<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">
จะอ่านเรื่องนี้ต้องเตรียมตัวเตรียมใจนะครับ หาน้ำเย็นมากลั้วคอหรือหายาหยอดตาเตรียมวางไว้ใกล้ๆ
เพราะตำนานเรื่องนี้ รักหวานจ๋อยจัดจนมดขึ้นหรืออาจทำให้เกิดความตาร้อนผ่าวขึ้นมาได้ง่าย หากพาลระลึกถึงคู่ของเรา ฮิ ฮิ </p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">
หนูลิซ่า Ms.Li sihong</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">
วันสุดท้ายก่อนจากมหาวิทยาลัยหวงเหอ รองผู้อำนวยการวิเทศสัมพันธ์คนสวย หนูลิซ่า Ms.Li sihong เธอให้สัญญาว่าจะพาเราไปกินอาหารเช้าแบบออริจินัลของยูนาน
คือ “ขนมจีนข้ามสะพาน” อันลือชื่อ
ภาษาจีนเรียกว่า “ กั้วเฉียวหมี่เซี่ยน”
คนยูนานพูดไม่เหมือนคนปักกิ่ง ดังนั้นไม่ต้องออกเสียงแบบม้วนลิ้นครับ
ผมเองก็งงงง เหมือนกันว่า ไอ้ขนมจีนข้ามสะพานนี้มันจะเป็นแบบไหน พาลนึกหน้าตาเป็นแบบขนมจีนน้ำเงี้ยวไปโน่นและคิดเพียงว่าน่าจะมีเส้นที่ยาวเหยียดจนจากฟากสะพานด้านหนึ่งไปถึงอีกด้านหนึ่ง
ถามเขาดูก็บอกเพียงว่า น่าเดี๋ยวก็รู้เองแต่มันมีตำนานเกี่ยวกับนิยายรักโรแมนติกด้วยล่ะ
ผมก็เลยพาลนึกภาพแบบหนังการ์ตูนวอลล์ดิสนีย์ ที่มีเจ้าหญิงถูกพ่อมดจับขังไว้ที่หอคอยเป็นเวลายาวนาน จนเส้นผมยาวเหยียด เลยใช้เป็นประโยชน์หย่อนลงมาให้เจ้าชายขี่ม้าขาวพาหนีออกมาได้
เลยนึกต่อว่าไอ้ขนมจีนที่ว่านี้ชรอยเส้นมันคงยาวเหยียดจนผู้ชายพาคู่รักโหนข้ามสะพานไปได้แน่แน่</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"></p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">
</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"> พอเข้าไปในภัตตาคาร โอ้โฮ้! จะพามากินขนมจีน ร้านต้องหรูหราขนาดนี้เชียว ที่เชียงใหม่หากพาไปกินขนมจีนมักจะเป็นร้านแบบยองยองเหลาก็ดูดีแล้ว
พอเห็นภาพบนโต๊ะต้องอึ้งครับ…ดูภาพเอาเองก็แล้วกัน อะไรต่อมิอะไรวางเต็มไปหมด</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">
</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"> เขาก็เชิญให้นั่ง ผมเห็นแต่เส้นหมี่ขาววางอยู่ในจาน หน้าตาก็คล้ายๆเส้นขนมจีนบ้านเรา เพียงแต่เส้นใหญ่กว่านิดหน่อยแต่ไม่เห็นมีน้ำแกงอะไร ที่วางอยู่บนโต๊ะก็มีจานใส่ผักต่างๆ จานใส่หมู เครื่องใน ไข่และไก่ทอดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆพอคำ พร้อมเครื่องปรุงมีพริกคั่วกับน้ำมันสไตล์ยูนานแบบข้าวซอยเชียงใหม่
