ด้วยความรักและห่วงใย ภรรยาสาวสวยก็ใส่ใจคอยหาอาหารนำไปส่งทุกวัน ต้องเดินทางไกลจากหมู่บ้าน ข้ามสะพานไปส่งอาหารให้ที่เกาะทุกวัน

<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">
          จะอ่านเรื่องนี้ต้องเตรียมตัวเตรียมใจนะครับ หาน้ำเย็นมากลั้วคอหรือหายาหยอดตาเตรียมวางไว้ใกล้ๆ

          เพราะตำนานเรื่องนี้ รักหวานจ๋อยจัดจนมดขึ้นหรืออาจทำให้เกิดความตาร้อนผ่าวขึ้นมาได้ง่าย หากพาลระลึกถึงคู่ของเรา ฮิ ฮิ
</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">

                                    หนูลิซ่า Ms.Li sihong</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">          
        
วันสุดท้ายก่อนจากมหาวิทยาลัยหวงเหอ รองผู้อำนวยการวิเทศสัมพันธ์คนสวย หนูลิซ่า Ms.Li sihong เธอให้สัญญาว่าจะพาเราไปกินอาหารเช้าแบบออริจินัลของยูนาน

          คือ
ขนมจีนข้ามสะพาน อันลือชื่อ

          ภาษาจีนเรียกว่า
กั้วเฉียวหมี่เซี่ยน


          คนยูนานพูดไม่เหมือนคนปักกิ่ง ดังนั้นไม่ต้องออกเสียงแบบม้วนลิ้นครับ

          ผมเองก็งงงง เหมือนกันว่า ไอ้ขนมจีนข้ามสะพานนี้มันจะเป็นแบบไหน พาลนึกหน้าตาเป็นแบบขนมจีนน้ำเงี้ยวไปโน่นและคิดเพียงว่าน่าจะมีเส้นที่ยาวเหยียดจนจากฟากสะพานด้านหนึ่งไปถึงอีกด้านหนึ่ง

        ถามเขาดูก็บอกเพียงว่า น่าเดี๋ยวก็รู้เองแต่มันมีตำนานเกี่ยวกับนิยายรักโรแมนติกด้วยล่ะ

        ผมก็เลยพาลนึกภาพแบบหนังการ์ตูนวอลล์ดิสนีย์ ที่มีเจ้าหญิงถูกพ่อมดจับขังไว้ที่หอคอยเป็นเวลายาวนาน จนเส้นผมยาวเหยียด เลยใช้เป็นประโยชน์หย่อนลงมาให้เจ้าชายขี่ม้าขาวพาหนีออกมาได้

        เลยนึกต่อว่าไอ้ขนมจีนที่ว่านี้ชรอยเส้นมันคงยาวเหยียดจนผู้ชายพาคู่รักโหนข้ามสะพานไปได้แน่แน่
</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">
       
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">        พอเข้าไปในภัตตาคาร โอ้โฮ้! จะพามากินขนมจีน ร้านต้องหรูหราขนาดนี้เชียว ที่เชียงใหม่หากพาไปกินขนมจีนมักจะเป็นร้านแบบยองยองเหลาก็ดูดีแล้ว

        พอเห็นภาพบนโต๊ะต้องอึ้งครับ…ดูภาพเอาเองก็แล้วกัน อะไรต่อมิอะไรวางเต็มไปหมด
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">

        </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">         เขาก็เชิญให้นั่ง ผมเห็นแต่เส้นหมี่ขาววางอยู่ในจาน หน้าตาก็คล้ายๆเส้นขนมจีนบ้านเรา เพียงแต่เส้นใหญ่กว่านิดหน่อยแต่ไม่เห็นมีน้ำแกงอะไร ที่วางอยู่บนโต๊ะก็มีจานใส่ผักต่างๆ จานใส่หมู เครื่องใน ไข่และไก่ทอดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆพอคำ พร้อมเครื่องปรุงมีพริกคั่วกับน้ำมันสไตล์ยูนานแบบข้าวซอยเชียงใหม่

