ด้วยดิฉันได้มีโอกาสทำงานวิจัยร่วมกับชุมชนเกษตรกรบ้านแม่ผาแหน โดยร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีการหมักปุ๋ยเชิงอุตสาหกรรม ที่เหมาะสมต่อบริบทและเงื่อนไขต่างๆ ของชุมชน นับว่าเป็นครั้งแรกที่ดิฉันต้องทำงานวิจัยร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริงตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม สำหรับตัวดิฉันเองค่อนข้างใหม่กับงานวิจัยชุมชน แต่ใจก็สู้เต็มร้อย

เป็นเรื่องปกติที่ชุมชนเกษตรกรจะไม่ใคร่เชื่ออะไร หรือเชื่อใครง่ายๆ เขาเหล่านั้นล้วนมีภูมิปัญญา ต้องการแลกเปลี่ยน และพร้อมพิสูจน์กับเราอยู่เสมอ ดังนั้น เพื่อให้เราสามารถเป็นเพื่อนร่วมทางกันได้ตลอดรอดฝั่ง กระบวนการหรือกลไกลที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ที่ดิฉันได้ทดลองนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัยไปพร้อมกันกับการพัฒนาเทคโนโลยี มีดังนี้ 1)กระบวนการให้ความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการหมักปุ๋ยแก่ชุมชน 2)กระบวนการถอดประสบการณ์ร่วมกับชุมชน 3)กระบวนการสำรวจทัศนคติ และ 4)กระบวนการสรุปบทเรียนร่วมกับชุมชน การดำเนินการพบว่า ให้ผลดีในระดับที่น่าพอใจระดับหนึ่ง เนื่องจากดิฉันและคณะ ถือว่าเราเป็นผู้มาใหม่ (new comer) ของชุมชน

ในส่วนของเทคโนโลยีนั้นได้ผลค่อนข้างดีมาก ระบบที่พัฒนาขึ้น (forced aeration with negative pressure mode+zigzag base) สามารถผลิตปุ๋ยหมักเชิงอุตสาหกรรมแก่ชุมชนได้ภายใต้เงื่อนไขการใช้พลังงานที่ค่อนข้างต่ำ คุณภาพปุ๋ยหมักเป็นไปตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร (พ.ศ.2548) ทุกประการ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ดิฉันยังคงกังวลอยู่คือ ความยั่งยืนของงานที่ชุมชนต้องเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ดิฉันมองว่าความต่อเนื่องของงานวิจัย (วิจัยชุมชน) จนถึงจุดที่ชุมชนร่วมคิดกับเรา และกลายเป็นเรื่องสำคัญของเขามิใช่ของโครงการวิจัย นั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญส่งผลให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินงาน แม้ว่าระยะเวลาของโครงการวิจัยที่อาจจะสั้น (1 ปี) ซึ่งปัจจุบันโครงการได้แล้วเสร็จสมบรูณ์ตามข้อเสนอโครงการ แต่ยังมีห่วงข้อเล็กๆ ที่ดิฉันยังคงตั้งใจผูกร้อยไว้กับทางชุมชน ในฐานะเพื่อนร่วมคิด ผู้ร่วมทาง ที่จะให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการอย่างต่อเนื่อง

ดิฉัน (ดร.บัญจรัตน์ โจลานันท์, มทร.ล้านนา) ขอขอบคุณ สกว. ฝ่าย 5 ผู้ให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัย และถือว่าเป็นแหล่งทุนที่เปิดโอกาสให้ดิฉันได้มีความรู้และมุมมองต่างๆ ที่เกี่ยวกับการวิจัยร่วมกับชุมชน และดิฉันยินดีอย่างยิ่งหากมีท่านผู้ใดเข้ามาแลกเปลี่ยน รวมถึงให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่างๆ แก่บันทึกนี้