Fujiyama หนึ่งในภูเขาที่สวยงามที่สุดในโลก

                    สวัสดีครับ  เรื่องเล่าแสนประทับใจจากญี่ปุ่นตอนนี้จะเป็นเริ่มต้นก่อนการเดินทางสักเล็กน้อยเพื่อเป็นความรู้ครับ จากนั้นค่อยท่องญี่ปุ่นกันครับ

                     การเดินทางไปญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก    เพราะต้องเตรียมการมาก    ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อมหาวิทยาลัยและรอหนังสือตอบรับ    การทำหนังสือเดินทาง และการขอวีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น   ซึ่งมีระเบียบเคร่งครัด เราต้องเตรียมเอกสารทะเบียนบ้าน   บัตรประจำตัว    หนังสือเดินทาง    บัญชีธนาคารที่มียอดเงินเพียงพอต่อการเดินทาง     ทั้งเอกสารฉบับจริงและสำเนา รวมถึงรูปถ่ายปัจจุบันขนาด 2 นิ้ว   ที่ต้องใหญ่เห็นได้ชัดเจน (ใหญ่จริงๆ ครับ ยืนยัน)     เมื่อยื่นเอกสารแล้วก็ต้องมีการซักถาม  ดูหน้าตาเจ้าของเอกสารด้วยว่า  เป็นกะเหรี่ยงที่ไหน   หน้าตาเชื่อถือ  หรือเปล่า  โดยเฉพาะสุภาพสตรี    เขากลัวไปแล้วไม่กลับประเทศครับ    กว่าจะอนุมัติก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 วันถึง 1 สัปดาห์  การยื่นของวีซ่าครั้งนี้  ยื่นขอได้ที่กงสุลญี่ปุ่น(สำหรับของผมขอที่กงสุลญี่ปุ่นประจำจังหวัดเชียงใหม่      ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอาคารใกล้กับวิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์น  ตรงข้ามกับห้างสรรพสินค้าแอร์พอร์ตพลาซ่า

                         เมื่อได้รับอนุมัติวีซ่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ก็ต้องเตรียมตัวศึกษาสภาพดินฟ้าอากาศในช่วงเวลาการเดินทาง   ซึ่งคณะศึกษาดูงานจะเดินทาง 9 วัน ตั้งแต่วันที่ 17- 25 มีนาคม    แต่จะอยู่ในประเทศญี่ปุ่น 7 วัน    ซึ่งช่วงนี้อากาศที่ญี่ปุ่นหนาวมาก   เราต้องเตรียมเสื้อผ้าให้สอดคล้องกับสภาพอากาศด้วย ไม่เช่นนั้นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายซื้อเสื้อกันหนาวราคาแพงมากที่ญี่ปุ่น    นอกจากนี้ต้องเตรียมยาประจำตัว   ของใช้ที่จำเป็นในการเดินทางต่างประเทศให้เรียบร้อย เพราะไม่สามารถหาซื้อได้สะดวกที่ญี่ปุ่น

<h1 style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">

มุ่งสู่  Fujiyama ภูเขาที่เปรียบดั่งจิตวิญญานของชาวญี่ปุ่น

   </h1>

      (หนึ่งในภูเขาที่สวยงามที่สุดในโลก เกินคำบรรยาย)

</span><h4 style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">                     </h4>

            เราออกจากมหาวิทยาลัยสึกูบะ เที่ยงเศษ เพื่อเข้าไปในตัวเมือง หาอะไรรับประทานก่อนเดินทางไกล    ร้านอาหารที่เราจะไปกินอาหารมื้อแรกในญี่ปุ่น  อยู่ในบริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง    ร้านอาหารมี ชื่อว่า Okura  บรรยากาศของร้านคล้ายๆ กับร้านอาหารญี่ปุ่นโดยทั่วไปในเมืองไทย       อาหารเสริฟแบบเซ็ท ประกอบด้วย  ปลาแซลมอน  น้ำซุป  สลัดและข้าว   ส่วนเครื่องดื่มจำพวกชา  กาแฟ   บริการด้วยตัวเอง   ตบท้ายด้วยขนมหวาน   รสชาติอาหารค่อนข้างอร่อย โดยเฉพาะปลาแซลมอน      เมื่ออิ่มอร่อยดีแล้วทุกคน ก็รีบออกเดินทางจากเมืองสึกูบะ มุ่งหน้าไปยังจังหวัดยามานาชิ   ซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลสาบ Kawagushi และภูเขาไฟ  Fuji   

     

                        การเดินทางครั้งนี้จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง   ซึ่งทำให้เรามีเวลาสำรวจสภาพบ้านเมืองตามเส้นทางที่ผ่าน   นับตั้งแต่เมืองสึกูบะ ที่สงบเงียบ  เป็นระเบียบและสะอาดสะอ้านผู้คนก็ใช้รถใช้ถนน อย่างไม่เร่งรีบอะไร     แต่ที่น่าสังเกตคือไม่รู้ว่าผู้คนเขาหายไปไหนกันหมด     ถนนหนทางดูโล่งโปร่งตาเหลือเกิน   อาจเป็นเพราะสภาพอากาศที่หนาวเย็นก็เป็นได้    หลายคนถึงกับอยากย้ายมาอยู่ที่เมืองนี้ เพราะสภาพบ้านเมืองแสนที่จะถูกใจจริงๆ

                       รถบัสของเราใช้ทางด่วนเพื่อความรวดเร็วในการเดินทาง   โดยผ่านเมืองสำคัญๆ เช่น Saitamaและ Tokyo   ทำให้เราพบเห็นสิ่งที่น่าสนใจมากมาย   โดยเฉพาะความสะอาดสะอ้านของบ้านเมือง   และถนนหนทาง   ความมีระเบียบวินัยของคนขับรถที่นี่   ความเร็วถูกจำกัดไม่เกิน 80 กิโลเมตร/ชม.    แต่ถ้าเข้าไปในตัวเมือง ก็จะไม่เกิน30-50 กิโลเมตร/ชม.   สภาพถนนที่ญี่ปุ่นดีมาก ไม่มีหลุมบ่อ  ท่อน้ำเปิด หรือขรุขระให้เห็นเลย     สภาพผิวถนนเรียบจนแทบไม่รู้สึกกระเทือน    เส้นสัญลักษณ์การเดินรถ ต่างๆ  บนผิวถนนก็ชัดเจน   ไม่เลอะเลือนซ้ำซ้อนจนเดินรถแทบไม่ถูกอย่างบ้านเรา     การจราจรก็ดูคล่องตัวดี เพราะมีทางต่างระดับ และทางอุโมงค์ลอด   สั้นบ้างยาวบ้าง   บางแห่งยาวนับเป็นกิโลเมตรเลยทีเดียว  นอกจากนี้รถราที่วิ่งไปมาสังเกตว่าสภาพแต่ละคันดูใหม่มาก  ควันดำก็ไม่มีปรากฏให้เห็น   ไม่ทราบว่าเขามีกฏหมายกำหนดอายุการใช้งานไว้หรือไม่  หรือเป็นเพราะค่านิยมของชาวญี่ปุ่นที่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม 