        สักพัก เขาก็ยกชามน้ำซุบมาเสริฟ์ วางลงข้างหน้าคนละชาม

        แม่เจ้าโว้ย! ต้องอุทานอย่างนี้จริงๆครับ เพราะชามน้ำแกงนี้มโหฬารมาก เหมาะสำหรับคนกินสักสิบคน!</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">

        </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">        ลืมถ่ายตอนก่อนกิน :) กินจนอิ่มแปร้แล้วจึงนึกได้ เลยถ่ายเก็บไว้ ที่เห็นอยู่นี้ ใช้วรยุทธสุดยอดแล้ว แฮ่ะ แฮ่ะ มีปัญญากินได้เท่านี้เอง</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">        </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">        ในชามมีน้ำซุบคล้ายน้ำก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา กลิ่นหอมหวนมีไอร้อนกรุ่นพวยพุ่ง และมีน้ำมันสีเหลืองอ่อนลอยอยู่บนหน้าซุบ

        หนูลิซ่า ก็อธิบายวิธีกินให้ โดยหยิบจานเนื้อต่างๆใส่ไปก่อน คือเนื้อหมู เครื่องในดิบๆ ค่อยๆคนให้สุกอย่างเบามือ พอเนื้อสุกแล้วก็ใส่ผักต่างๆลงไปจนหมด

         สุดท้ายตามด้วยเส้นหมี่ขาว จานพูนคีบใส่ไปตามต้องการ ผมทดลองคีบใส่ดูก่อนเพียงเล็กน้อย เอ๋! เส้นก็มีขนาดปกติมาตรฐานเส้นหมี่ทั่วไปนี่ แล้วมันเกี่ยวกับข้ามสะพานตรงไหน?

         พอจะเอ่ยปากถาม หนูลิซ่าก็ยิ้มชมดชม้อยบอกว่าอย่าเพิ่งถาม (นะลุง) ให้กินไปก่อนเดียวจะเสียรสชาติ กินเสร็จแล้วหนูจะเล่าทีหลังจะได้ซาบซึ้งไง แบบ
Appreciation (สมัยเรียนศิลปากรดัดจริตออกเสียงคล้ายฝรั่งว่า อัปปรีย์ชีเอชั่น เวลาไปเขียนรูปแถววัดมหาธาตุแม่ชีฟังแล้วสะดุ้งเฮือกๆ)

         ผมเลยทำตามอย่างว่าง่าย เอาตะเกียบคีบเส้นขนมจีน ซดน้ำซุบ ตามด้วยผักและเนื้อไก่ พอเข้าปาก

         โอ้พระเจ้า… ซ่าร่า เอ้ย
! ลิซ่า มันยอดดดดจริงๆ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">

        </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">        น้ำซุบไก่หวานหอม รสชาติสุดยอดกลมกล่อม โดยไม่ต้องปรุงรสอะไรเพิ่มเติมทั้งสิ้น ด้วยน้ำหวานของผักนานาที่ใส่เข้าไปและเมื่อคีบเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่นกกระทาเข้าปาก…อืม

         เอาอะไรมาแลก(ในขณะนั้น) ก็ไม่อาวววว

         ซดกันโฮกๆ ซูดๆกันอยู่นานด้วยความอร่อย สังเกตดูน้ำซุบเพิ่งพร่องลงจากขอบชามเพียงนิ้วเดียวเท่านั้น ใครกินหมดชามได้ต้องเป็นตือป๊วยก่ายหรือไม่ก็พิงค์กี้เลดี้กลับชาติมาเกิดแน่

        อร่อยสุดยอดในชีวิตครับ แต่ก็หาหมดไม่ ผมกินเส้นขนมจีนจนหมดชามที่ให้มาแต่ไม่มีปัญญาซดน้ำซุบที่ให้มาหมด สังเกตดูทุกคนก็เหมือนกัน ท่านอธิการบดีบอกว่าที่จริงซุบชามเดียวก็พอเพียงทั้งโต๊ะ