สักพัก เขาก็ยกชามน้ำซุบมาเสริฟ์ วางลงข้างหน้าคนละชาม
แม่เจ้าโว้ย! ต้องอุทานอย่างนี้จริงๆครับ เพราะชามน้ำแกงนี้มโหฬารมาก เหมาะสำหรับคนกินสักสิบคน!</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">
</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"> ลืมถ่ายตอนก่อนกิน :) กินจนอิ่มแปร้แล้วจึงนึกได้ เลยถ่ายเก็บไว้ ที่เห็นอยู่นี้ ใช้วรยุทธสุดยอดแล้ว แฮ่ะ แฮ่ะ มีปัญญากินได้เท่านี้เอง</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"> </p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"> ในชามมีน้ำซุบคล้ายน้ำก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา กลิ่นหอมหวนมีไอร้อนกรุ่นพวยพุ่ง และมีน้ำมันสีเหลืองอ่อนลอยอยู่บนหน้าซุบ
หนูลิซ่า ก็อธิบายวิธีกินให้ โดยหยิบจานเนื้อต่างๆใส่ไปก่อน คือเนื้อหมู เครื่องในดิบๆ ค่อยๆคนให้สุกอย่างเบามือ พอเนื้อสุกแล้วก็ใส่ผักต่างๆลงไปจนหมด
สุดท้ายตามด้วยเส้นหมี่ขาว จานพูนคีบใส่ไปตามต้องการ ผมทดลองคีบใส่ดูก่อนเพียงเล็กน้อย เอ๋! เส้นก็มีขนาดปกติมาตรฐานเส้นหมี่ทั่วไปนี่ แล้วมันเกี่ยวกับข้ามสะพานตรงไหน?
พอจะเอ่ยปากถาม หนูลิซ่าก็ยิ้มชมดชม้อยบอกว่าอย่าเพิ่งถาม (นะลุง) ให้กินไปก่อนเดียวจะเสียรสชาติ กินเสร็จแล้วหนูจะเล่าทีหลังจะได้ซาบซึ้งไง แบบ Appreciation (สมัยเรียนศิลปากรดัดจริตออกเสียงคล้ายฝรั่งว่า อัปปรีย์ชีเอชั่น เวลาไปเขียนรูปแถววัดมหาธาตุแม่ชีฟังแล้วสะดุ้งเฮือกๆ)
ผมเลยทำตามอย่างว่าง่าย เอาตะเกียบคีบเส้นขนมจีน ซดน้ำซุบ ตามด้วยผักและเนื้อไก่ พอเข้าปาก
โอ้พระเจ้า… ซ่าร่า เอ้ย! ลิซ่า มันยอดดดดจริงๆ</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal">
</p>
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt" class="MsoNormal"> น้ำซุบไก่หวานหอม รสชาติสุดยอดกลมกล่อม โดยไม่ต้องปรุงรสอะไรเพิ่มเติมทั้งสิ้น ด้วยน้ำหวานของผักนานาที่ใส่เข้าไปและเมื่อคีบเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่นกกระทาเข้าปาก…อืม
เอาอะไรมาแลก(ในขณะนั้น) ก็ไม่อาวววว
ซดกันโฮกๆ ซูดๆกันอยู่นานด้วยความอร่อย สังเกตดูน้ำซุบเพิ่งพร่องลงจากขอบชามเพียงนิ้วเดียวเท่านั้น ใครกินหมดชามได้ต้องเป็นตือป๊วยก่ายหรือไม่ก็พิงค์กี้เลดี้กลับชาติมาเกิดแน่
อร่อยสุดยอดในชีวิตครับ แต่ก็หาหมดไม่ ผมกินเส้นขนมจีนจนหมดชามที่ให้มาแต่ไม่มีปัญญาซดน้ำซุบที่ให้มาหมด สังเกตดูทุกคนก็เหมือนกัน ท่านอธิการบดีบอกว่าที่จริงซุบชามเดียวก็พอเพียงทั้งโต๊ะ
