การตัดแก้ว (ตอนที่ 1)
การตัดแก้วและลบคมแก้ว
การตัดแก้วหรือหลอดแก้ว ที่ขอบตรงรอยตัดจะคมมาก อาจเป็นอันตรายต่อผู้ตัดได้ ดังนั้น เมื่อตัดแก้วหรือเมื่อถือแก้วที่ตัดใหม่ จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การตัดแก้ว มีเทคนิคตามลำดับดังนี้
1. ถูแท่งแก้วหรือหลอดแก้วตรงตำแหน่งที่ต้องการจะตัดด้วยตะไบสามเหลี่ยมหรืออุปกรณ์ตัดแก้ว โดยถูบนเนื้อแก้วตามขวางเบา ๆ ให้เข้าเป็นร่องลึก ๆ รอบแท่งแก้ว
2. พันแท่งแก้วด้วยผ้า เพื่อป้องกันแก้วบาดมือ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือสองข้างจรดใกล้ ๆ ตำแหน่งรอยตะไบที่ถูไว้
3. ใช้แรงจากหัวแม่มือทั้งสองเพียงเล็กน้อยดันไปข้างหน้า เพื่อให้แท่งแก้วหรือหลอดแก้วหักออกจากกัน
หมายเหตุ ในกรณีแท่งแก้วหรือหลอดแก้วไม่หักเมื่อใช้นิ้วหัวแม่มือกด อาจเป็นเพราะรอยตะไบที่ถูไว้ตื้น ก็อย่าฝืนดันแรงเกินไป เพราะหลอดแก้วอาจจะหักไม่ตรงตามรอยที่ถูไว้ วิธีแก้ไขปัญหานี้ก็คือ จะต้องใช้ตะไบถูตามรอยเดิมให้ลึกลงไปอีก แล้วหักใหม่จะหักได้ง่ายขึ้น
การลบคมแก้ว
แท่งแก้วหรือหลอดแก้วที่ตัดใหม่ รอยตัดจะคมมาก ดังนั้น ก่อนที่จะนำไปใช้งาน จึงต้องลบคมเสียก่อน เพื่อป้องกันบาดมือหรือทำให้อุปกรณ์อื่น ๆ เป็นรอยขีดข่วน การลบคมแก้วที่ตัดใหม่ ๆทำได้ดังนี้
1. ถือแท่งแก้วด้วยมือซ้ายและถือตะแกรงลวดมือขวา
2. ถูปลายแท่งแก้วหรือหลอดแก้วที่ตัดกับตะแกรงลวดเบา ๆ โดยหมุนแท่งแก้วไปด้วย
ในกรณีที่ตัดหลอดแก้วยาวกว่าที่ต้องการเล็กน้อย จะต้องครูดปลายแก้วออก โดยผสมวัสดุสำหรับใช้ขัดกับน้ำให้มีลักษณะคล้ายแป้งเปียก วางบนแผ่นโลหะหรือแผ่นแก้ว นำหลอดแก้วหรือแท่งแก้วมาถู
3. การใช้เปลวไฟลบคมแก้ว คือนำส่วนที่มีคมของแท่งแก้วหรือหลอดแก้วไปเผาไฟตรงส่วนที่ร้อนที่สุด พร้อมหมุนไปมาอย่างช้า ๆ เมื่อเปลวไฟมีสีเหลืองเกิดขึ้น แสดงว่าแก้วเริ่มหลอมตัว แล้วจึงเอาออกจากเปลวไฟ ควรวางไว้บนที่ยึดวงแหวนก่อน ไม่ควรวางบนโต๊ะปฏิบัติการ เพราะจะทำให้เป็นรอยไหม้ได้ ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นจึงนำไปใช้งาน
4. การลบคมแก้วด้วยกระดาษทราย ใช้กระดาษทรายเบอร์ 0 หรือกระดาษทรายนำ วางบนพื้น แล้วนำปลายแก้วที่ตัดใหม่มาถูพร้อมหมุนแก้วจนกว่าคมแก้วจะหมด
การตัดแก้ว (ตอนที่ 2)
การตัดท่อแก้วขนาดโต
ท่อแก้วขนาดโต เราจะใช้ตะไบถูให้เป็นรอย แล้วหักให้หลุดออกจากกัน ตามวิธีการที่เหมือนกับแก้วขนาดเล็กนั้นทำได้ยากมาก เพราะไม่สามารถหักให้หลุดออกจากกันได้ และหลอดอาจแตกเกิดอันตรายได้มาก วิธีที่ดีที่สุดและได้ผลแน่นอนคือ ใช้หลักการขยายตัวโดยใช้ความร้อนเข้าช่วย ถ้าเราทำรอยร้าวให้เกิดขึ้นที่หลอดแก้ว หลอดแก้วนั้นจะขยายตัวดันให้เนื้อแก้วแตกตามรอยร้าวที่ทำไว้ เราจึงใช้หลักการอันนี้นำมาตัดหลอดแก้วได้ ทั้งหลอดแก้วขนาดเล็กและขนาดโต