        ข้อดีอีกอย่างหนึ่ง วิธีกินขนมจีนข้ามสะพานแบบนี้ เหมาะสำหรับสุภาพสตรีเพราะในขณะกินไอควันร้อนๆของน้ำซุบจะรมใบหน้าได้ทั้งหน้า เพราะต้องชโงกหน้าไปกินและปากชามก็ใหญ่เหลือเกินสมเป็นหมี่ซาวน่า

        อิ่มท้องแล้ว ผมก็ทวงถามหนูลิซ่าตามสัญญา เธอทำตาหวานชม้อยตาถามว่าผมมีภรรยาแล้วยัง (เพราะแก่ป่านนี้แล้ว)

        ผมจึงกัดฟันตอบไปว่า มี! (อย่างชายชาติเสือ) เธอจึงบอกว่า หากมีแล้วก็จะซาบซึ้งกับตำนานความรักในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น แล้วเล่าว่า…

        เมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีก่อน ณ ทะเลสาบหนานหู เมืองเหมิงจื้อ ของมณฑลยูนาน มีชายหนุ่มแซ่จางประสงค์จะสอบจองหงวนให้สำเร็จ จึงปลีกตัวจากครอบครัวไปท่องหนังสือดูตำราที่เกาะกลางทะเลสาบอย่างเคร่งเครียด

        ด้วยความรักและห่วงใย ภรรยาสาวสวยก็ใส่ใจคอยหาอาหารนำไปส่งทุกวัน ต้องเดินทางไกลจากหมู่บ้าน ข้ามสะพานไปส่งอาหารให้ที่เกาะทุกวัน แต่เนื่องด้วยระยะทางที่ห่างไกล ทำให้อาหารที่นำไปให้ ไม่ว่าจะปรุงไปด้วยรสชาติที่ล้ำเลิศเพียงไร พอไปถึงก็เย็นชืดหมดรสไปเสียทุกครา

       ต้องนึกภาพแบบวิถีชีวิตคนจีนจึงจะเข้าใจประเด็นเรื่องนี้ เพราะคนจีนนิยมกินอาหารร้อนๆ ดื่มน้ำร้อนๆ ต่างกับคนไทย คงเป็นเพราะสภาพอากาศหนาวเย็นจัด แม้กระทั่งโค้กหรือเบียร์ยังไม่แช่เย็นเลย

       มาเมืองจีนต้องกิน โค้กอุ่นๆ หากอยากกินเย็นต้องร้องหา ปิงไคว่(น้ำแข็ง) เอาเอง

       ชายผู้เป็นสามีได้อาหารที่เย็นชืดทุกวัน ก็ทำให้ไม่เจริญอาหาร ร่างกายก็ซูบผอม สุขภาพก็ทรุดโทรมลงมาก สติปัญญาก็เริ่มถดถอยจนเกิดความวิตกกังวลว่าจะสอบไม่ผ่าน

       ฝ่ายภรรยาก็กลุ้มใจโศกเศร้าว่าเป็นเพราะตนทำหน้าที่พกพร่อง พยายามหาวิธีการต่างๆที่จะทำให้สามีของตนเจริญอาหารให้จงได้ วันหนึ่งเธอจึงคิดสูตรอาหารทำด้วยเนื้อไก่ แต่ไม่ปรุงให้สุกเสียคราวเดียว ตุ๋นส่วนหนึ่งเพื่อทำน้ำซุบ แล้วเอาใส่ไหใบโต แบ่งเนื้อไก่ออกเป็นชิ้นๆห่อไปและนำหมี่ขาวไปด้วย ตั้งใจไว้ว่าจะไปปรุงประกอบอาหารให้สามีสุดที่รักได้กินร้อนๆ

