วันที่ 9 กันยายน 2550
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ 18 นับถอยหลังต่อไปก็พบว่ายังเหลืออีก 66 วันเท่านั้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา ผมกลับบ้านเพื่อไปเป็นส่วนร่วมในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการณ์เรื่องการดูแลสตรีแท้งบุตร ที่สงขลา โดยกองอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย เป็นเจ้าภาพ ครั้งนี้โรงพยาบาลหาดใหญ่และภาควิชาของผมเป็นเจ้าภาพร่วมด้วย เลยอยากจะเขียนเป็นตอนๆไปครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เช้าวันอังคารผมไป round เช้าตามปกติ อานีต้ายังไม่มาทำงาน ผมว่างงานเพราะเช้าวันนี้ครูลีลาหยุด เลยปิดคลินิก จึงได้ออกจากโรงพยาบาลตั้งแต่ 10 โมงกว่าๆ ผมไปที่ห้างส่งเสียงเพื่อซื้อผลไม้กลับบ้านตามคำเรียกร้องของสองสาวที่บ้าน ผมซื้อสตรอเบอร์รี่ กีวี่และพรุนสด จากนั้นกลับไปที่ห้องเพื่อเอากระเป๋าที่แสนจะหนักอึ้ง (7.9 กิโลกรัม จากการชั่งที่สนามบิน) ที่หนักก็เพราะว่าหอบเอาเสื้อผ้ากลับไปซักที่บ้าน หมักเอาไว้ตั้ง 2 สัปดาห์กว่า ผมไม่ชอบซักผ้าที่นี่เลยครับ เพราะว่าไม่ค่อยสะอาด สีก็หม่นลงทุกวัน ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร อีกอย่างก็คือรีดไม่ค่อยเรียบนั่นเอง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> หอบของไปสนามบิน กินหมี่เสียม (Mee Siam) แล้วก็ขึ้นเครื่อง วันนี้เครื่องออกสายไป 15 นาทีครับ จิ๋มมารอรับอยู่แล้ว ออกมานอกสนามบินปุ๊บ พี่เปิ้ลก็โทรเข้าเครื่องผมทันที เรียกให้ไปประชุมเตรียมงานของวันพรุ่งนี้ ผมก็บอกว่ามีสิ่งที่ต้องทำมากมาย ไม่ประชุมได้ไหม ถือซะว่าผมไม่อยู่สิ พี่ท่านผู้นี้ก็ไม่ยอม เอาล่ะสิ จึงรีบไปส่งจิ๋มที่โรงพยาบาล ไปรับน้องจ้าที่บ้าน เธอวิ่งตัวกลมมากอดผมเสียแน่น จูบกันอยู่หลายทีก็พาไปขึ้นรถเพื่อไปรับพี่แป้งที่โรงเรียน เธอวิ่งออกมาจากตึกโรงเรียนตัวปลิวเลย ผมนี่เสียวว่าจะล้ม เราก็กอดกันอีกเหมือนเดิม รายนี้พูดไม่ออก ได้แต่กอดอย่างเดียว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผมไม่ได้พาลูกเข้าบ้าน เพราะแวะไปที่ภาควิชาก่อน เมื่อขึ้นมาถึงบ้านเก่า ทุกคนทักทายกันเสียงขรมอารามไม่ได้เจอคนพูดมากไปตั้ง 4 เดือนกว่า พี่เปิ้ลคงได้ยินเสียงจึงออกมาเรียกให้เข้าไปประชุมทันที จริงๆพี่เปิ้ลเธอก็ได้เตรียมงานมามากแล้ว นี่คงเป็นการประชุมรอบสุดท้าย มีปัญหาเรื่องเตียงคนไข้ เรื่องคนทำงาน คนช่วยงานบ้าง คุยกันพักหนึ่งก็เลิกประชุม ผมไม่ได้มีบทบาทอะไรเลย บอกแล้วไงว่าพี่เปิ้ล พี่เอี้ยง (เลขาภาคผม) เขาเป็นมือโปรอยู่แล้ว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผมไปส่งลูกสาวที่บ้าน แล้วรีบออกไปตัดผม เพราะตอนนี้เป็นน้องๆทาร์ซานอยู่แล้ว จากนั้นไปรับจิ๋มแล้วก็กลับบ้าน เชื่อหรือไม่ว่า พี่เขียดได้ทำแกงส้มหน่อไม้ไว้ให้กิน ผมยิ้มแฉ่ง เพราะว่าอยากกินอยู่หลายวันแล้ว ก่อนขึ้นเครื่องมานี่ก็เจ็บใจตัวเอง ที่ไม่ยอมบอกที่บ้านว่าให้เตรียมไว้ ดูนี่สิ ตอนนี้ได้กินสมใจอยาก บุญหนุนนำจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ประชุมเรื่องแท้งบุตร 1: วันพุธที่ 5 กันยายน 2550 <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เช้าวันพุธต้องรีบตื่น แป้งตื่น 6 โมง 20 นาที ซึ่งเป็นเวลาปกติของเธอตั้งแต่เรียนชั้นป.1 เป็นต้นมา ไม่เคยไปโรงเรียนสายเลย (ก๊อก ก๊อก) ชีวิตเด็กนอกเมืองหลวงก็เป็นเช่นนี้ครับ ไม่ต้องตื่นตอนตี 5 กินข้าวบนรถ แล้วก็หลับได้งีบหนึ่งก็ถึงโรงเรียน คุณจ้าร้องจ๊ากเพราะอยากไปด้วยกัน แต่คงร้องไปยังงั้น เพราะท้ายที่สุดก็มาจูบก่อนพ่อออกรถ ผมไปส่งแป้งแล้วรีบขับรถไปยังเมืองสงขลา เราจัดประชุมกันที่โรงแรมบีพีสมิหลา ใช้เวลา 40 นาทีก็ถึง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ผมไม่สามารถขับรถเข้าไปในโรงแรมได้ เพราะเขาห้ามเข้า มีการรักษาความปลอดภัยสำหรับการประชุมของรัฐมนตรีจากประเทศไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรนะครับ แต่ตำรวจทหารอยู่ในโรงแรมมากมายเชียว เมื่อเข้าไปที่ประชุม เขาเปิดงานเสร็จแล้ว กำลังจัดห้องเพื่อถ่ายรูปรวมหมู่ งานนี้ผมบอกว่าเป็น “ยี่ห้อนงลักษณ์” เพราะว่าคุณนงลักษณ์ต้องให้มีการถ่ายรูปหมู่ซะทุกครั้งไม่เคยพลาดเลย ผมเลยมาทันเวลา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ได้ทักทายท่านหลายคนที่เป็นที่รักของผม ไม่ว่าจะเป็นคุณนงลักษณ์เอง อาจารย์ประมวล อาจารย์กำแหง อาจารย์สุวชัย อาจารย์ประทักษ์ อาจารย์กฤตยา อาจารย์รณชัย ทักทายกันไม่หวาดไม่ไหว เพราะเยอะเหลือเกิน งานนี้อาจารย์ทวีเกียรติและอาจารย์สัญญา ไม่ได้มาด้วย น่าเสียดายจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> หลังจากพักเบรกกันแล้วก็เริ่มด้วยการเสวนาของ 3 ท่านผู้ยิ่งใหญ่ (ต่อความคิดของผม) คือคุณมีชัย วีระไวทยะ (ท่านนี้ทุกคนคงรู้จักดี) อาจารย์กฤตยา