วัสดุอุปกรณ์ วัสดุอุปกรณ์ที่จะต้องใช้มีดังนี้
1. ตะไบสามเหลี่ยม
2. ตะเกียงอัลกอฮอล์หรือตะเกียงแก๊สแบบบุนเสนหรือเปลวไฟจากแก๊สเชื่อม (แก๊สออกซิเจน + แก๊สอะเซติลีน) หรือเปลวไฟจากไอแก๊สน้ำมันเบนซิน
3. กระดาษหนังสือพิมพ์ตัดเป็นชิ้นยาว ๆ มีแถบกว้างประมาณ 1 cm แช่น้ำทิ้งไว้จนเปียกโชก (แช่ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที)
วิธีทำ
1. นำหลอดแก้วที่จะตัดมาวางบนพื้นโต๊ะ ใช้ตะไบถูให้เป็นรอยตรงแนวที่จะตัด (ถูเพียงครั้งเดียว ถ้าถูหลายครั้ง หลอดที่จะตัดจะไม่เรียบ และอาจแตกไม่ตรงตามแนวรอยตะไบที่ถูไว้) แล้วเช็ดตรงบริเวณที่จะตัดแห้งและสะอาด
2. นำกระดาษที่แช่น้ำเปียกโชกพันรอบหลอดประมาณ 2 mm ต้องพันกระดาษแนบท่อแก้วให้สนิท และพันหนา ๆ หลาย ๆ ชั้น ต่อมานำกระดาษไปพันอีกด้านหนึ่ง ห่างรอยตะไบเหล็กประมาณ 2 mm พันให้หนาเช่นเดียวกับคราวแรก
3. นำหลอดแก้วนี้มาลนไฟโดยรนตรงแนวรอยตะไบ พร้อมทั้งหมุนหลอดให้หมุนเคลื่อนไปทางเดียวกันอย่างสม่ำเสมอในเวลาไม่นานนัก
4. หลอดแก้วจะขยายตัวเกิดแรงดันกันและกัน ทำให้หลอดขาดออกจากกันตามแนวรอยตะไบเหล็กที่ถูไว้
โดยวิธีเดียวกันนี้ เราสามารถนำไปตัดขวด ขวดโหล ขวดน้ำกลั่นขนาดโต หลอดเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) ฯลฯ ได้
ข้อระวัง
1. ถ้าต้องการจะนำหลอดเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) มาตัดเพื่อทำอุปกรณ์ทางเคมี ก่อนอื่นต้องใช้เหล็กแหลมเจาะที่ปลายหลอดแก้วด้านใดด้านหนึ่งให้เป็นรูทะลุเข้าไปในหลอด เพื่อให้อากาศไหลเข้าหลอดได้ (เนื่องจากหลอดนี้บรรจุแก๊สเฉื่อยและไอปรอทไว้ ถ้าเผาให้ร้อนแก๊สนี้จะขยายตัวดันให้หลอดระเบิดเกิดอันตรายได้)
2. ผงสีขาวที่ฉาบข้างในหลอดนั้นเป็นสารเรืองแสง ต้องระวังอย่าให้ผงเข้าแผลได้ จะทำให้แผลรักษาหายยาก วิธีล้างผงสารเรืองแสงออกจากหลอดเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) นั้นทำได้ง่ายมาก คือ ใช้เศษผ้าพันปลายไม้ยาว ๆ แล้วจุ่มลงในผงซักฟอกที่ละลายน้ำ แล้วนำไปถูภายในหลอดแก้วเรืองแสงหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) ก็จะทำให้ผงเรื่องแสงหลุดออกโดยง่าย แล้วนำไปล้างให้สะอาด ก็จะใช้เป็นท่อแก้วหรือหลอดแก้วเป็นอย่างดี อาจนำไปใช้สร้างอุปกรณ์ทางเคมีได้หลายชนิด
วิธีการดึงหลอดแก้ว
ในการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์แก้ว วิธีการดึงหลอดแก้วเป็นวิธีประดิษฐ์ที่สำคัญอีกวิธีหนึ่ง เช่น การทำหลอดแก้ว หลอดหยดน้ำยา ช้อนตักสาร หรือ ช้อนเขี่ยสารเคมี การดึงหลอดแก้วมีวิธีปฏิบัติดังนี้
