล็กก็เป็นเหยื่อธรรมชาติ ไปสนใจทำไม  

แต่ มีใครเคยคิดไหมว่า ปลาเล็กก็มีสิทธิ์มีชีวิตที่มีคุณภาพได้เหมือนกัน

ไม่ใช่แค่เกิดมาเพื่อเป็นเหยื่อปลาใหญ่ เพียงประการเดียว  

แล้ว เรามีทางเลือกอย่างไร ครับ

  • เราก็ต้องมาร่วมกันคิด ว่าเราจะอยู่รอด ไปด้วยกันได้อย่างไร
  • พึงพากัน โดยไม่คิดว่าใครเป็นเหยื่อของใคร

แล้วควรจะเริ่มตรงไหน

  • ผมคิดว่าต้องทำให้ทุกคน ทุกภาคส่วนเป็นเพื่อนกัน
  • และหาวิธีที่จะอยู่ร่วมกันได้ อย่างดีที่สุด ได้อย่างไร  
  • และผมคิดว่า ความรู้ และปัญญาน่าจะเป็นตัวเชื่อมประสานได้ดีที่สุด
  • ดังปณิธานของ สคส การจัดการความรู้ทุกหย่อมหญ้าที่จะต้องพัฒนาความรู้ทั้งนอก และในระบบ เพื่อความเป็นไท  

แล้วจะพัฒนาและจัดการความรู้แบบไหนดีล่ะครับ  

ผมคิดว่าจะต้องประสานความรู้แบบ

 

ไม่หลงของเก่า ไม่เมาของใหม่ เป็นหัวใจของการพัฒนา

  • ที่แปลว่า การพัฒนาความรู้ และการศึกษา จะต้องประสาน ความรู้และการทำงานในระดับท้องถิ่น และ ทางวิชาการ
  • การพัฒนาแบบหนุนฐาน ผสมกับการต่อยอดความรู้ และปัญญา
  • เน้นการศึกษาวิจัยที่ทำให้เกิดผลการพัฒนา ทั้งในระดับท้องถิ่น และนโยบาย
  • ทำงานสอนเลียนแบบการวิจัยเชิงประจักษ์ ที่ผสมผสานกับการวิจัยเชิงวิชาการ
  • การทำงานพัฒนาการศึกษาเพื่อพัฒนา ทั้งทรัพยากร และสังคมไปพร้อมๆกัน
  • พัฒนาการศึกษาทั้งจิตวิญญาณและเทคโนโลยีที่สอดคล้องกัน
  • สนับสนุนการพัฒนาการศึกษาเพื่อระดับชุมชนและระดับประเทศอย่างสอดประสานกัน
  • ศึกษาเพื่อการพัฒนาทั้งระดับปัจเจก และสังคมให้เป็นเนื้อเดียวกัน
  • ทำงานการเรียนการสอนทั้งเน้นสภาพคามเป็นจริง และฐานคิดทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
  • เน้นการสนับสนุนการเรียนรู้ทั้งเชิงปฏิบัติและเชิงหลักการ  

การทำงานพัฒนาการศึกษาแบบนี้ จะทำให้เกิดการประสานแนวคิด ที่ทำให้เกิดการพัฒนาการศึกษาเพื่อ ความเข้าใจกัน และเพื่อความเป็นไท ได้ในหลายๆรุปแบบ

เช่น 
  •   แนวคิดของการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น
  • การวิจัยในชุมชน
  •  การพัฒนาศูนย์เรียนรู้
  • การสนับสนุนการเกิดและการขยายตัวของครูชุมชน
  •  การพัฒนากลุ่มและเครือข่ายของการเรียนรู้   ที่เป็นทำงานแบบพันธมิตร อิงระบบ และจัดการความรู้ในชีวิตจริง (KM ธรรมชาติ) ที่เป็นหลักคิดของมหาชีวาลัยอีสาน  

แต่ในทางปฏิบัตินั้น ควรจะทำได้อย่างไร

 

  •       เราต้องหาแนวร่วมในการทำงาน ที่เป็นจริงในทุกระดับ
  •         ต้องขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ ที่หลากหลาย 
  •     ต้องเชื่อมโยงกับฝ่ายแผนและนโยบาย เพื่อให้ทรัพยากรในการทำงานและ แรงส่ง ให้กระบวนการเร็วขึ้น  

การทำงานการศึกษา และการพัฒนาแบบนี้น่าจะส่งผลถึงการศึกษาเพื่อชีวิต เพื่อความเป็นไทได้ครับ

 