ข้อดีอีกอย่างหนึ่ง วิธีกินขนมจีนข้ามสะพานแบบนี้ เหมาะสำหรับสุภาพสตรีเพราะในขณะกินไอควันร้อนๆของน้ำซุบจะรมใบหน้าได้ทั้งหน้า เพราะต้องชโงกหน้าไปกินและปากชามก็ใหญ่เหลือเกินสมเป็นหมี่ซาวน่า
อิ่มท้องแล้ว ผมก็ทวงถามหนูลิซ่าตามสัญญา เธอทำตาหวานชม้อยตาถามว่าผมมีภรรยาแล้วยัง (เพราะแก่ป่านนี้แล้ว)
ผมจึงกัดฟันตอบไปว่า มี! (อย่างชายชาติเสือ) เธอจึงบอกว่า หากมีแล้วก็จะซาบซึ้งกับตำนานความรักในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น แล้วเล่าว่า…
เมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีก่อน ณ ทะเลสาบหนานหู เมืองเหมิงจื้อ ของมณฑลยูนาน มีชายหนุ่มแซ่จางประสงค์จะสอบจองหงวนให้สำเร็จ จึงปลีกตัวจากครอบครัวไปท่องหนังสือดูตำราที่เกาะกลางทะเลสาบอย่างเคร่งเครียด
ด้วยความรักและห่วงใย ภรรยาสาวสวยก็ใส่ใจคอยหาอาหารนำไปส่งทุกวัน ต้องเดินทางไกลจากหมู่บ้าน ข้ามสะพานไปส่งอาหารให้ที่เกาะทุกวัน แต่เนื่องด้วยระยะทางที่ห่างไกล ทำให้อาหารที่นำไปให้ ไม่ว่าจะปรุงไปด้วยรสชาติที่ล้ำเลิศเพียงไร พอไปถึงก็เย็นชืดหมดรสไปเสียทุกครา
ต้องนึกภาพแบบวิถีชีวิตคนจีนจึงจะเข้าใจประเด็นเรื่องนี้ เพราะคนจีนนิยมกินอาหารร้อนๆ ดื่มน้ำร้อนๆ ต่างกับคนไทย คงเป็นเพราะสภาพอากาศหนาวเย็นจัด แม้กระทั่งโค้กหรือเบียร์ยังไม่แช่เย็นเลย
มาเมืองจีนต้องกิน โค้กอุ่นๆ หากอยากกินเย็นต้องร้องหา ปิงไคว่(น้ำแข็ง) เอาเอง
ชายผู้เป็นสามีได้อาหารที่เย็นชืดทุกวัน ก็ทำให้ไม่เจริญอาหาร ร่างกายก็ซูบผอม สุขภาพก็ทรุดโทรมลงมาก สติปัญญาก็เริ่มถดถอยจนเกิดความวิตกกังวลว่าจะสอบไม่ผ่าน
ฝ่ายภรรยาก็กลุ้มใจโศกเศร้าว่าเป็นเพราะตนทำหน้าที่พกพร่อง พยายามหาวิธีการต่างๆที่จะทำให้สามีของตนเจริญอาหารให้จงได้ วันหนึ่งเธอจึงคิดสูตรอาหารทำด้วยเนื้อไก่ แต่ไม่ปรุงให้สุกเสียคราวเดียว ตุ๋นส่วนหนึ่งเพื่อทำน้ำซุบ แล้วเอาใส่ไหใบโต แบ่งเนื้อไก่ออกเป็นชิ้นๆห่อไปและนำหมี่ขาวไปด้วย ตั้งใจไว้ว่าจะไปปรุงประกอบอาหารให้สามีสุดที่รักได้กินร้อนๆ
เมื่อเตรียมเสร็จสรรพ เธอจึงเดินทางไป แต่ในคราวนี้มีอุปกรณ์มากมายที่ต้องนำติดตัว ระยะทางก็ยาวไกล ที่หนักที่สุดคือไหใส่น้ำซุบร้อนๆนั้นที่ยิ่งเดินก็ยิ่งหนัก อาศัยความรักที่มีอยู่และความตั้งใจจริงที่อยากให้สามีได้กินอาหารที่อร่อยถูกปาก ทำให้เธอต้องอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากกายในขณะเดินทาง
พอใกล้ถึง เธอก็มีสภาพร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ายิ่งนัก และในขณะที่เธอกำลังข้ามสะพานนั้นเอง เธอก็เป็นลมสิ้นสติล้มพับไป
เธอหมดสติไปเป็นเวลานานและเมื่อได้สติฟื้นตัวขึ้นมา เธอเสียใจมากเพราะคิดว่าสามีของเธอต้องกินอาหารที่เย็นชืดอีกแล้ว
แต่…เมื่อเธอก้มหยิบไหที่ใส่น้ำซุบไก่ ปรากฏว่าอัศจรรย์ใจนักน้ำซุบยังคงร้อนอยู่ เธอจึงรีบเดินทางต่อและนำไปปรุงอาหารที่ยังร้อนอยู่ให้สามีกินได้สำเร็จดังประสงค์
สามีกินด้วยความเอร็ดอร่อยยิ่งนัก เมื่ออิ่มหนำสำราญดีแล้ว ภรรยาจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ต่างคนต่างสงสัยว่าทำไมน้ำซุบจึงคงความร้อนอยู่ได้ เมื่อไปดูที่ไหซุบ เห็นน้ำซุบที่ยังเหลืออยู่มากมีคราบน้ำมันสีเหลืองลอยอยู่บนผิวซุบ จึงเข้าใจว่าเป็นเพราะมีฝ้าน้ำมันลอยปิดหน้าน้ำซุบนี่เองที่เป็นตัวกั้นมิให้น้ำซุบคงความร้อนอยู่ได้นานและน้ำซุบมีก็ปริมาณมากพอ
สามีจึงชมเชยในสติปัญญาของเธอและชื่นชมในความรักอาทรที่เธอมีแก่สามี เมื่อสามีได้รับอาหารที่มีคุณภาพทางโภชนาการ จึงมีสุขภาพแข็งแรงและมีสติปัญญาดีขึ้น ตามลำดับ
ในที่สุดสามีก็สอบจองหงวนได้สำเร็จ เป็นที่ภาคภูมิใจแก่ครอบครัวยิ่งนัก เมื่อเป็นจองหงวนแล้ว จางจองหงวนจึงประกาศเรื่องราวเบื้องหลังแห่งความสำเร็จที่เป็นสติปัญญาของผู้เป็นภรรยาให้ปรากฏ
และตั้งชื่ออาหารนั้นว่า “ กั้วเฉียวหมี่เซี่ยน” “ หรือ ขนมจีนข้ามสะพานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากนั้นก็นิยมนำมาเป็นสูตรปรุงกินกันและใส่เครื่องปรุงต่างๆมากขึ้นจนกลายเป็น ตำนานขนมจีนข้ามสะพานอันเลื่องลือของมณฑลยูนานตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เป็นไงครับ ฟังแล้วซาบซึ้ง ถึงความรักและความห่วงหาอาทร ตลอดจนความอดทนพยายามของภรรยาจางจองหงวนไหม?
ผมว่าอาหารใดใดก็ตาม หากปรุงด้วยความรักและห่วงใย ก็จะอร่อยล้ำเลิศที่สุดในโลก และหากได้กินร่วมกับคนที่เรารักที่สุดแล้วไซร้
ก็จะมีความสุขที่สุดในโลก เช่นกัน</p>
เก็บตกจากยูนาน : ตำนานรัก ขนมจีนข้ามสะพาน
ด้วยความรักและห่วงใย ภรรยาสาวสวยก็ใส่ใจคอยหาอาหารนำไปส่งทุกวัน ต้องเดินทางไกลจากหมู่บ้าน ข้ามสะพานไปส่งอาหารให้ที่เกาะทุกวัน
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
dejavu monmon · 10 ก.ย. 2550
เสือราญ · 10 ก.ย. 2550
ดร. นิรันดร์ กุลฑานันท์ · 10 ก.ย. 2550
คุณครูกระโปรงแดง · 10 ก.ย. 2550
อาจารย์ขา
เรื่องนี้อ่านแล้วซาบซึ้งมาก อาจารย์เล่าได้อรรถรสปนกับความอร่อย และเห็นภาพ(ความหิว)ชัดเจน
ทั้งอร่อยในเรื่องอาหาร และอร่อยในเรื่องความรัก (อิอิ)
อยากทำน้ำซุปให้คนที่เรารักทานจังเลย ฝีมือก็ใช่ย่อยนะคะ
ประกาศ ประกาศ ประกาศ
วันนี้จะแซงคิวพี่ใหญ่ น้องกลาง น้องเล็ก 5555
อืมม์ ตำนานนี้ช่างซาบซึ้งยิ่งนัก ศิษย์พี่ใหญ่ช่างมีบุญ ศิษย์น้องไปยูนนานสองครั้งแล้วยังมิมีโอกาสลิ้มลอง “กั้วเฉียวหมี่เซี่ยน” นี้แต่อย่างใด เดี๋ยวศิษย์น้องรอท่านแม่กลับมาจะลองถามว่าชื่อนี้แปลว่าจะใด ครั้นจะอาศัยเจ้าตัวเล็กแปลให้ก็กลัวความจะเพี้ยนไปเสียก่อน
ศิษย์พี่ท่านทำถูกแล้วที่ตอบไปว่าท่านมีฮูหยินคู่ใจ หากมิฉะนั้นอาจจะถูกสาวยูนนานกักขังไว้ไม่ยอมให้กลับมา พาลจะทำให้บรรดาศิษย์น้องทั้งหลายจะตรอมใจกันเพราะไม่มีอะไรทำ (ไม่มีบล็อกศิษย์พี่ให้มาตั้งวงเม้าท์) เลยต้องหันมากินทั้งวัน 555
อ้าว เฮ้ย มาอ่านก่อนแต่พิมพ์ช้าเลยถูกแซง พี่อึ่งอ๊อบนี่ทำงี้ได้ไงเนี่ย มาปาดซะแว้ว
โอ้โฮ้!
วันนี้หนูอึ่งรวดเร็วเป็นกรด
นอกจากจะแซงหน้ากามนิตหนุ่มจนตกแม่น้ำโขงแล้ว
ยังแซงหญิงใหญ่ หญิงเล็ก น้องรอง จนเสียฟอร์มไปตามกัน ฮิฮิ
เมื่อไหร่หนูอึ่งทำซุบ โปรดโทรมาทันใด :)
จะได้เอามาเขียนเป็นซุบรักหักสะพาน ภาคสอง :)
หนูศิษย์น้องเล็กแก้มยุ้ย
มาซาบซึ้งเรื่องของกิน คงถูกใจเจ้ายิ่งนัก!
ทีหลังจะได้หาคนกินหมี่ไปสบตาหวานซึ้งไป สูดเส้นมาม่าซ้วบๆไปด้วยกัน ซึ้งซะไม่มี :)
เรื่องฮูหยิน ต้องรีบยืดอกอันเหี่ยวๆตอบอย่างฉะฉาน เพราะครั้งก่อนถูกจับแต่งงานที่ภัตตาคารจนถูกข้อหาว่าละทิ้งภรรยาไว้ที่เมืองจีนเป็นข้อหาฉกรรจ์มาจนบัดนี้
เออดีนะ รีบถามแม่เร็วๆ อาจารย์ก็อยากรู้ว่าแปลถูกไหม?
กั้ว = ข้าม
เฉียว = สะพาน
หมี่ = ข้าว (แสดงว่าเส้นของอาหารชนิดนี้ทำจากแป้งข้าวเจ้า)
เซี่ยน = เส้นลักษณะเหมือนด้ายยาวๆ / หมัก (ต้องเห็นตัวหนังสือถึงจะรู้ว่าตัวไหน มันพ้องเสียงค่ะ)
ตัวหลังนี่ไม่ชัดเจน มันมีคำว่าเซี่ยนที่เขียนอีกแบบหนึ่งแปลว่า หมัก ถ้าอาหารชนิดนี้เป็นเส้นหมัก ก็จะต้องแปลว่า "ขนมจีนข้ามสะพาน" อย่างที่ศิษย์พี่ว่า แต่ถ้าไม่ใช่ก็ต้องเป็นอย่างที่ท่านแม่บอกคือต้องแปลว่า "เส้นหมี่ข้ามสะพาน"
โอ้ ภาษาจีนช่างล้ำลึก รู้ไปจนกระทั่งส่วนผสมของอาหารจากชื่อที่บอกมา เหอๆๆ ศิษย์น้องเล็กยังเรียนรู้มิถึงเสี้ยวของมารดา (ท่านแม่ฝากบอกว่าตำนานซึ้งจัง อินกว่าเราอีก 555)
ศิษย์พี่ใหญ่..