1. การดึงหลอดแก้วนั้น ครั้งแรกนำหลอดแก้วไปลนไฟให้ค่อย ๆ ร้อนจนทั่วถึงทั้งหลอด แล้วจึงลนเฉพาะที่ต้องการจะดึงให้ยืดออก พร้อมทั้งหมุนแก้วไปรอบ ๆ เพื่อให้แท่งแก้วบริเวณที่ต้องการดึงออกนั้น ได้รับความร้อนอย่างสม่ำเสมอ และเกิดการหลอมเหลวพร้อม ๆ กัน
2. เพื่อให้บริเวณแท่งแก้วตรงที่ต้องการจะดึงออกนั้นร้อนอย่างสม่ำเสมอกันและหลอมเหลวพร้อม ๆ กัน เมื่อสังเกตเห็นแก้วเริ่มอ่อนตัว โดยมีสีแดงอ่อน ๆ แล้วใช้มือทั้งสองข้างค่อย ๆ ดึงให้แก้วยืดออกจากกัน
3. ถ้าแก้วร้อนมากเกินไป จะเกิดการหลอมเหลวมาก ต้องรีบนำออกนอกเปลวไฟ มิฉะนั้นหลอดแก้วที่ดึงออกนั้นจะหลอมเหลวมากเกินไป เมื่อดึงให้ยืดออกจะได้รูปทรงไม่สวยงาม ถ้าแข็งตัวมากไปจะดึงไม่ออกเช่นเดียวกัน ต้องรีบนำมาลนเปลวไฟใหม่ แล้วดึงให้ยืดได้รูปทรงตามต้องการ
4. เมื่อดึงหลอดแก้วให้ยืดได้เรียบร้อยแล้ว เวลาจะตัดแก้วออกจากกัน ทำได้โดยใช้ปลายคีมเล็ก ๆ บีบหรือเคาะเบา ๆ หรือถูด้วยตะไบสามเหลี่ยม หรือใช้เปลวไฟลนให้ขาดออกจากกัน หรือใช้ของแข็งเล็ก ๆ เคาะให้หักออกจากกัน
เครื่องชั่ง
(ตอนที่ 1)
การทดลองทางเคมีจะต้องใช้เครื่องชั่งเสมอ เริ่มตั้งแต่การเตรียมสารละลายที่ใช้ในการทดลองจะต้องชั่งสารเพื่อทำเป็นสารละลาย การชั่งหามวลหรือนำหนักของสารที่ได้จากปฏิกิริยา หรือการชั่งสารเพื่อเติมลงไปในปฏิกิริยาเป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องรู้เทคนิคเกี่ยวกับการใช้เครื่องชั่งเป็นอย่างดี
ชนิดของเครื่องชั่ง ปัจจุบันมีเครื่องชั่งหลายชนิด แต่ละชนิดมีหลายแบบซึ่งมีความเหมาะสมกับงานแต่ละประเภท จึงควรเลือกใช้ให้ถูกต้อง ถ้าจะแบ่งเครื่องชั่งตามหลักการทำงานแล้ว อาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือ
1 เครื่องชั่งชนิด แม็คแคนิคอล (Machanecal balance)
2 เครื่องชั่งชนิด อีเล็กทริคอล (Electrical balance)
ในที่นี้จะกล่าวถึงเครื่องชั่งชนิด แม็คแคนิคอล (Machanecal balance) ซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางในห้องปฏิบัติการ
เครื่องชั่งชนิด แมคแคนิคอล (Machanecal balance) จำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ
ก. ชนิดสองจาน (Equal-arm balance) เป็นเครื่องชั่งซึ่งมีแขน 2 แขน ยาวเท่ากัน เมื่อวัดระยะจากจุดหมุน ซึ่งเป็นสันมีด ขณะที่แขนของเครื่องชั่งอยู่ในภาวะสมดุล เมื่อใส่สารหรือวัตถุ เพื่อชั่งหาค่ามวลบนจานด้านหนึ่งของเครื่องชั่ง ความไม่สมดุลจะเกิดขึ้นทันที แรงที่เกิดขึ้นนี้ (F1) มีค่าเท่ากับค่ามวลของสารคูณกับความยาวของแขนเครื่องชั่ง ส่วนจานอีกข้างหนึ่งก็ต้องใส่ตุ้มค่ามวลเพื่อปรับให้แขนเครื่องชั่งอยู่ในภาวะสมดุล (F2) นั่นคือต้องทำให้มีแรงกระทำเท่ากันทั้งสองข้าง ดังนั้น เมื่อเครื่องชั่งอยู่ในลักษณะสมดุล จึงอาจเขียนได้ว่า F1 = F2 (เมื่อ F1 และ F2 เป็นแรงที่ตรงข้ามกัน) แต่เนื่องจากแขนทั้งสองข้างของเครื่องชั่งยาวเท่ากัน ดังนั้นค่ามวลทั้งสองแขนจึงเท่ากันด้วย
