คนในชนบท มีค่าใช้จ่ายเป็นค่ามือถือ ทั้งค่าเครื่องและบริการถึง ๘๐% ของกระแสเงินสดที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 3.6pt" class="MsoNormal">เมื่อคืนวันที่ ๓ ต่อเช้าวันที่ ๔ กันยายน ผมได้คุยกับคุณเม้งทาง MSN เรื่องความยากจนของเกษตรกรในภาคใต้ ทั้งๆที่มีการทำสวนยางพาราที่ทำรายได้ดีกันมานานเป็นชั่วชีวิตคน แม้เกษตรกรหรือคนที่ไม่มีที่ทำกิน ที่ไม่มีสวนยางก็ยังสามารถรับจ้างกรีดน้ำยางไปขายได้เช่นกัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 3.6pt" class="MsoNormal"></p><p>  รายได้น่าจะดี แต่ก็ยังจนอยู่   </p><p>หลังจากคุยกันสักพัก ก็ได้ข้อสรุปสำคัญจากประสบการณ์ว่า </p><p>การพนันเป็นรูรั่วที่สำคัญเมื่อชาวบ้านเริ่มมีเงิน </p><p>มีเงินมากก็เล่นพนันมาก </p><p>บางทีก็เป็นสารเสพติด เช่น เหล้า บุหรี่   </p><p>นอกจากนี้ ก็ยังพัฒนาชีวิตแบบพึ่งพาภายนอก โดยเฉพาะอาหารธรรมชาติต่างๆ ลดลงจนทำให้ค่าครองชีพในครอบครัวสูง จนเงินรายได้แม้จะค่อนข้างสูง ก็ยังไม่พอค่าใช้จ่าย  </p><p>ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>ก็มาสรุปตรงที่</p><p>การ เสพติด ที่ทำให้เปลี่ยนแปลงวิถีที่ทำให้ชีวิตดีกว่าเดิมไม่ได้  </p><p>ปัญหาเช่นนี้ก็พบอยู่มากทางภาคอีสาน ในความพยายามของเครือข่ายปราชญ์ ที่กำลังพยายามพัฒนาคนจากการเริ่มพัฒนาความคิด  </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>แก้ไขความคิดให้เลิก เสพติด สิ่งที่ทำให้ยากจน  </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>ทั้งสิ่งที่อ้างว่าเป็นสิ่งจำเป็นในกลุ่มปัจจัย ๔ และสิ่งที่ไม่ใช่ปัจจัย ๔ ที่อ้างว่าจำเป็นในการดำรงชีวิต  </p><p>นอกจากนี้ ยังมีการเสพติดที่เป็น นิสัยและ ความเคยชิน</p><p>ที่เมื่อเปลี่ยนอาจทำให้อึดอัด เพราะ ไม่ชิน  ทั้งตัวเอง และบุคคลรอบข้าง  </p><p>สิ่งที่เห็นชัดที่สุดก็ได้แก่ การใช้โทรศัพท์มือถือ </p><p>ที่ปัจจุบันนี้ แทบทุกคนจะมีอย่างน้อย ๑ เครื่อง และครัวเรือนหนึ่งจะมีอย่างน้อย ๑ เครื่อง ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายมีสัดส่วนสูงอย่างไม่น่าเชื่อ </p><p>ผมเคยได้รับทราบมาว่า   คนในชนบท มีค่าใช้จ่ายเป็นค่ามือถือ ทั้งค่าเครื่องและบริการถึง ๘๐%  ของกระแสเงินสดที่ใช้ในชีวิตประจำวัน </p><p></p><p>  นี่ก็เป็นสิ่งเสพติดที่น่ากลัวอย่างหนึ่ง เพราะดูเหมือนว่า จะไม่มีใครพยายามที่จะหยุด มีแต่ส่งเสริมให้เกิด   </p><p>ทั้งเพื่อนฝูง