       เมื่อเตรียมเสร็จสรรพ เธอจึงเดินทางไป แต่ในคราวนี้มีอุปกรณ์มากมายที่ต้องนำติดตัว ระยะทางก็ยาวไกล ที่หนักที่สุดคือไหใส่น้ำซุบร้อนๆนั้นที่ยิ่งเดินก็ยิ่งหนัก อาศัยความรักที่มีอยู่และความตั้งใจจริงที่อยากให้สามีได้กินอาหารที่อร่อยถูกปาก ทำให้เธอต้องอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากกายในขณะเดินทาง

      พอใกล้ถึง เธอก็มีสภาพร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ายิ่งนัก และในขณะที่เธอกำลังข้ามสะพานนั้นเอง เธอก็เป็นลมสิ้นสติล้มพับไป

      เธอหมดสติไปเป็นเวลานานและเมื่อได้สติฟื้นตัวขึ้นมา เธอเสียใจมากเพราะคิดว่าสามีของเธอต้องกินอาหารที่เย็นชืดอีกแล้ว

      แต่…เมื่อเธอก้มหยิบไหที่ใส่น้ำซุบไก่ ปรากฏว่าอัศจรรย์ใจนักน้ำซุบยังคงร้อนอยู่ เธอจึงรีบเดินทางต่อและนำไปปรุงอาหารที่ยังร้อนอยู่ให้สามีกินได้สำเร็จดังประสงค์

       สามีกินด้วยความเอร็ดอร่อยยิ่งนัก เมื่ออิ่มหนำสำราญดีแล้ว ภรรยาจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ต่างคนต่างสงสัยว่าทำไมน้ำซุบจึงคงความร้อนอยู่ได้ เมื่อไปดูที่ไหซุบ เห็นน้ำซุบที่ยังเหลืออยู่มากมีคราบน้ำมันสีเหลืองลอยอยู่บนผิวซุบ จึงเข้าใจว่าเป็นเพราะมีฝ้าน้ำมันลอยปิดหน้าน้ำซุบนี่เองที่เป็นตัวกั้นมิให้น้ำซุบคงความร้อนอยู่ได้นานและน้ำซุบมีก็ปริมาณมากพอ

       สามีจึงชมเชยในสติปัญญาของเธอและชื่นชมในความรักอาทรที่เธอมีแก่สามี เมื่อสามีได้รับอาหารที่มีคุณภาพทางโภชนาการ จึงมีสุขภาพแข็งแรงและมีสติปัญญาดีขึ้น ตามลำดับ

       ในที่สุดสามีก็สอบจองหงวนได้สำเร็จ เป็นที่ภาคภูมิใจแก่ครอบครัวยิ่งนัก เมื่อเป็นจองหงวนแล้ว จางจองหงวนจึงประกาศเรื่องราวเบื้องหลังแห่งความสำเร็จที่เป็นสติปัญญาของผู้เป็นภรรยาให้ปรากฏ

       และตั้งชื่ออาหารนั้นว่า
กั้วเฉียวหมี่เซี่ยน” “ หรือ ขนมจีนข้ามสะพานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากนั้นก็นิยมนำมาเป็นสูตรปรุงกินกันและใส่เครื่องปรุงต่างๆมากขึ้นจนกลายเป็น ตำนานขนมจีนข้ามสะพานอันเลื่องลือของมณฑลยูนานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

       เป็นไงครับ ฟังแล้วซาบซึ้ง ถึงความรักและความห่วงหาอาทร ตลอดจนความอดทนพยายามของภรรยาจางจองหงวนไหม?

      
ผมว่าอาหารใดใดก็ตาม หากปรุงด้วยความรักและห่วงใย ก็จะอร่อยล้ำเลิศที่สุดในโลก และหากได้กินร่วมกับคนที่เรารักที่สุดแล้วไซร้

       ก็จะมีความสุขที่สุดในโลก เช่นกัน
</p>