นี่คือเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยของประเทศญี่ปุ่นที่เราสัมผัสได้ในอีกแง่มุมหนึ่ง

              ความตอนที่แล้วผมเล่าถึงความประทับใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้สัมผัสความงดงามของภูเขาไฟฟูจิ  ตอนต่อไปนี้จะเป็นการเดินทางไปชม จิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่น อีกหลายแห่ง เพราะฉะนั้นก็คงจะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาเล่าระหว่างเดินทางก็แล้วกันครับ

........................................................................... 

             เรื่องแรกก็คือ เรื่อง ส้วม ครับ เพราะใครไปญี่ปุ่นก็ต้องกลับมาเล่าเรื่องส้วมให้ฟังว่า  แสนจะวิเศษล้ำยุคเป็นที่สุด

  

              ส้วมไฮเทคของญี่ปุ่นนั้น เป็นส้วมในฝันของผมเลยทีเดียวครับ เรื่อความสะอาด ถูกสุขอนามัยไม่ต้องพูดถึงครับเพราะญี่ปุ่นเขาถือเป็นเรื่องสำคัญ เขาทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรค ทุกตารางนิ้ว เขารักษาส้วมให้ใหม่สะอาดเสมอได้อย่างไรก็เป็นเรื่องน่าศึกษาเหมือนกัน ในโรงแรมแทบทุกแห่งจะมีส้วมไฮเทคไว้บริการโดยเฉพาะโรงแรมชั้นหนึ่ง โรงแรมตามสถานที่ท่องเที่ยว ต้องมีติดตั้งไว้ อย่างโรงแรมฟูจิอันที่ผมไปพักนั้นก็สร้างมานานแล้ว แต่ห้องส้วมของเขาดูใหม่เหลือเกินน่าใช้มาก