                        สำหรับรถบรรทุกที่ญี่ปุ่นถ้าเป็นรถขนาดใหญ่    มักเป็นรถบรรทุกคอนเทนเนอร์   ถ้าเป็นรถกระบะใหญ่และบรรทุกสิ่งของก็จะมีผ้าคลุมมิดชิด และเขาไม่บรรทุกให้สูงเกินความสูงของกระบะ    ผิดกับบ้านเราราวกับฟ้าดิน  โดยเฉพาะรถบรรทุกหินดินทราย บ้านเราน่ารังเกียจมากที่สุด    ก็ไม่เห็นจะมีตำรวจจราจรเข้าไปจัดการแต่ประการใด   เสียดายที่ไม่ได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการจราจรที่ญี่ปุ่นมาก่อน    เลยไม่รู้ข้อเท็จจริงว่าเป็นเพราะอะไร เขาจึงมีระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนนได้ดีถึงขนาดนี้   หลายคนออกปากชมคนขับรถที่นี่ว่ามีวินัยมาก ไม่ขับแซงกัน    ขับรถก็ทิ้งระยะห่างระหว่างคันมาก   ไม่จี้ก้นแบบบ้านเรา    และที่สำคัญเขาใช้ความเร็วตามที่ป้ายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ทั้งๆ ที่เราไม่เห็นตำรวจจราจรที่ญี่ปุ่นเลยสักคนเดียวตลอดการเดินทาง     ไกด์ราณีบอกว่า   ที่นี่ไม่นิยมใช้มอเตอร์ไซค์ สังเกตได้เลยว่าเราเห็นน้อยมาก  นับคันได้ ส่วนบ้านเรามีมากเหลือเกินและเป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บล้มตามสูงกว่ารถชนิดใดๆ    ยิ่งเชียงใหม่อัตราการเสียชีวิตเพราะรถมอเตอร์ไซค์สูงจนน่าเป็นห่วง    เทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ก็คงตายกันเป็นเบืออีก    นี่แหละคือคุณภาพของคนญี่ปุ่นที่ทิ้งห่างคนไทยไปไกลมากแล้ว

 

ทะเลสาบหน้าโรงแรมฟูจิอัน สงบและสวยงาม

                      เมื่อรถเข้าเขตเมืองยามานาชิ   ก็เห็นยอดภูเขาไฟฟูจิแต่ไกลสวยงามมาก    พวกเราในรถต่างลุกขึ้นดูและอุทานว่าสวยงามเหลือเกินไม่ขาดปาก   จนไกด์ราณีต้องเตือนว่าอย่าลุกเดินไปมาในรถ    เพราะที่นี่เขาห้าม และที่สำคัญจะเกิดอันตรายด้วย    เราก็ได้แต่ลุกขึ้นถ่ายรูปผ่านกระจกรถด้านข้าง    เสียงกดชัตเตอร์ดังเป็นระยะ และแสงแฟลชวูบวาบเต็มไปหมด     เพราะภาพที่เห็นสวยงามจนอดใจไม่ไหว    นี่ขนาดเห็นแต่ไกลยังไม่ถึงทะเลสาบคาวากูชิยังสวยงามขนาดนี้ ถ้าไปเห็นภาพภูเขาไฟฟูจิริมทะเลสาบจะงดงามสักปานใด

                     รถมาถึงทะเลสาบคาวากูชิก็ค่ำแล้ว   แต่ภาพที่เราเห็นก็ยังงดงามจน

อยากลงจากรถไปดื่มด่ำกับธรรมชาติ และถ่ายรูปตอนนี้เลย แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะเราต้องรีบขนของขึ้นห้องพัก และลงมารับประทานอาหาร     ดังนั้นเมื่อรถจอดเทียบหน้าโรงแรม Mifu Jien    เราก็รีบขนของขึ้นที่พักทันที  ที่ต้องรีบก็เพราะอากาศตอนนี้หนาวจับใจ    ขืนรีรอชักช้าคงจะหนาวตายเสียก่อน   เสื้อผ้าที่ใส่มาว่าหนาพอแล้วแต่กลับไม่พอ    เสื้อกันหนาวตัวใหญ่ยังคงนอนอยู่ในกระเป๋าใบใหญ่ที่ขนขึ้นรถตั้งแต่ออกจากสนามบินเมื่อเช้า

                   หลังจากทราบว่าได้ห้องพักที่เท่าไหร่แล้ว     ทุกคนก็แยกย้ายกันไปห้องพักเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า   ไกด์ราณีได้นัดหมายให้พวกเราใส่ชุดยูกาตะ หรือเสื้อคลุมยาวแบบญี่ปุ่นลงมาทานข้าวพร้อมกันที่ห้องอาหารใหญ่ของโรงแรมเพื่อสร้างบรรยากาศในค่ำคืนนี้หน่อย     พวกเราก็ว่านอนสอนง่ายดี  สวมชุดยูกาตะแปลงโฉมเป็นกระเหรี่ยงญี่ปุ่นทันที     ก็หน้าตาแต่ละคนไม่ได้ละม้ายคล้ายชาวญี่ปุ่นซักคน     พอถึงห้องอาหาร พนักงานก็เสริฟอาหารแบบเซ็ทชุดใหญ่ ซึ่งรสชาติก็อร่อยดี ทุกคนดูแช่มชื่น   สนุกสนานกับการรับประทานอาหารแบบญี่ปุ่น    คือนั่งกับเสื่อโดยมีโต๊ะเตี้ยๆ สำหรับวางอาหารของแต่ละคนโดยเฉพาะ     เราเห็นหน้าตาอาหารแปลก   น่ารักดี จึงถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก และตั้งใจว่าจะถ่ายทุกมื้อที่กินแบบเซ็ทเช่นนี้

                          หลังจากรับประทานอาหารค่ำอิ่มดีแล้ว    หลายคนก็ชักชวนกันไปอาบน้ำแบบญี่ปุ่น หรือ อองเซ็น   คือต้องนุ่งลมห่มฟ้าในห้องอาบน้ำรวม  และที่พิเศษมากก็คือ   น้ำที่เราแช่นั้นเป็นน้ำแร่จากภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งอุ่นพอที่จะขับเลือดลมให้วิ่งปรู๊ดปร๊าดได้   หลายคนก็ยังเหนียมอายไม่กล้าอาบน้ำเปลือยกายในห้องร่วมกับคนอื่น  สำหรับผู้เขียนนั้นไม่อายหรอก   แต่รู้สึกหนาวสะท้านกลัวว่าหลังอาบน้ำกลับขึ้นมากระทบกับความเย็นอีกจะทำให้เป็นไข้ไม่สบายได้ จึงขอกลับไปอาบในห้องพักซึ่งเขาปรับอุณหภูมิไว้อบอุ่นดีแล้ว

                          ห้องแช่น้ำแร่ที่โรงแรมมิฟูจิอัน  แสนจะวิเศษมาก   เพราะมีทั้งห้องแช่ที่ปิดมิดชิดและห้องแช่แบบเปิด   สามารถมองเห็นยอดภูเขาไฟฟูจิได้อย่างชัดเจน    ทำให้บางคนไปใช้บริการและถึงกลับมาคุยฟุ้งว่า    เป็นการอาบน้ำที่แสนจะโรแมนติก    เพราะแช่น้ำแร่น้ำอุ่นสบายตัวแล้วยังได้เห็นยอดฟูจิไปพร้อมๆ กันด้วย    นี่คือความสุขสุดยอดเหนือคำบรรยายจริงๆ    ไกด์ราณีให้ความรู้เกี่ยวกับการอาบน้ำแบบนี้ว่า     ปกติผู้ที่จะอาบน้ำจะสวมชุดยูกาตะไปที่ห้องแช่น้ำแร่ โดยไม่สวมใส่ชุดชั้นใน    มีเพียงผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ไว้สำหรับขัดไคลเท่านั้น     เมื่อจะเข้าห้องแช่ต้องดูที่ผ้าม่านหน้าห้องสักนิด ถ้าเป็นห้องแช่ชาย มักแขวนผ้าม่านสีเขียว  สีน้ำเงิน   ไว้เป็นสัญลักษณ์     แต่ถ้าเป็นห้องแช่หญิงก็จะแขวนผ้าม่านเป็นสีชมพูหรือสีแดง  อย่าเข้าห้องผิดล่ะ เดี๋ยวได้แตกตื่นโดนอะไรต่อมิอะไรขว้างปาใส่ไม่รู้ด้วย

                    ความวิเศษของโรงแรม Mifu Jien  อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ   ห้องพักที่จัดตกแต่งแบบญี่ปุ่นแท้ๆ  คือในห้องไม่มีเตียง  แต่ปูพื้นด้วยเสื่อ   ห้องก็กว้างขวางสะดวกสบาย ห้องน้ำสะอาด   ที่วิเศษมากก็คือโถนั่งอุ่นสบายเพราะเป็นโถส้วมที่ปรับอุณหภูมิได้     คืนนี้จึงเป็นคืนพักผ่อนที่แสนวิเศษคืนแรกในญี่ปุ่น

(ยังมีต่อ)

    <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal"> </p></span>