ข. เครื่องชั่งชนิดทริปเปิลบีม (Triple beam) เป็นเครื่องชั่งที่มีแขนข้างขาว 3 แขน บนแขนแต่ละแขนจะแบ่งขีดบอกค่ามวลไว้ เช่น 0 - 1.0 g 0 - 10 g 0 - 100 g นอกจากนี้บนแขนแต่ละแขนยังมีตุ้มนำหนักเลื่อนไปมาได้อีกด้วย แขนทั้ง 3 แขนนี้ติดกับเข็มชี้อันเดียวกัน
เครื่องชั่ง
(ตอนที่ 2)
การใช้เครื่องชั่งชนิดทริปเปิลบีม (Triple beam)
วิธีการใช้เครื่องชั่งชนิด ทริปเปิลบีม (Triple beam) มีขั้นตอนดังนี้
1. ตั้งเครื่องชั่งให้อยู่ในแนวระนาบ แล้วปรับให้แขนเครื่องชั่งแย่ในแนวระนาบ โดยหมุนสกรูให้เข็มชี้ตรงขีด 0 ในการปรับให้ตรงขีด 0 นี้ ถ้ารอให้เข็มหยุดนิ่งตรงขีด 0 ต้องใช้เวลามาก เพื่อแก้ปัญหานี้ อาจสังเกตดูการแกว่งของเข็มชี้ ถ้วเข็มชี้แกว่งขึ้นข้างบนและลงล่างเท่า ๆ กัน ก็ถือว่าอยู่ตรงขีด 0 ได้
2. วางขวดบรรจุสารบนจานของเครื่องชั่ง แล้วเลื่อนตุ้มค่ามวลบนแขนทั้ง 3 เพื่อปรับให้เข็มชี้ตรงขีด 0 อ่านค่ามวลบนแขนของเครื่องชั่ง จะเป็นค่ามวลของขวดบรรจุสาร
3. ถ้าต้องการชั่งสารตามค่ามวลที่ต้องการ ก็บวกค่ามวลของสารกับค่ามวลของขวดบรรจุสารที่ได้ในข้อที่ 2 แล้วเลื่อนตุ้มนำหนักบนแขนทั้ง 3 ให้ตรงกับค่ามวลที่ต้องการ
4. เติมสารที่ต้องการชั่งลงในขวดบรรจุสาร จนเข็มของเครื่องชั่งชี้อยู่ตรงขีด 0 พอดี จะได้ค่ามวลของสารตามต้องการ
5. นำขวดบรรจุสารออกจากจานของเครื่องชั่ง แล้วเลื่อนตุ้มนำหนักทุกอันให้อยู่ที่ขีด 0 ทำความสะอาดเครื่องชั่ง
หมายเหตุ การหาค่ามวลของสารอาจหาค่ามวลทั้งขวดบรรจุสารและสารรวมกันก่อนก็ได้ แล้วชั่งขวดบรรจุสารอย่างเดียวทีหลัง ต่อจากนั้นก็นำค่ามวลทั้ง 2 ครั้งลบกัน ผลที่ได้จะเป็นค่ามวลของสารที่ต้องการ
ข้อผิดพลาดจากการชั่งหาค่ามวล การชั่งหาค่ามวลของวัตถุหรือสารเคมีใด ๆ อาจคลาดเคลื่อนไปจากค่ามวลของสารที่แท้จริงได้ ความคลาดเคลื่อนอาจเกิดจากสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. การเปลี่ยนแปลงความชื้นหรือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ของสารขณะที่ชั่ง สารบางชนิดสามารถดูดนำหรือแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในระหว่างการชั่งหาค่ามวลได้ ทำให้ค่ามวลที่ชั่งได้คลาดเคลื่อนไปจากค่ามวลที่แท้จริงของสารนั้น วิธีแก้ไขคือ ควรนำสารนั้นอยู่ในระบบที่ปิดมิดชิด