   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">              ว่าด้วยความไฮเทคของส้วมต่อครับ ส้วมที่ว่านี้จะมีปุ่มให้เรากดเล่นอยู่หลายปุ่ม พอเราเข้าไปนั่งโถส้วมก็เห็นปุ่มเรียงรายทางขวามือ ผมลองสุ่มกดดูหมดก็พบว่า   ที่รองนั่งบนโถส้วมนั้นสามารถปรับอุณหภูมิอุ่น-เย็นได้ หน้าหนาวก็ปรับให้อุ่น หน้าร้อนก็ปรับให้เย็น แสนสบายเป็นที่สุด พอเราปลดทุกข์แล้วเวลาจะล้างก้นก็กดปุ่มชำระล้าง เขามีสองปุ่มครับคือ ปุ่มหนึ่งสำหรับผู้ชาย มีสัญลักษณ์เป็นเส้นประตรงเส้นเดียว  ผมลองกดดูแล้ว น้ำก็พุ่งขึ้นมา ตรงเป้าหมาย พอดิบพอดีครับ  แรกๆ ก็สะดุ้งเหมือนกัน แต่ไม่นานมันก็ชิน  การล้างชำระก็สะอาดหมดจดไม่มีปัญหาครับ  อีกปุ่มหนึ่งเป็นของผู้หญิงครับ สัญลักษณ์เป็นเส้นประตรงแล้วแยกปลายเป็นเส้นโค้งสองเส้น ก็คิดว่าน้ำที่พุ่งขึ้นมาคงจะพุ่งกระจายช่วงปลาย ผมทดลองดูแล้วก็จริงครับ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>   <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">               ยังน่าอัศจรรย์อีกครับมีปุ่มให้เราปรับอุณหภูมิของน้ำที่ฉีดพุ่งขึ้นมาให้อุ่น-เย็นตามที่ต้องการได้ด้วยถ้าจะให้โรแมนติกขึ้นไปอีกก็ต้องเปิดเพลงเบาๆ  ประกอบด้วย ทำให้หลายๆ คนแย่งกันใช้ส้วมและใช้ทีก็นานโข บางคนแซวสุภาพสตรีว่า ทำไมเธอเข้านานจังเลย ไปทำอะไรอยู่ เล่นฉีดน้ำอยู่หรือจ๊ะ ทำให้พวกเธอเขินอาย แต่บางคนก็มาเล่าว่า  นี่เธอฉันอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออกปุ่มอะไรบ้างก็ไม่รู้ ฉันไม่กล้ากดเลย นั่งมองตั้งนาน เดี๋ยวฉันจะเข้าไปถ่ายทุกข์หน่อย ระหว่างถ่ายทำ เธอไปช่วยกดให้ฉันทีสิ  ทีนี้ผู้ชายก็แตกกระเจิง เจอเธอเล่นมุขนี้เข้าก็เลยเลิกแซว </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>                ต่างคนต่างก็เล่าถึงความเปิ่นของตัวให้คนอื่นฟังว่า เพราะเราไม่เคยใช้ส้วมแบบนี้ เลยกดปุ่มมั่ว บางคนปรับแรงดันน้ำแรงไปจนสะดุ้งโหยง บางคนก็ปรับอุณหภูมิน้ำให้เย็น เย็นเจี๊ยบทีเดียวครับ เพราะข้างนอกนั่นลบ 2 องศาเชียวนะครับ ไม่สะดุ้งทนไหวหรือครับ  เรื่องส้วมเห็นจะเล่าพอแค่นี้ก่อนครับ เราออกเดินทางต่อดีกว่า</p><p></p><p>                หลังจากชื่นชมความงดงามบนภูเขาไฟฟูจิพอสมควรแล้ว ก็ต้องร่ำลาฟูจิเสียทีเพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองนาโกย่า ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางอีกไกล  ระหว่างทางเราแวะพักรถริมทางที่ทะเลสาบฮาบานา ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำกร่อยเหมาะแก่การเพาะพันธุ์ปลาไหล และที่นี่ก็ถือเป็นฟาร์มเลี้ยงปลาไหลที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อมากที่สุดของญี่ปุ่น </p><p></p><p></p><p></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">               หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยังสถานีรถไฟโตโยฮาชิ เพื่อทดลองขึ้นรถไฟความเร็วสูง หรือรถไฟหัวกระสุน ชินคันเซ็น  (KodamaSuper Eepress) คำว่า  Kodama หมายถึง เสียงสะท้อน  แปลว่ารถไฟชนิดนี้มีความเร็วขนาดเท่าเสียงสะท้อน คือเร็วประมาณ 220 - 240 กิโลเมตร/ชั่วโมขอชื่นชมรถไฟซินคันเซ็นของเขาเสียหน่อย เพราะของเขาดีจริงๆ คือมีความเร็วสูงเหมาะแก่การเดินทางไกลๆ ข้ามจังหวัด  ภายในขบวนรถไฟก็กว้างขวาง สะดวกสบาย ยืดแข้งยืดขาได้เต็มที่  สะอาด ไม่มีกลิ่นอับ  ไม่มีร่องรอยข้อความขีดเขียนใดใดของคนมือบอนบนเบาะนั่งหรือผนังตู้รถไฟให้เห็นเลย   ทั้งขบวน ติดเครื่องปรับอากาศสบายๆ  ทำให้หลายคนอาศัยนอนพักไปในตัวจนถึงสถานีปลายทาง  นอกจากนี้บนรถไฟยังมีพนักงานขายของมาให้บริการจนถึงที่เหมือนกับรถไฟไทย แตกต่างกันก็ตรงที่พนักงานของเขาแต่งตัวดี สะอาดสะอ้าน เรียบร้อย</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p>             จากสถานีโตโยฮาชิ ถึงนาโกย่า  ผ่านสองสถานี  รถไฟแล่นประมาณ 30 นาที ในขณะที่รถบัสที่มาส่งเราที่สถานี จะต้องวิ่งรถเปล่าไปรับเราที่สถานีรถไฟนาโกย่า จะต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง นี่คือเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยของประเทศญี่ปุ่นที่เราสามารถสัมผัสได้ในอีกแง่มุมหนึ่ง </p><p></p><p></p><p>               เมื่อเรามาถึงสถานีนาโกย่า ก็ต้องรอรถบัสอีกประมาณชั่วโมงครึ่ง  ระหว่างที่รอก็เดินดูสินค้าในห้างสรรพสินค้าที่อยู่ในบริเวณสถานีรถไฟ  แต่ไปไหนไม่ไกลมากนัก เพราะที่นี่มีคนมากมาย เกิดพลัดหลงไปจะลำบาก และคงเสียเวลาตามหามาก   เมื่อถึงถึงเวลานัดหมายทุกคนก็เดินมาขึ้นรถและเดินทางเข้าเมืองเพื่อรับประทานอาหารมื้อค่ำ </p><p></p><p></p><p>                อาหารมื้อค่ำนี้จะเปลี่ยนบรรยากาศเป็นร้านอาหารย่างแบบญี่ปุ่น ซึ่งจัดแบบบุฟเฟต์  ของย่างมีหลายอย่าง เช่น หอย ปลาหมึก เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว และมีน้ำซุป ย่างไปก็จิบน้ำชา  กาแฟ ไปด้วย  รสชาติก็อร่อยถูกใจพวกเราไม่น้อย เสียอย่างเดียวคือมีควันตลบอบอวลไปหมดทั้งร้านทำให้กลิ่นติดเสื้อผ้า เนื้อตัวเหม็นไปหมด  คืนนี้ก่อนนอนทุกคนก็ต้องอาบน้ำสระผม และแยกเสื้อผ้าไว้ในถุงกันไม่ให้ติดเสื้อผ้าตัวอื่นๆ  </p><p></p><p></p><p>              ราตรีนี้ยังยาว หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อค่ำและเข้าที่พักที่โรงแรมโตเกียวอินน์ บนถนนย่านบันเทิงของเมืองนาโกย่า พวกเราก็ออกมาเดินท่องราตรีในย่านบันเทิงตามความสนใจของแต่ละคน สำหรับผู้เขียนสนใจเดินดูวิถีชีวิตยามค่ำคืนของวัยรุ่นญี่ปุ่น ส่วนใหญ่มักดื่มกินตามผับบาร์ ผู้เขียนเดินดูได้ไม่นานนักก็กลับเข้าที่พักนอนเอาแรงไว้สำหรับการเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้  </p><p></p>