ปรมาจารย์ด้าน "การศึกษา" (การพัฒนาคน) มีความเห็นว่าอย่างไรครับ

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 
  • ยังอยู่ในวัฏสงสารคะอาจารย์
  • โง่-จน-เจ็บ..นี่เลี่ยงไม่ได้จริงๆคะ
  • อาจารย์เป็นตัวอย่างที่ดีในการทำให้ดู...ไม่ใช่จำแต่สิ่งที่สอนคะ
  • ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆนะคะอาจารย์
เขียนเมื่อ 
  • สวัสดีครับท่านอาจารย์
  • ที่จริงในแต่ละชุมชนมีปัจจัยพื้นฐานที่เป็นจุดแข็งมากมาย และก็มีคนที่เป็นต้นแบบของการใช้จุดแข็งเพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตอย่างสร้างสรรค์มากพอสมควร และตอนนี้พวกเขาเหล่านั้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในสถานะของเพชรเนื้อดีที่(แทบ)ไม่มีใครมองเห็น ซึ่งหากสถานศึกษา(นับตั้งแต่โรงเรียนประถมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย) ให้ความสำคัญกับพวกเขา  โดยการไปสืบเสาะแสวงหา ไปให้ความสำคัญ ไปร่วมเรียนรู้ แล้วเอามาขึ้นทำเนียบ ยกย่องเชิดชูเกียรติในฐานะภูมิปัญญาชาวบ้านของชุมชน (ถือเป็นการสร้างเครือข่ายไปในตัว) พวกเขาเหล่านี้ก็พร้อมที่จะเป็นสมาชิกเครือข่ายที่เปี่ยมพลัง สามารถร่วมปฏิบัติการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อพึ่งตนเองได้อย่างกว้างขวาง (ปกติคนเหล่านี้ก็มีพลังอยู่ในตัวเองมากอยู่แล้ว  แต่หากได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นโดยเฉพาะสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแล้ว  ก็จะยิ่งมีพลังเพิ่มขึ้นอีกอย่างประมาณมิได้) ซึ่งโคกเพชรได้ลงมือบ้างแล้ว และเห็นประจักษ์ชัดว่าพวกเขาเป็นพลังที่แกร่งแท้และเป็นของจริงครับ
  • เครือข่ายในลักษณะดังกล่าวนี้  ผมพอมีอยู่บ้างในพื้นที่  กะว่าจะขออนุญาตพาไปขอความรู้กับท่านอาจารย์เมื่อมีโอกาสนะครับ  หวังว่าท่านอาจารย์คงพอให้ความอนุเคราะห์ได้สักครั้งนะครับ
  • สวัสดีครับ
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะอาจารย์

      ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณอาจารย์ที่ให้ข้อมูลที่เป็นความรู้ค่ะ  และเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยค่ะ

      การศึกษาจะต้องปลูกฝังให้บุคคลยึดมั่นในความสุจริต  ความยุธติธรรม  และความเสมอภาคในสังคมค่ะ

     ขอช่วยเป็นกำลังใจในการทำงานค่ะ

     

PPP

ขอบคุณครับ

ผมคิดว่าจุดแข็งเรามีมากครับ

แต่

  • ยังใช้ไม่หมด
  • ยังใช้ไม่เต็มที่
  • ยังใช้ไม่ถูกเรื่อง
  • ยังไม่รู้

เราต้องเริ่มจากจุดนี้ครับ

ผมจึงคุยกับคุณเม้งเรื่องนี้ประจำว่า

การจัดตั้งสำนักงานปราชญ์ ที่มีโครงสร้างอ่อนตัว ทำงานง่าย น่าจะเป็นจุดเริ่มที่ดี

และใช้บทเรียนความผิดพลาดที่ผ่านมานำทางในการป้องกัน และแก้ไขปัญหา

ตอนนี้ปราชญ์ของเราก็ไม่โต เพราะถูกเก็บไปไว้บนแจกันเกือบหมดแล้ว

ไม่มีเวลาติดเมล็ด งอกราก

วันๆก็รอคนมากราบไหว้บูชา แห้เหี่ยวไปก็ลงถังขยะ

 

เราจะต้องคิดใหม่ ทำใหม่

ไม่ใช่

คิดใหม่ ทำเหมือนเดิม

อย่างที่เป็นมาครับ

หมายเลขบันทึก

127399

เขียน

12 Sep 2007 @ 16:53
()

แก้ไข

03 May 2012 @ 11:02
()

สัญญาอนุญาต

สงวนสิทธิ์ทุกประการ
ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก