เกณฑ์ทั่วไปสำหรับการควบคุมและบริหารจัดการน้ำ

 (1) เกณฑ์คุณภาพน้ำ

1.ค่า pH อยู่ในช่วง 6.5 – 8.5
2.ค่า DO ต้องไม่ต่ำกว่า 3.0 มก./ลิตรไม่ว่ากรณีใดๆ และตามปกติไม่ควรต่ำกว่า 6.0 มก./ลิตร
3.ค่า BOD ต้องไม่เกิน 4.0 มก./ลิตรไม่ว่ากรณีใดๆ (เมื่อมีการผสมของน้ำทิ้งต่างๆลงในทางน้ำแล้ว) และตามปกติควรอยู่ในช่วงที่ไม่เกิน 2.0 มก./ลิตร

 (2) เกณฑ์ความเค็มของน้ำ

1. ทางด้านท้ายน้ำจาก ปตร. ความเค็มของน้ำ ควรอยู่ในสภาพธรรมชาติก่อนมีโครงการ โดยค่าเฉลี่ยในเดือนต่างๆ ไม่ควรต่างไปจากสภาพปกติดังกล่าวเกินกว่า  + 3 ส่วนต่อพันส่วน(ppt) หรืออยู่ในช่วง 20-26 ppt เป็นสภาพน้ำกร่อย ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของทรัพยากรประมง

2.    ทางด้านเหนือน้ำจาก ปตร. ความเค็มที่ระดับความลึก 3. จากผิวน้ำ ต้องไม่เกิน 2 ส่วนต่อพัน(ppt)  ไม่ว่ากรณีใดๆ และตามปกติควรอยู่ต่ำกว่า 0.5 ส่วนต่อพัน

3.    การเปิด-ปิดบานระบายน้ำของ ปตร.

     3.1 หากระดับน้ำทางท้าย ปตร. สูงกว่าทางด้านเหนือน้ำ โดยทั่วไปห้ามเปิดบานระบายน้ำ
    
3.2  ในกรณีที่เปิดบานระบายน้ำของ ปตร. อัตราการไหลของน้ำผ่าน ปตร.จะต้องพอเพียง เพื่อป้องกันการรุกตัวของน้ำเค็ม ที่จะไหลย้อนเข้ามาตลอดเวลาที่เปิดบาน
    
3.3 ขณะปิดบานระบายน้ำ จะต้องมีการติดตามตรวจวัดความเค็มทั้งด้านเหนือน้ำและท้ายน้ำของ ปตร. เพื่อตรวจสภาพความเค็ม และตรวจหาว่าบานระบายรั่วและน้ำเค็มลอดเข้ามาได้หรือไม่ หากพบว่ามีการรั่วซึมจะต้องซ่อมแซมโดยเร็ว

4.เกณฑ์ความเค็มของน้ำข้างต้นนี้ให้นำไปใช้กับทุก ปตร. ทุกแห่ง ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ในแนวคันแบ่งน้ำจืดและน้ำเค็มของโครงการ รวมปตร.ที่สำคัญ เช่น ปตร.  อุทกวิภาชประสิทธิ ปตร.ฉุกเฉิน ปตร.เสือหึง ปตร.แพรกเมือง (ปากคลองชะอวด-แพรกเมือง) เป็นต้น

(3) เกณฑ์ด้านสภาพน้ำท่วม

          1) ด้านท้ายน้ำของ ปตร.อุทกวิภาชประสิทธิ

1.ทางด้านท้ายน้ำจาก ปตร. ระดับน้ำท่วมเฉลี่ยไม่ควรสูงกว่าค่าเฉลี่ยในเดือนที่เกิดน้ำท่วมในอดีต และจะต้องไม่สูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดในอดีตที่คาบความถี่ของการเกิดเดียวกัน

2.เนื่องจากท้ายน้ำของ ปตร.อุทกวิภาชฯ จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของน้ำทะเลขึ้นลง ถ้าระดับน้ำท้าย ปตร. สูงกว่า +0.3.รทก. ซึ่งเป็นระดับเก็บกักสูงสุดหน้า ปตร. โดยทั่วไปจะห้ามไม่ให้เปิด ปตร. เพราะน้ำทะเลจะไหลย้อนเข้ามา แต่ถ้าระดับน้ำทางท้าย ปตร. อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทางเหนือ ปตร. การเปิดประตูเพื่อระบายน้ำก็สามารถกระทำได้ แต่ต้องระวังไม่ให้น้ำเค็มไหลย้อนเข้ามาจนเกิดปัญหา ซึ่งจะต้องเป็นไปตามเกณฑ์ด้านความเค็มของน้ำที่กำหนด

3.สำหรับกรณีที่น้ำทะเลขึ้นแต่ ปตร.อุทกวิภาชประสิทธิปิดอยู่ ซึ่งจะเกิดปัญหาการยกตัวของระดับน้ำในแม่น้ำปากพนังท้าย ปตร. สูงกว่าเดิมก่อนมี ปตร. จะต้องแก้ไขด้วยการเปิดบานระบายน้ำ ปตร.บางส่วนให้เหมาะสมในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อลดปัญหาการยกตัวดังกล่าวนี้ (ปัญหาการสะท้อนกลับของคลื่นน้ำขึ้นลง: Resonance Problem) ในการเปิดบานระบายนี้น้ำเค็มจะไหลย้อนเข้าไปได้ แต่อย่างไรก็ตามจะต้องเป็นไปตามเกณฑ์ด้านความเค็มที่กำหนด และระดับน้ำทางท้าย ปตร. ที่ยกตัวขึ้นจะต้องไม่เกินระดับสูงสุดที่ยอมให้ได้ (+0.9.รทก.)

            2) ด้านเหนือน้ำของ ปตร.อุทกวิภาชประสิทธิ

1.  ทางเหนือน้ำโดยทั่วไป ระดับน้ำท่วมที่บริเวณต่างๆไม่ควรสูงกว่าระดับที่ได้กำหนดไว้ในรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ สำหรับคาบความถี่ของการเกิดต่างๆ

2.ทางด้านเหนือน้ำ ในบริเวณลุ่มต่ำรวมประมาณ 1,700 ไร่ จะต้องได้รับการป้องกันน้ำท่วมได้ทั้งหมดสำหรับน้ำหลากที่คาบความถี่ 10 ปี และกรณีน้ำหลากที่คาบความถี่ 20 ปี จะต้องไม่ทำให้เกิดความเสียหายมากเกินไป

ระดับเก็บกักที่หน้าปตร.อุทกวิภาชประสิทธิ จะต้องรักษาไว้ระหว่างค่าต่ำสุดและสูงสุด ดังแสดงในตาราง สำหรับเดือนต่างๆ ค่าต่ำสุดจะเป็นค่าที่ยอมให้ได้เพื่อให้มีน้ำพอเพียงสำหรับการใช้น้ำ แต่ค่าสูงสุดจะเป็นค่าที่ยอมให้ได้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วม

 ตารางแสดงเกณฑ์การรักษาระดับในเดือนต่างๆที่หน้า (Upstream)
ปตร.อุทกวิภาชประสิทธิ
 

เดือน

ระดับน้ำ (.รทก.)
  สูงสุด ต่ำสุด
.. +0.3 +0.10
.. +0.3 +0.12
มี.. +0.3 +0.18
เม.. +0.3 +0.25
.. +0.3 +0.10
มิ.. +0.3 -0.15
.. +0.3 -0.30
.. +0.3 -0.30
.. +0.3 +0.20
.. +0.3 +0.28
.. +0.3 +0.30
.. +0.3 +0.30

หมายเหตุ: สรุปจากข้อมูลผลการศึกษาด้วยแบบจำลองสมดุลน้ำ สำหรับกรณีปีน้ำมากน้ำปานกลางและน้ำน้อย

(4) เกณฑ์การกัดเซาะและการตกตะกอน

1.    การระบายน้ำลงทางด้านท้ายน้ำจะต้องไม่ทำให้เกิดสภาพการลดระดับน้ำอย่างฉับพลัน (Sudden Drawdown) จนกระทั่งเกิดปัญหาตลิ่งพัง