พ่อแม่ ผู้ปกครอง ลูกน้อง และเจ้านาย ที่จะบีบล้อมให้ทุกคนต้องมีและใช้มือถือ ในระบบปกติของชีวิต </p><p>ใครไม่มีจะถูกบ่น ต่อว่า ว่าติดต่อไม่ได้ ไม่น่าทำงานด้วย </p><p>จนผมแทบจะไม่เห็นใครมีแรงต้านมากพอที่จะไม่ใช้มือถือ </p><p>จนกลายเป็นสิ่งเสพติด ในระดับสังคมไปแล้ว  </p><p>เมื่อผมกลับมาพิจารณา ว่า การเสพติด</p><ul>

  • มันคืออะไรกัน
  • มีกี่ระดับ
  • กี่ประเภท
  • </ul><p>แล้วเราจะหนีพ้นวงจรนี้ได้อย่างไร </p><p> ผมไม่ประหลาดใจเลยว่าคนที่พยายามจะเลิกสิ่งเสพติดจะเลิกไม่ได้ หรือ เลิกได้ยากถ้าบุคคลนั้นยังอยู่ในปัจจัยแวดล้อมเดิม  </p><p>น้าของผมคนหนึ่งกว่าจะเลิกการพนันได้ก็ต้องย้ายไปอยู่กรุงเทพ ในสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่มีสิ่งเร้าด้านนี้  </p><p>แต่บางคนแม้ย้ายไปต่างประเทศก็ยังไปติดการพนันในต่างประเทศอีกนั่นแหละ </p><p> แสดงว่าการพนันน่าจะเป็นสิ่งเสพติดในเชิง กลุ่ม นอกเหนือไปจากเชิง นิสัย ที่บางคนมีทั้งสองแบบในคนเดียวกัน </p><p>แต่บางคนพอขาดกลุ่มก็จะเลิกได้  </p><p>ผมเคยดื่มเหล้าทุกวัน วันละแก้วสองแก้ว จนเกือบจะเป็นนิสัย แต่ต่อมาสักพักก็เบื่อ เหลือแต่ดื่มเวลามีงานเลี้ยง แต่ต่อมาก็เบื่ออีก เพราะจะรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวในวันรุ่งขึ้น   </p><p>ตอนนี้แม้มีงานเลี้ยงผมก็พยายามไม่ดื่ม นอกจากปฏิเสธไม่ได้จริงๆ หรือ จะดื่มก็เฉพาะเมื่ออยู่ในภาวะที่ </p><p>การดื่ม เป็นสัญลักษณ์ของการ ฉลอง เท่านั้น  </p><p>ปัจจุบัน ผมจึงถือว่า ผมไม่ติดเหล้า  </p><p>ผมเคยติดบุหรี่แบบต้องถือชอล์คแบบคีบบุหรี่เมื่ออยู่หน้าห้องสอน ตอนนั้นผมต้องสูบเพื่อที่จะไปทำงานในป่า คือสูบกันยุง  </p><p>พอเลิกทำงานแบบนั้นผมก็สูบแบบไม่ติด </p><p>คือสูบก็ได้ไม่สูบก็ได้แต่ระยะต่อมาผมรู้สึกรำคาญที่เหม็นมือ เหม็นปาก และคนข้างๆ ก็บ่น ผมก็เลยเลิกเกือบเด็ดขาด จะสูบก็ตอนไปเป็นเพื่อนกับเพื่อนที่สูบบุหรี่ </p><p>ตอนหลังเมื่อเพื่อนเลิกสูบ ผมก็เลยไม่จำเป็นต้องสูบอีกต่อไป </p><p> แสดงว่า บุหรี่เป็นการเสพติดทางนิสัย และทางสังคม  </p><p>การติดน่าจะเป็นอารมณ์ ไม่น่าจะเป็นเหตุผลเขาว่าผู้ชายใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ แต่ผู้ชายก็ติดเหล้าและบุหรี่มาก </p><p>ผมเลยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ผมจำได้ว่า </p><p>ผมพูดว่า อยากจะเลิกก็เลิก แบบเดียวกับการใส่แว่น ตอนนี้ผมก็เลิกใส่แล้ว