2. การระเหยของสารในขณะที่ชั่ง การชั่งสารที่ระเหยง่ายที่อุณหภูมิห้อง จะได้ค่ามวลของสารที่น้อยกว่าค่ามวลจริง ๆ เพราะในขณะชั่ง สารจะเกิดการระเหยออกไป ดังนั้น การชั่งสารที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ จึงควรให้สารอยู่ในระบบที่ปิดมิดชิด
3. อุณหภูมิของสารในขณะที่ชั่ง ถ้าสารที่ชั่งมีอุณหภูมิสูง จะทำให้อากาศบริเวณจานของเครื่องชั่งร้อนและจะดันจานให้ลอยสูงขึ้น เป็นเหตุให้ค่าของมวลที่ชั่งน้อยกว่าค่าของมวลจริง ๆ ของสารนั้น การแก้ไขข้อผิดพลาดนี้คือ ควรชั่งสารที่มีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิของห้องทดลอง
การใช้และระวังรักษาเครื่องชั่ง การใช้เครื่องชั่งต้องระวังรักษาให้ดี หากชำรุดเสียหาย การชั่งหาค่ามวลของวัตถุจะคลาดเคลื่อน จนไม่สามารถนำมาใช้งานได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ใช้เครื่องชั่งควรปฏิบัติดังนี้
1. ตั้งเครื่องชั่งบนพื้นที่แน่นหนา อย่าให้มีการสั่นสะเทือน และฐานของเครื่องชั่งต้องอยู่ในแนวระนาบ
2. ก่อนชั่งต้องปรับให้เข็มอยู่ที่ขีด 0 พอดี
3. ขณะชั่งต้องนั่งตรงกึ่งกลางของเครื่องชั่งเสมอ เพื่อไม่ให้การอ่านค่ามวลผิดพลาด
4. ห้ามวางสารเคมีที่จะชั่งบนจานของเครื่องชั่งโดยตรง เพราะสารเคมีอาจทำให้จานของเครื่องชั่งชำรุดเสียหายได้ วิธีที่ถูกต้องคือ จะต้องใส่สารเคมีบนกระจกนาฬิกา หรือขวดชั่งสาร อย่าใช้วัสดุที่เป็นกระดาษรองสารเคมีในการชั่งสารเป็นอันขาด
5. การชั่งสารที่กัดโลหะ จะต้องใส่สารลงในขวดชั่งสารที่มีฝาปิดมิดชิด
6. ห้ามนำวัตถุหรือสารเคมีที่ยังร้อนอยู่นำไปชั่ง ควรตั้งสารนั้นทิ้งไว้ให้เย็นเท่ากับอุณหภูมิของห้องก่อน
7. อย่าใช้มือหยิบตุ้มค่ามวลหรือวัตถุที่จะชั่ง วิธีที่ถูกคือ ใช้ปากคีบหยิบ หรือใช้กระดาษพับเป็นแผ่นเล็ก ๆ คาดรอบขวดชั่งหรือตุ้มค่ามวล
8. เมื่อชั่งหาค่ามวลเรียบร้อยแล้ว หากมีสารเคมีตกหล่นอยู่บนจานชั่ง ต้องทำความสะอาดทันที
9. อย่างชั่งสารที่มีมวลมากกว่าความสามารถของเครื่องชั่งที่จะชั่งได้
10. เมื่อชั่งสารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรจัดเครื่องชั่งให้อยู่ในลักษณะเดิม เช่น นำตุ้มค่ามวลออกหรือเลื่อนตุ้มค่ามวลมาอยู่ที่ขีด 0
11. ต้องรักษาเครื่องชั่งให้สะอาดอยู่เสมอ หลังจากใช้ทุกครั้ง ควรคลุมเครื่องชั่งเพื่อป้องกันฝุ่นละออง
เรียนกริช คงเปี่ยม
หนูขอขอบคุณท่าน อาจารย์ เป็น อย่างยิ่งนะค่ะ ที่กรุณาเสียสละเวลานำขอมูลมาลงไว้ เพื่อให้ตัวหนูเเละเพื่อนๆได้ศึกษาหาความรู้ เเล้วได้นำความรู้นี้ไปทำให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น หนู ขอขอบคุณค่ะ
นักศึกษาชั้นปีที่1 วท.บ 4ปี
คณะเทคโนโลยีการเกษตร
สาขาสัตวศาสตร์
ขอขอบคุณอาจารย์มากๆๆเลยนะครับ
เพราะว่าอาทิตย์หน้าผมสอบเรื่องตัดหลอดไฟกับตัดขวดแก้วพอดีเลยครับ