จากสำนวนไทยว่า อักขระ คาถา อาคม ซึ่งเรานำคำเหล่านี้มาใช้ในทางไสยศาสตร์ แต่ไม่ตรงกับความหมายเดิมนัก... คำว่า อักขระ และ อาคม นั้น ผู้เขียนได้เล่าความหมายเติมตามบาลีไปแล้ว ยังคงเหลือ แต่ คาถา ซึ่งจะนำมาเล่าในบันทึกนี้....
คาถา ตามสำนวนไทย น่าจะหมายถึง ถ้อยคำสำหรับท่องบ่นเพื่อก่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์หรืออิทธิปาฏิหาริย์บางสิ่งบางอย่าง... คาถาเหล่านี้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นภาษาไทยหรือบาลีเสมอไป อาจเป็นคำเขมร กะเหรี่ยง หรือแบบไหนก็ได้ตามความนิยมของกลุ่มนั้นๆ... คาถา ซึ่งเป็นคำท่องบ่นเหล่านี้ บางครั้งก็อาจมีการจารึกหรือเขียนไว้เป็นภาษานั้นๆ ก็ได้....
ตามสำนวนไทย สามคำนี้ คือ อักขระ คาถา อาคม บางครั้งก็อาจใช้แทนกันได้ เช่น
- ประตูบานนี้เปิดไม่ออกเพราะตาหลวงลงคาถาไว
- ประตูบานนี้เปิดไม่ออกเพราะตาหลวงลงอักขระไว้
- ประตูบานนี้เปิดไม่ออกเพราะตาหลวงลงอาคมไว้
การขยายความข้อความเหล่านี้ว่าต่างกันอย่างไร อยู่นอกประเด็นบันทึกนี้ ผู้เขียนยกตัวอย่างมาให้เห็นเล่นๆ ว่า บางครั้งก็อาจใช้แทนกันได้... ประมาณนี้
.......
คาถา ในภาษาบาลี ถ้าจะแปลเป็นไทยแท้น่าจะหมายถึง ร้อยกรอง ซึ่งต่างจาก ร้อยแก้ว ... พวกเราเรียนภาษาไทยกันมาตั้งแต่เล็กๆ ว่า ร้อยกรอง ก็คือ กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ร่าย ฯลฯ ซึ่งกำหนดจำนวนคำ สัมผัส และเสียงหนักเบา เป็นต้น... ส่วน ร้อยแก้ว ก็คือข้อความธรรมดา ที่มิได้กำหนดเหมือนกับร้อยกรอง... ประมาณนี้
ในวรรณคดีบาลี บทร้อยกรองก็อาจจำแนกได้หลายชนิดเหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้จะเรียกกันว่า คาถา...
โบราณาจารย์ได้จำแนกหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ ๙ ประการ เรียกกันว่า นวังคสัตถุศาสน์ ( นว + อังคะ + สัตถุ + ศาสน์) ซึ่งก็แปลตามตัวว่า หลักคำสอน + ของพระบรมศาสดา + มีองค์ + เก้า และคาถาก็ถูกจัดอยู่ในจำนวนนี้ด้วย ดังนี้…
<ol style="background-color: #ccffff">
</ol><p> รายละเอียดของการจัดประเภทและคำอธิบายเรื่อง นวังคสัตถุศาสน ์นี้ ผู้สนใจอาจหาอ่านได้ในอินเทอร์เน็ตไม่ยาก….</p><p>…….</p><p>ปราชญ์บาลีตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ที่ชำนาญในคาถามีอยู่ตลอด... สำหรับการเรียนบาลีของไทย ตามหลักสูตรปัจจุบัน ในชั้นประโยค ๘ มีการเรียนเรื่องคาถาหรือบทร้อยกรองในภาษาบาลีด้วย.... เรียกกันว่า แต่งฉันท์ กำหนดให้ฝึกหัดแต่งสอบ ๖ ชนิด คือ วสันตดิลก ปัฐยาวัตร วังสัฎฐะ อินทรวิเชียร และอุเปนทรวิเชียร....</p><p>คัมภีร์โบราณหลายเล่ม มักจะแต่งเป็นคาถา เพื่อแสดงถึงภูมิรู้ของท่าน เช่นคาถาบทหนึ่งในคัมภีร์อภิธัมมาวตารว่า</p><ul style="background-color: #00ffff">
</ul><ul style="background-color: #00ffff"><li> ข้าพเข้าขอนอบน้อมพระมุนีพุทธเจ้า ผู้รู้รูปและอรูป ผู้ล่วงพ้นรูปและอรูป แล้วจักกล่าวซึ่งการจำแนกรูปและอรูป</li></ul>ผู้เขียนรู้สึกทึ่งในการผูกคาถานี้ จึงอัญเชิญมาไว้ที่นี้
ขจิต ฝอยทอง
นั่นแหละ เป็นคาถาที่ดีที่สุดสำหรับอาจารย์เพื่อทำให้คำว่า ว่าที่ี่ี่ ซึ่งนำหน้า ดอกเตอร์ เลือนหายไป....
กล่าวคือจาก ว่าที่ดอกเตอร์ขจิต ก็จะทำให้กลายเป็น ดอกเตอร์ขจิต ...
แต่ถ้าอาจารย์ถือคาถานี้ไม่มั่น ก็จะยังคงเป็น ว่าที่่ดอกเตอร์ขจิต สืบต่อไป... ดังนั้น อาจารย์ต้องถือให้มั่น (.........)
เจริญพร
ยถา อิทํ ตถา เอตํ ยถา เอตํ ตถา อิทํ
ทุคฺคคนฺธํ ปูติกํ วาติ พาลานํ อภินนฺทิตํ
เกี่ยวกันไหมนี่ แต่ก็คาถาเหมือนกัน ปัฐยาวัตร
ธรรมบท
พระมหาสุพจน์ สิทฺธิญาโณ
เหมือนกันในแง่ที่เรียกว่า คาถา ...แต่ต่างกันในความหมายที่นำไปใช้ เพราะ...
ขึ้นอยู่กับคำอื่นๆ ที่มาเชื่อมโยงด้วย ประเด็นนี้มีเรียนในตรรกศาสตร์ และเขียนไว้แล้ว... พระเดชพระคุณลองอ่าน เอกัตถะ (Univocal) ยุคลัตถะ (Equivocal) และสมานัตถะ (Analogous)
อามนฺตา
นมัสการ
ขอหลวงพี่ ช่วย บอกวิธีการแต่ปัฏยาวัตรฉันท์ หน่อย ครับ
ขอแบบยาวๆ เลย นะครับ
ขอบคุณ ครับ
น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ
อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโน
“ในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับ
ด้วยเวรเลย ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มีเวร,
ธรรมนี้เป็นของเก่า.”
ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการแต่งฉันท์ ลองถาม google แล้วก็เลือกอ่านตามความพอใจ
เจริญพร