สุขภาพ กับ คำจำกัดความ
มาตรา ๓ ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ๒๕๕๐
|
ขออนุญาตเอา พรบ.สุขภาพ ที่ตราเป็นพระราชบัญญัติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2550 นี้ มาพูดคุยกันสักหน่อยนะครับ
ตรงประเด็นสุขภาพ องค์รวม ที่องค์กรอนามัยโลกว่าประกอบด้วย กาย ใจ จิตวิญญาณ และสังคม นั้น ดูเหมือนคำ "จิตวิญญาณ" จะไปโดน หรือกระทบความรู้สึกของบางท่าน อาจจะมีกลิ่นนมเนย หรืออะไรบางอย่างที่รู้สึกว่า "ไม่ใช่" และได้ลงเอยมาที่คำ "ปัญญา" แทน ซึ่งก็น่าจะมาจากความปราถนาดี และความต้องการจะให้ "สุขภาพ หรือ สุขภาวะ" ของคนในประเทศไทยออกมาเป็นอย่างไร
ในฐานะที่ทำงานที่ต้องใช้ "สุขภาวะ" ของคนเป็นหลัก คืองาน palliative care ผมก็รู้สึกว่าอาจจะเกิดประเด็นที่น่าสนใจ และน่าจะมีการพูดคุยกันต่อ ถ้าเรายกเอาเรื่อง สุขภาพในอุดมคติ เป็นเช่นไรออกไป แต่หันมาพูดว่า สุขภาวะ หรือ สุขภาพ ของคนทุกคน ทุกชั้นวรรณะ ทุกความเชื่อนั้น มีมิติอะไรที่ควรได้รับการดุแลบ้าง และมิติอะไรที่ขาดเหลือ หรือทุกข์ทรมานอยู่ ด้วยวิธี approach นี้ จะเกิดประเด็นขึ้นมา
"ปัญญา" นั้น มีคุณภาพตามมาอย่างที่คำจำกัดความใน พรบ.นี้ได้ให้ไว้ และเมือพิจารณาตามเนื้อความ จะมีคนส่วนหนึ่งที่ "ขาดปัญญา" ไป เช่น เด็กทารก คนชราที่เริ่ม dementia หรือเป็น Alzheimer คนปัญญาอ่อน มิติด้านปัญญา by default ก็จะบกพร่องไปทันที และอาจจะบกพร่องแบบ "ถูกตัดสินว่าบกพร่อง" โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบแม้แต่น้อยว่าตนเองมีสุขภาพที่ไม่ดี
การถูกกฏหมาย หรือ พรบ. บอกว่าคุณมีสุขภาพที่ไม่ดีนั้น ผมว่ามันแปลกๆ และ exclusive ปนๆกับมี judgmental attitude อย่างบอกไม่ถูก
เด็กทารกที่ยังไม่ได้มี "ปัญญา" อย่างที่ พรบ.ได้กำหนดไว้นั้น มี จิตวิญญาณ" เรียบร้อยแล้ว และจริงๆ คนทุกๆคน มีจิตวิญญาณ หรือ เครื่องยึดเหนี่ยว หรือ value for existentialism อยู่ในลักษณะใด ลักษณะหนึ่งเสมอ แม้แต่คนไข้ที่ coma ไม่รู้สติ ก็ยังมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ลูกหลานมาเยี่ยมก็ยังกราบไหว้ ยังเคารพ ยังดูแล แม้ว่าสภาวะของ "ปัญญา" นั้นหมดไป สถานะเหล่านี้เป็นความผูกพันเชื่อมโยงกับหลายสิ่งหลายอย่าง และอาจจะไม่ใช่ intellectual หรือไม่ใช่แม้แต่ wisdom ใน sense ใดๆ
คนบางคนอาจจะอุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้กับวิทยาศาสตร์ ให้กับสมการบางสมการ ให้กับการค้นหา ultimate truth ที่เหนือไปกว่าแค่ "ความดี ความเลว" หรือแค่ ประโยชน์นิยม แต่เป็นค้นหาซึ่ง "สัจธรรม" หรือ ultimate truth เช่น สถานะของจักรภพก่อน big bang ซึ่งก็กลายเป็นจิตวิญญาณของคนเหล่านี้ได้ แต่ไม่ตรงกับ "ปัญญา" ของ พรบ.ฉบับนี้
คนบางคนอาจจะไม่สนใจเรื่องของความดี ความชั่ว ความถูกต้อง หรือประโยชน์ แต่ชีวิตอาจจะให้ความสำคัญกับ "ความรัก" ความรักเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของเขา ได้หรือไม่? หรือว่าไม่ตรงกับปัญญา เพราะความรักทำให้คนตาบอด ไร้ปัญญา?
คนบางคนอาจจรักเงิน รักทรัพย์สมบัติ ที่ได้แสวงหามาตลอดทั้งชีวิตให้ลูกหลาน ให้ครอบครัว หากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา สาถนะของจิตวิญญาณของเขาเป็นเช่นไร และควรมีการตัดสินหรือไม่?
ประเด็นสำคัญคือ ความต่างเหล่านี้ มีนัยสำคัญหรือไม่ ถ้ามีจะเกิดผลเช่นไรถ้าเราไม่ได้ include รวมอยู่ในความหมายของกฏหมายแห่งชาติ?
ในงาน palliative care นั้น เราจะรักษาคนไข้ทุกคน ทุกสภาวะ ทุกความเชื่อ ไม่ได้รักษาแต่คนดี คนฉลาด คนที่มี wisdom และเป้าหมายของเราก็คือให้มีสุขภาวะดีที่สุด ตามความเชื่อ ตามค่านิยมของคนๆนั้น ไม่ใช่ของแพทย์ ไม่ใช่ตามค่านิยมของชาตินั้นๆ ไม่ใช่ตามความหมายของพระราชบัญญัติเสียด้วยซ้ำ และไม่เพียงแต่งาน palliative care เท่านั้น ผมคิดว่างานของสาธารณสุขก็เช่นกัน ที่ต้อง inclusive มากกว่า exclusive ที่ต้องเป็นเพื่อ "ประชาชน ทุกชาติ ทุกศาสนา ทุกตวามเชื่อ" ที่มาอยู่ใต้เบื้องพระบรมโพธิสมภาร เราก็จะให้การดูแลอย่างทัดเทียม ให้ความเคารพใน value ของเขา ในวัฒนธรรม ในความเชื่อของเขา
ไม่ใช่หรือ?