2.การปิด ปตร.อุทกฯ ช่วงน้ำทะเลขึ้นลงจะต้องไม่ทำให้เกิดปัญหา Resonance ของคลื่นน้ำขึ้นน้ำลง และเกิดปัญหา Sudden Drawdown จนกระทั่งเกิดปัญหาตลิ่งพัง หากพบว่าจะมีปัญหาดังกล่าว จะต้องพิจารณาเปิดบานระบาย ปตร.ให้เหมาะสมในช่วงสั้นๆ แต่ต้องให้อยู่ภายใต้เกณฑ์ด้านความเค็มและด้านน้ำท่วมดังได้กล่าวแล้ว

3.    ทางด้านท้ายน้ำ ปริมาณตะกอนที่ตกจมในอ่าวปากพนังจะต้องไม่มากกว่าค่าเฉลี่ยรายปีในอดีต (จะต้องทำให้เกิดกระแสน้ำหมุนเวียนมากเพียงพอเพื่อป้องกันมิให้มีการตกตะกอนมากเกินไป)

4.    ทางด้านเหนือน้ำ จะต้องป้องกันมิให้ปริมาณตะกอนตกจมในแม่น้ำปากพนังมากกว่าปริมาณที่คาดการณ์ไว้ในรายงานการศึกษาความเหมาะสมของโครงการฯ

(5) เกณฑ์การใช้ที่ดิน

1.เกณฑ์ที่ต้องการ คือ ไม่ควรมีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในเขตน้ำจืดเลย เพราะจะมีผลกระทบต่อความเค็มของน้ำและคุณภาพน้ำอื่นๆ (DO และ BOD)

2.เกณฑ์ที่ยอมรับได้ คือ ควรควบคุมพื้นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำไว้ในระดับที่ไม่สูงกว่าพื้นที่เมื่อสิ้นปี 2546 จากนั้นดำเนินการให้เลิกเลี้ยงกุ้งในเขตน้ำจืดให้ได้ภายใน 3 ปี (2547-2549)

3.เกณฑ์ระบบเพาะปลูก ควรใช้ระบบเพาะปลูกตามที่เสนอในรายงานการศึกษาความเหมาะสม โดยยอมรับการเปลี่ยนแปลงระบบเพาะปลูกได้บ้าง แต่พื้นที่ปลูกข้าวนาปีและนาปรัง จะต้องไม่มากกว่าที่เสนอไว้ เพราะข้าวเป็นพืชที่ต้องน้ำสูง

4.ในปีน้ำน้อย จะต้องลดพื้นที่ปลูกพืชในฤดูแล้ง และมาตรการที่สำคัญ คือ ควรปลูกพืชไร่และพืชผักแทนข้าว เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำ

(6) เกณฑ์การจัดสรรน้ำ

1.ลำดับความสำคัญของการใช้น้ำ จะเป็นดังนี้
      1)  น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศทางน้ำและการประมง
      2)  น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
      3)  น้ำเพื่อการเกษตร
      4)  น้ำเพื่อการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม
5)  น้ำเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ

2.  สำหรับพื้นที่ชลประทาน ยอมให้ขาดน้ำได้ไม่เกิน 20% ของจำนวนปีที่พิจารณา (คือ ขาดน้ำได้ไม่เกิน 1 ปี ทุกๆ ระยะเวลารวม 5 ปี)

3.ต้องนำเกณฑ์การใช้ที่ดินมาใช้ควบคู่กับการวางแผนการบริหารการจัดการน้ำอยู่เสมอโดยพิจารณาเกณฑ์การใช้ที่ดินในข้อ (5)

4.ในสภาพปกติควรมีการจัดการน้ำให้แก่ผู้ใช้น้ำในลุ่มน้ำอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม แต่ในกรณีที่เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำ การจัดสรรน้ำจะต้องทำตามลำดับความสำคัญในข้อ 1