อาชวนิจกุล จากสถาบันวิจัยประชาการและสังคม มหิดล และอาจารย์รณชัย คงสกนธ์ ซึ่งเป็นจิตแพทย์โรงพยาบาลรามาฯ การอภิปรายครั้งนี้ดำเนินรายการโดยท่านอาจารย์นันทา อ่วมกุล จากกรมอนามัย ซึ่งอาจารย์ท่านนี้ผมชอบมากครับ เพราะท่านเป็นผู้ดำเนินรายการที่โดนใจผมมาก เรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่จับประเด็นได้ดีและลื่นไหล เสนาะหูผมยิ่งนัก <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เริ่มต้นด้วยอาจารย์กฤตยา ได้นำเสนอเรื่องราวของความเป็นผู้หญิง การตั้งครรภ์ ความคาดหวังของสังคม งานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ท่านและลูกศิษย์ได้ร่วมกันทำ ผมชอบวาทะของท่านทุกครั้ง ไม่เคยง่วงเมื่อได้รับฟัง แม้จะเป็นเรื่องราวซ้ำเดิม แต่วิธีการนำเสนอไม่เคยซ้ำกันซักครั้ง คำว่า “ท้องเมื่อไม่พร้อม” ก็เกิดขึ้นจากงานวิจัยของลูกศิษย์ท่านเอง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ท่านพูดถึงสังคมที่กำหนดให้ผู้หญิงต้องรับภาระจากการมีเพศสัมพันธ์ การคุมกำเนิด การตั้งครรภ์และเรื่องอื่นๆ สังคมมักผลักภาระความเลวทรามมายังเพศหญิงเสมอๆ เป็นต้นว่า ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานมักไม่มีใครสน แต่เมื่อเป็นหญิงบ้าง สังคมกลับมองว่าเป็นหญิงไม่ดี หญิงที่อายุมากไม่แต่งงานก็ถูกนินทาว่าขึ้นคาน แต่เดี๋ยวนี้เรื่องเหล่านี้ชักเปลี่ยนไปเพราะเราเห็นหญิงไม่แต่งงานมากมายชินตา หาเลี้ยงชีพได้ แต่ภาระกลับตกมายังผู้ชายมากขึ้น ใครที่ไม่แต่งงานมักถูกมองว่าเป็นเกย์ (ฮา) หญิงยังรับภาระเรื่องการคุมกำเนิด ต้องกินยา ฉีดยา ฝังยา รวมทั้งการใส่ห่วง แต่ผู้ชายมักไม่ค่อยต้องมารับผิดชอบ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>วาทะเด่นของงานประชุมครั้งนี้เกิดจากการตั้งคำถามต่อตัวท่านเองว่า หากท่านเกิดมีแฟนแล้วเกิดไปมีเพศสัมพันธ์กัน ก็จะถูกครหาว่า “มีเพศสัมพันธ์หลังวัยอันควร” เห็นไหมว่า ผู้หญิงโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>อาจารย์รณชัยได้พูดถึงมุมมองของหญิงที่ตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อมในมุมมองของจิตแพทย์ ท่านเสนอว่ามีภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นมามากมายในกรณีนี้ ท่านมองไกลไปถึงการคลอดทารกที่พ่อแม่ไม่ต้องการไปว่า เขาเหล่านั้นอาจจะเป็นภาระของสังคมในอนาคต เพราะเด็กที่ขาดความรัก ขาดการเอาใจใส่ เป็นปัญหาของสังคมจริงๆ ท่านยังกล่าวถึงผลกระทบต่อผู้หญิงที่ไปทำแท้งมาและหลังทำแท้ง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>อาจารย์รณชัยเป็นท่านหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการดูแลสตรีแท้งบุตรสามารถนำออกมาใช้ได้ในปัจจุบัน ท่านพบคนไข้ที่มีปัญหาจากการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม คนไข้ที่พยายามฆ่าตัวตาย เราเลยได้เข้าใจประเด็นเกี่ยวกับการวินิจฉัยภาวะทางจิตเวชที่เกี่ยวข้องกับการตั้งท้องเมื่อไม่พร้อมอีกด้วย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ทุกครั้งที่ท่านบรรยาย จะมีสไลด์ภาพหนึ่งฉายขึ้นมา นั่นคือ ภาพร้านขายยา Viagra ซึ่งเปิดขายอ้าซ่า ในขณะที่ยาที่ทำให้แท้ง ราคาถูก ที่เปิดขายติดกัน แต่ทางเข้าล้วนแต่มีทางกั้นมากมาย เข้าไปซื้อยากมาก ท่านบอกว่า ยาที่ทำให้องคชาติแข็งตัวส่งเสริมการมี sex นั้น สังคมไม่ว่ากระไร ยาที่ทำให้คนท้องง่ายแบบนี้กลับไม่มีปัญหาในการเข้าถึง แต่ยาที่ช่วยคนที่มีปัญหา แม้ว่าราคาถูกกลับไม่สามารถเข้าถึง สังคมเราเป็นแบบนี้แหละครับ ยาที่ทำให้แท้งราคาทุนราว 10 กว่าบาท ถูกนำมาขายในตลาดมือเม็ดละ 500-1,000 บาท เป็นไงครับ รวยเละ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>มาปิดท้ายด้วยคุณมีชัย ที่เปิดประเด็นด้วยคำว่า “ทำแท้งกันให้มากเถอะครับ” เล่นเอาทุกคนอึ้ง นัยของคำกล่าวนี้ก็คือ การเปิดใจยอมรับคนไข้ที่มีปัญหาตั้งครรภ์เมื่อไม่พร้อม หมอส่วนหนึ่งที่เขาให้บริการยุติการตั้งครรภ์เป็นคนที่เสียสละ เขาช่วยให้ผู้หญิงที่มีปัญหาไม่ต้องไปเสี่ยงกับการทำแท้งเถื่อนที่ทั้งสกปรก ไม่ปลอดภัย ลองคิดดูสิครับ หากเขาตั้งใจทำแท้งแล้วเขาก็ต้องไปทำอยู่ดี หมอที่ทำเป็นไม่ทำให้ เขาก็ไปให้หมอเถื่อนทำให้อยู่ดี (ตรงนี้ผมขยายความเอง) ก่อนจบการอภิปราย คุณนงลักษณ์ยังได้ต่อโทรศัพท์ให้ท่านคุยกับคุณหมอคนหนึ่งที่อุดรฯที่ถูกตำรวจจับข้อหาเปิดคลินิกทำแท้ง เราเลยได้ทราบว่าท่านถูกจับไปไว้ที่ safe house นานประมาณ 3 ชั่วโมงแล้วถูกพยายามทำให้สารภาพว่าทำแท้ง และทางคุณนงลักษณ์ก็ได้ติดต่อให้อาจารย์ทวีเกียรติมาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้ คุณมีชัยบอกเราว่า ยังไม่เคยมีหมอคนไหนถูกดำเนินคดีเรื่องทำแท้งจริงๆและถูกจับติดคุกเลยสักคนเดียว เราพูดกันว่าเรื่องนี้น่าจะให้อาจารย์ประมวลลองถูกจับดูสักครั้ง รับรองว่าดังแน่ๆ เราจะได้เห็นมาตรฐานของการตัดสินคดีความอย่างนี้เสียที คุณมีชัยยังยืนยันว่า ยังไงก็ไม่มีทางถูกดำเนินคดีครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ตกบ่าย ก็เริ่มด้วยอาจารย์ประมวล อดีตเลขาฯแพทยสภา อดีตประธานราชวิทยาลัยสูติฯ และเป็นท่านที่สำคัญมากต่อการริเริ่มออกข้อบังคับแพทยสภาฯฉบับนี้ ท่านเล่าถึงความเป็นมาของกฎหมาย ความพยายามเปลี่ยนข้อความในมาตรา ๓๐๕ ที่ลุ่มๆดอนๆ ขึ้นอยู่กับการเมืองมาตลอด บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับคนๆเดียวด้วยซ้ำ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>จากนั้นก็เป็นการบรรยายเรื่องการให้การปรึกษาแนะนำในกรณีที่การทำแท้งนั้นเกิดในคนที่มีความต้องการบุตร ภาวะนี้คือความผิดปกติทางพันธุกรรมในทารกนั่นเอง อาจารย์ชนินทร์ จากศิริราชท่านเดิมนี่แหละ ไม่เคยไม่รู้เรื่อง ไม่เคยง่วงจากการฟังท่านบรรยายสักครั้ง ท่านบอกว่าอาชีพท่านคือการเป็นนักพูด แต่พูดให้คู่สมรสที่มีปัญหาฟังครับ ท่านเป็นนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวงที่กลับมาตอบแทนคุณบ้านเกิดได้อย่างดีจริงๆ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ผมไม่สามารถอยู่ฟังจนจบ เพราะว่าเคยฟังมาหลายรอบแล้วนั่นหนึ่งหล่ะ แต่จะรีบกลีบไปรับลูกเมียเพื่อมานอนที่โรงแรมนี่ต่างหาก คุณนงลักษณ์ได้จองห้องให้ไว้ห้องหนึ่ง เพื่อกลางคืนจะได้มาสังสรรค์เสวนากันต่ออีก และกว่าผมจะกลับมาโรงแรมได้ก็ปาเข้าไป 6 โมง รีบจัดข้าวของแล้ววิ่งลงสระกัน 3 คนพ่อลูก งานนี้คุณจ้าลงด้วย หัวเราะร่าหลังจากเมื่อครั้งที่ไปเกาะลันตานั้นเธอกลัวสระน้ำมาก เล่นน้ำได้ประมาณ 20 นาทีก็รีบขึ้น เพราะนัดกินมื้อเย็นกันตอน 6 โมงครึ่ง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>งานเลี้ยงกลางคืนมีอาจารย์วีระพล หัวหน้าภาควิชาของผมมาร่วมด้วย ผมเลยได้คุยกับท่านในเรื่องราวที่เกี่ยวกับการมาเรียนต่อ และเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่ภาควิชาไปหลายเรื่อง ตอนนี้อาจารย์ในภาควิชา 3 คนไปเรียนต่อต่างประเทศ อ.เกี๊ยง อยู่ที่อังกฤษ อ.ต่อ อยู่ที่อเมริกา กำลังจะกลับปลายเดือนนี้ อ.น้องมิ้นต์อยู่ที่ญี่ปุ่น ส่วนผมเรียนต่อต่างจังหวัด สิงคโปร์ ผมนั่งคุยได้ไม่นานก็ขึ้นห้องนอนเพราะลูกสาวเรียก เจ้าจ้าเพิ่งหลับไปไม่ถึง 5 นาที เธอบอกพี่แป้งว่าพ่อคุยอยู่ข้างล่าง แล้วก็สลบเหมือดเลย ส่วนพี่แป้งได้กอดผมอีก 5 นาทีก็สลบตามไปด้วยกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal"></p>ลูกสาวคนเล็กมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นมาอีก นั่นคือพัฒนาการด้านภาษา เธอสามารถพูดประโยคยาวๆได้ สามารถร้องของสิ่งที่ต้องการหรือปฏิเสธได้ สามารถร้องเพลงเป็นท่อนสั้นๆได้ กินข้าวเอง เรื่องนี้ผมคิดว่าเธอเก่งกว่าพี่แป้งในวัยเดียวกัน เพราะรายนั้นไม่ยอมกินข้าวเองจนกระทั่งไปโรงเรียน ต้องป้อนต้องขอร้องให้อ้าปากอยู่นั่นแหละ เจ้าตัวเล็กนี่กินดีกว่า หยุดนมขวดแล้วมาดูดจากกล่องได้เลย แต่ตั้งแต่อาเจียนและท้องเสียเมื่อสัปดาห์ก่อน เธอก็หยุดดูดนมอีกเลยเช่นเดียวกัน อาล่ะมะ
ขอบคุณนะคะสำหรับความรู้ดี ๆ ที่สะท้อนสังคมในปัจจุบันค่ะ
สวัสดีครับพี่แดง
เรื่องนโยบายเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์นี้เป็นเรื่องที่ผมให้ความสำคัญครับ เพราะตราบใดที่สังคมยังมองว่าผู้หญิงที่มาขอรับบริการเป็น "หญิงเลว" โดยเฉพาะหมอที่มองอย่างนั้น ผู้หญิงของผมก็จะถูกทำร้ายเรื่อยไปครับ
งานของผมคือสร้างหมอที่ดีออกไปทำงาน
นี่ก็คืองานนั้นเช่นกันครับ
เสือกลับใจครับ เมื่อก่อนเกลียดการทำแท้งชนิดเข้าไส้ ตอนนี้กลับเห็นใจคนที่มีปัญหาครับ
เรื่องการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์นี่เห็นด้วยมานานแล้ว แต่ในทางศาสนาก็ยังไม่เห็นชอบอยู่ดี ไม่รู้เหมือนกัน นานาจิตตัง ต้องบอกว่าบางคนที่พูดได้เพราะไม่อยู่ในสถานะแบบนั้น พูดคัดค้านอย่างเดียวมันง่ายค่ะ
สวัสดีค่ะ
ตกลง ประชุมแล้ว การทำแท้งจะผิดกฏหมายไหมคะ ถ้าแม่เด็กไม่พร้อมคะ และเหตุผลของความไม่พร้อม เราต้องไปตรวจสอบก่อนไหมคะ
สนใจเหมือนกันค่ะ
สวัสดีครับคุณ 2. tupa
ปัญหานั้นผมว่าทุกคนรู้อยู่แก่ใจครับ แต่ผู้หญิงมักไม่ค่อยมีทางเลือก ไม่สามารถต่อรองกับผู้ชายได้ การแก้ปัญหาก็ควรติดอาวุธทางปัญญาและอำนาจทางการต่อรองให้เขาครับ แต่คงต้องรออีกระยะใหญ่
การทำแท้งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่บางครั้งก็จำต้องมีการแก้ที่ปลายเหตุครับ เพื่อรอให้สังคมมันดีขึ้นก่อน แล้วมันคงจะคลี่คลาย
บ้านเมืองอื่นที่เจริญแล้ว การทำแท้งสามารถทำได้โดยถูกกฏหมาย และเมื่อถูกกฏหมาย การทำแท้งก็ลดลง (จริงๆนะครับ) การบาดเจ็บและการตายจากแท้งเถื่อนก็ลดลง
ผมอยากให้สังคมเข้าใจ เข้าใจผู้หญิงที่มีปัญหา เข้าใจหมอที่ทำแท้งให้เขา เข้าใจว่าการทำแท้งไม่ใช่เรื่องที่เลวที่สุด เข้าใจว่า..... ต่างมุมมองนะครับ
สวัสดีครับคุณ
จริงแล้วครรภ์ควรจะเป็นที่พึงประสงค์ของทุกคนครับ เพียงแต่บางครั้งมันไม่พร้อมที่จะมีลูกในตอนนั้น มันก็เลยเป็นปัญหา
คนที่ไม่เคยเจอปัญหามักจะมองโลกในแง่เดียวซะง่ายๆครับ
เรื่องของศาสนาก็แล้วแต่มุมมองครับ ผมเคยถามตัวเองว่า หากผมไม่ทำให้เขา แล้วเขาไปทำที่อื่น มีภาวะแทรกซ้อนกลับมาหาผมใหม่ มดลูกเน่า ไส้ไหล ไตวาย ตับวาย ท้ายที่สุดก็ตาย
แบบไหนบาปกว่ากัน ตอบยากมากนะครับ
ครูผมบางคนบอกว่า นั่นมันเป็นกรรมของเขา
หากเรามองว่าเป็นกรรมของเขา เราก็คงไม่ต้องรักษาคนเป็นมะเร็ง เพราะนั่นเป็นกรรมของเขา เราคงไม่ต้องปั๊มหัวใจคนที่่หัวใจหยุดเต้น เพราะนั่นเป็นกรรมของเขา
ทุกวันนี้ที่ผมเห็นด้วยกับการทำแท้ง ก็เพราะผมเป็นหมอสูติ คนไข้ของผมเป็นผู้หญิง ผมต้องดูแลผู้หญิงครับ
สวัสดีตอนค่ำครับคุณศศินันท์
เรื่องกฏหมายกับการทำแท้งในประเทศไทย ผมได้เขียนลงใน แท้ง1 แท้ง2 และ แท้ง3 ครับ
สรุปว่ากฏหมายไทยยังล้าหลังสุดๆ แต่แพทยสภาได้ออกข้อบังคับแพทยสภาเรื่องการดูแลสตรีแท้งบุตรไว้อย่างดีและครอบคลุม ซึ่งแพทย์ที่เข้าใจและมีเจตคติที่ดีในเรื่องนี้ จะสามารถยุติการตั้งครรภ์ให้คนที่ท้องไม่พร้อมได้ครับ
คำว่าพร้อมของคนมีค่าไม่เท่ากันเลยครับ คุณศศินันท์พบและรู้จักคนหลายระดับ คงจะเข้าใจคำว่าพร้อมหรือไม่พร้อมได้ดีนะครับ
สำหรับผม เมื่อเขาไม่พร้อม เขาจะมีปัญหาหลายอย่างตามมาครับ ที่สำคัญคือจิตใจเขาเองที่ตกต่ำสุดๆ เรื่องจิตใจนี่ละเอียดล้ำลึกมากครับ
หลักการอย่างหนึ่งที่ต้องระลึกเสมอก็คือ ไม่มีใคร ที่อยากจะท้องเพื่อมาให้หมอทำแท้งครับ
ในอนาคตเรากำลังจับตามอง พรบ.อนามัยการเจริญพันธุ์อยู่ครับ เพราะกฏหมายนี้จะให้สิทธิ์สตรีในการเลือกที่จะตั้งครรภ์หรือไม่ด้วยครับ
บันทึกนี้อ.หมอแป๊ะเหมือนยอดมนุษย์ที่ล่องหนหายตัวได้เลยนะคะ ชะแว้บไปได้หลายสถานที่ดีจัง ไล่มาตั้งแต่สิงคโปร์เลย
ดีใจที่ประเด็นเรื่องนี้ได้รับการมองในหลายๆมุมนะคะ จะเป็นผลดีกับทุกๆฝ่ายทีเดียว
ขอบคุณครับพี่โอ๋
ขอบคุณที่เข้าใจ หมอหลายคนบอกว่า คนที่ทำแท้ง เกรงแต่ว่าจะถูกประนาม
ผมบอกเขาว่า ผมก็ทำ ผมไม่โดนประนาม เพราะผมทำเพื่อคนอื่น ไม่เคยรับเงินค่าทำแท้งแม้แต่สตางค์แดงเดียว เป็นความสัตย์
อีกอย่าง ผมสอนลูกศิษย์ผมให้ทำด้วยครับ (ไม่ได้สอนให้ทำอย่างเดียว แต่สอนให้เขาบริการในทุกด้านเลยครับ)
โชคดีที่สุดที่ภรรยาเข้าใจและเข้าข้าง ผมเลยเดินไม่สะดุดเท้าตัวเอง
Dear
,
Many many thanks for your understanding krub.