หลังจากเป็นบ้าใส่มากว่า ๓๐ ปี  </p><p>ผมเคยใส่แว่นตาเพราะคนบอกผมว่า ถ้าไม่ใส่แว่นจะมองอะไรไม่ชัด </p><p></p><p>โฆษณา ก็ว่าอย่างนั้น ผมก็เลยทำตาม แต่ผมจะใส่เฉพาะตอนไปทำงานกับขับรถ อยู่บ้านไม่ใส่  </p><p>แต่ระยะหลังๆ ผมรำคาญที่ต้องพกแว่น ก็เลยฝึกอ่านหนังสือเฉพาะที่อ่านออก ในจอคอมก็ทำตัวโตโต ในที่สลัวก็จะพยายามไม่อ่าน และผมจะพกเลนส์ขยายไว้อ่านกรณีจำเป็น </p><p>ทำอย่างนี้ประมาณ ๒ เดือน ก็ปรับตัวเลิกใส่แว่นได้  </p><p>ผมจึงสรุปว่า การติดแว่นเป็นความคาดหวังที่เกินขีดความสามารถของสายตาผมเอง ไปเพ่งในสิ่งที่ไม่ควรเพ่ง ก็เลยต้องพกพาแว่นเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวมานานกว่า ๓๐ ปี </p><p>และตอนนี้ผมก็เลิกได้แล้ว  </p><p>คนคิดว่าผมสายตาเปลี่ยนก็เลยเลิกใส่ ไม่ใช่หรอก แค่ไม่หวังอะไรมากกว่าที่เราทำได้ ก็เลิกได้แล้ว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 13.85pt" class="MsoNormal"></p><p>มองไม่เห็นก็ไม่ต้องมอง จำเป็นจริงๆ ก็หยิบมาใส่บ้าง ก็เท่านั้น ไม่ใส่ประจำ  </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 13.85pt" class="MsoNormal"></p><p>ไปวัดสายตาก็เท่าสมัยที่เริ่มใส่ แต่ยาวนิดหน่อย ไม่เห็นเดือดร้อนอะไร ผมใส่แว่นตามความคิดของคนอื่นมากกว่า </p><p>โดยสรุปแล้วการเสพติด ที่ทำให้เราต้องใช้จ่ายเพิ่มนั้น  </p><p>มีทั้งทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ สังคม เศรษฐกิจ หมดเลยนะครับ  </p><p>แต่การจะเลิกน่าจะอยู่ที่ ใจและความคิด  </p><p>และการพัฒนาความคิด น่าจะมาจาก ความรู้สึกตัว  </p><p>ความรู้สึกตัวน่าจะมาจาก ความรู้ ความเข้าใจ และความ ตั้งใจ แบบปฏิสัมพันธ์ย้อนกลับไปมาสักสิบตลบ   </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">นี่คือประสบการณ์ตรงของตัวผมครับ ที่สามารถหนีจากสิ่งเสพติดทั้งหลายได้บางส่วน ไม่ว่าจะเป็น</p>  <ul style="margin-top: 0cm">

  • เหล้า
  • บุหรี่
  • กาแฟ
  • ชา
  • ผงชูรส
  • ฯลฯ
  • </ul><p> แม้กระทั่งการใส่แว่นผมก็เลิกได้ </p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ตอนนี้ยังใช้มือถือ (และชอบอ้างว่า เท่าที่จำเป็น) อยู่เลยครับ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>ใครรู้วิธีเลิก บอกเป็นบุญด้วยครับ  </p><p> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ผมจะได้จนน้อยลงอีกหน่อย (หรือรวยขึ้นอีกนิดก็แล้วแต่จะมอง ครับ)