ดีว่าศิษย์น้องรองกลับบ้านดึกแล้วเพิ่งจัดการข้าวไข่เจียวไป มิเช่นนั้นคงต้องร้องหาหมี่ (มาม่า) กินเป็นแน่ ^ ^ ก็คล้ายที่เล่ามาที่สุดแล้วอ่ะ 5555
ตอนเย็นมัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่เห็นบันทึกนี้ ไม่งั้นต้องมาปาดหน้าแซงกันเหมือนพี่อึ่งอ๊อบกับน้องเล็ก.. ^ ^ แต่มาอ่านที่หลังก็ดีเพราะได้ความรู้เพิ่มจากน้องเล็กอีกต่างหาก..
ศิษย์พี่ใหญ่คะ
ปิดท้ายบันทึกได้ซึ้งจริงๆ อ่านมาตั้งแต่ต้น ยังไม่ซึ้งเท่าประโยคปิดท้ายเลยค่ะ :)
เห็นภาพแล้วหิวค่ะ :)
เจีย เจี๊ย
น้องเล็กแก้มยุ้ย และคุณแม่
ช่างแปลได้ทันใจและลึกซึ้งดีแท้ โดยไม่ต้องอาศัยแลงดอนให้ป่วยการ
แต่งตั้งอาแม่เป็น แลงดอนไชนิส ดีกว่า :)
คุณแม่ต้องอินแน่แน่ เพราะต้องเคยมีตำนานรักข้ามโลกติดตัวมาบ้าง ไม่งั้นไม่อินขนาดนี้ (ดังกว่าข้ามสะพานอีก) :)
อาจารย์เคยอ่านมาหลายเรื่องแล้ว ภรรยาจีนมักเป็นเช่นนี้ ทั้งจงรักภักดีสุดขอบฟ้าและยอดภรรยาปรนนิบัติเยี่ยมยอด โดยเฉพาะเรื่องอาหาร
ไม่งั้นเขาจะบอกว่า มีเมียญี่ปุ่น กินอาหารจีน อยู่บ้านฝรั่ง รึ เทั้งสามอย่างนี้ ป็นความฝันสุดยอดของบรรดาชายทั้งปวง
ศิษย์น้องรอง
ฮ่า! ฮ่า ! ตำนานรักข้ามมาม่า คงเป็นเวอร์ชั่นพิเศษของน้องรอง
วาสนาเจ้า ชมชอบกินมาม่า ตามลำพัง
ศิษย์พี่เคยบอกว่าให้เลือกคู่ หรือไม่จะจัดหาให้ ก็ส่ายหน้าว่า ม่ายอาว ม่ายอาว อยู่นั่นแหละ
แล้วมานั่งหน้าเน็ต ทำตาซึ้งข้ามทวีปเป็นขนมจีนข้ามสะพานอยู่ได้อย่างไร :)
เดี๋ยวนี้ วิชาตัวเบาของเจ้าตกต่ำ เป็นรองน้องอึ่ง (นางพญาอึ่งขาว) ไปหลายกิโล :)
ศิษย์น้องเล็กชนี เอ้ย! นินจาน้อย
ทำเป็นมาซาบซึ้ง มีใครมานั่งสบตาตอนกินมาม่ารึป่าว จะได้ทำท่าเขินม้วนไปมาแล้วสูดมาม่าเข้าทางจมูก
พี่ใหญ่ไปเมืองจีน ไม่ค่อยเห็นโฆษณาขายครีมไวท์เทนนิ่งเลย ไม่งั้นจะแบกมาฝากสักสองกิโล ให้ทั้งอาบทั้งทา จะได้ขาวไว ขาวไว!
จริงๆด้วย หากมีคนที่เรารักและรักเรา แม้นจะทำมาม่าให้กินยามดึก เราก็จะว่ามันเป็นมาม่าที่อร่อยสุดยอดที่สุดในโลก
ยิ่งมานั่งกินด้วยกันแล้วไซร้...มาม่ากี่ห่อก็ไม่พอ :)
ว่าแต่หนู มีหนุ่มหลงทางมาหาบ้างหรือยัง? อย่าลืมวรยุทธที่สอนให้ยิ้มกว้างๆนะ :)
ท่ากินแบบนี้ได้ใจมากครับ
ผมเพิ่งสังเกตว่าชามก๋วยเตี๋ยวเท่ากะลามังเลยนะครับ แบบนี้อาจารย์ทานหมดมั้ยครับ???
แฮ่! น้องเอก
ขืนหมด ต้องหามกลับขึ้นเครื่องบินแน่ :)
ชามใหญ่แบบนี้ดีครับ กินเสร็จแล้วหน้าขาวผ่องขึ้นมาทันตาเห็น
เห็นศิษย์พี่ใหญ่เขียนเรื่องเมืองจีน เลยรำลึกได้ว่าจะเขียนเรื่องเทศกาลไหว้พระจันทร์ต่อ คืนนี้เลยปั่นต้นฉบับซะตีหนึ่งครึ่ง บีบบังคับท่านแม่ให้เล่าให้ฟังหมดเปลือกก่อนไปนอน ติดตามอ่านได้นะเจ้าคะ ไหว้พระจันทร์ เทศกาลแห่งความรักของครอบครัว
ท่านแม่บอกว่า ชามใหญ่แบบนี้สงสัยเขาหยิบผิด เอากะละมังมาใส่แทนแน่ๆ เหอๆๆ ท่านแม่ของศิษย์น้องก็มุขมิเบาเช่นกัน ^ ^ ดึกมากแล้ว ศิษย์น้องขออำลาพี่ท่านไปเฝ้าเง็กเซียนก่อนล่ะ คร่อกฟี้ๆๆๆ
สวัสดีค่ะอาจารย์
มณฑลยูนานที่อาจารย์ไป ไปเมืองอะไรค่ะ แป๋วเคยไปคุนหมิงค่ะ ก็ไปทานขนมจีนข้ามสะพานที่ว่านี้เหมือนกันค่ะ แต่ไม่ทราบตำนาน หรือไกด์เล่าแล้วลืม...อิอิิอ
อาจารย์เล่าดีมากๆ อินค่ะ ชื่นชม ค่ะ ว่าสาวจีน หรือภรรยาจีนช่างปรนนิบัติพัดวีจังเลยค่ะ
ภรรยาชาวไทย ที่เป็นแบบนี้ก็มีมิใช่น้อยนะค่ะ...
ศิษย์พี่ใหญ่คะ
แหม.....อยากมีคนทำมาม่าให้กินจัง หายากชะมัด ฮ่าๆ ยิ้มกว้างแค่ไหน ก็ไม่เห็นมีคนมาทำให้กินเลย แต่ว่าไม่ง้อค่ะ ทำกินเองก็ได้..... :)
สวัสดีค่ะอาจารย์
ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ยอดหญิงเลยนะคะ
ผู้ชายไทยคงอิจฉากันไปตามๆกัน
สาวชาวจีนนี่ขึ้นชื่อเรื่องความภักดีและปรนนิบัติสามีเก่งมากๆ ไม่ทราบเดี๋ยวนี้ เป็นยังไง เดี๋ยวนี้ สาวจีนเปรี้ยวมากนะคะ ไปปักกิ่งหนที่แล้ว เห็นแต่งตัวกันสวยสุดเดชเลยค่ะ
เดี๋ยวนี้ที่ยูนนานปรับปรุงเรื่องห้องน้ำแล้ว ใช่ไหมคะ
ติดตามอ่านบันทึกอาจารย์ค่ะ สำนวนวันรุ่นค่ะ
ขอขอบคุณอาจารย์พิชัย...