ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องเริ่มใหม่...ถากถางทางสู่มรรคผลด้วยธรรม 7 ข้อนี้รวมกับ พละกำลังที่เอาไว้เดินหน้าประจัญกับกิเลสในทางการปฏิบัติธรรมภาวนาเพื่อมรรคผล (พละ 5) ที่ต้องฟื้นฟูขึ้นมาใหม่

              

                  ในระยะ 2 เดือนที่ผ่านมามีเรื่องราวสุข-ทุกข์สลับกัน อันเป็นจุดดีที่ทำให้เห็นธรรมะมากขึ้น โดยในเดือนแรก ค่อนข้างร่าเริง หรือเบิกบานในธรรม และได้พบกับเรื่องราวที่เป็นปีติสุข จนเกิดอาการติดสุข...แม้จะรู้ว่าเมื่อเกิดขึ้น มีอยู่ และย่อมดับไปเป็นธรรมดา...หนึ่งเดือนถัดมาก็ได้พานพบกับทุกขเวทนา...ซึ่งขั้นต้นอาจเป็นเพราะอยู่ในความประมาท...ด้วยคิดว่าเป็นธรรมดานั้นเอง               

             img76/632/170az8.jpg

                   จากเหตุการณ์ทั้ง 2 อย่าง ดูเป็นเหตุการณ์คู่เปรียบเทียบตรงข้าม แต่สิ่งที่เป็นผลกับการปฏิบัติธรรมกลับคล้ายกัน คือเมื่อธรรมะเบ่งบาน มีปีติสุข ก็หลงระเริง พลอยเกียจคร้านการปฏิบัติไปบ้าง เพราะจิตคิดฟุ้งซ่านในสัญญาแห่งสุข พอป่วย ก็ปฏิบัติธรรมน้อยลงไปอีก เพราะกำลังจิตที่ไม่แข็งแรงจากผลของการเกียจคร้านในช่วงก่อน ยังผลให้สติตามรู้ยิ่งอ่อนปวกเปียก กวัดแกว่งไม่เป็นท่า แต่ทว่าทั้ง 2 เหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน ก็ได้สิ่งที่เป็นโอกาสอันดีงามกับชีวิตที่ควรค่าแก่การบันทึกเก็บไว้ทบทวนในเส้นทางสู่มรรคผลอันได้แก่               

          

                   สิ่งดีงามจากมวลมิตร โดยเฉพาะเครือข่าย G2K  อันได้แก่ ท่านอาจารย์พิชัย (ที่ช่วยตักเตือนให้ตามรู้ด้วยจิตเป็นกลาง และอย่าลืมแผ่เมตตาให้ตัวเอง) คุณน้องขจิต (ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนบ่อย) คุณธรรมาวุธ (ที่ช่วงนี้ก็มีบันทึกต่างๆ ที่เหมาะมากๆกับช่วงแห่งการเจ็บป่วยป่วย ) คำพรจากป้าเจี๊ยบ น้องซูซาน น้องรักษ์ และคุณเอก (จตุพร) อันเป็นยาใจชั้นยอด ซึ่งรวมแล้วนอกเหนือจากการมอบกำลังใจให้หายป่วยกายและจิต ยังช่วยเตือนสติให้ตามรู้เท่าทันเวทนา และการแผ่เมตตา ซึ่งมักเป็นเรื่องหลงลืม และเผลอไม่ค่อยได้ตามรู้ในระยะแห่งการเจ็บป่วยที่ทำให้กายอ่อนล้าเพราะพิษแห่งพยาธิสภาพของโรค เป็นเหตุให้ตนเองทบทวน ระลึกรู้พร้อมกับได้กำลังใจให้แช่มชื่น และปฏิบัติธรรมด้วยความเบิกบาน อันช่วยประหารอาการป่วยได้อย่างดียิ่ง                 

<p>
                เมื่อการเดินทางสู่มรรคผล ถอยหลัง หรือที่คุณเอก (จตุพร) เปรียบว่า “พอเผลอนิดเดียวน้ำแรงทะลุทำนบเราพังหมดเลย” เราจึงต้องเริ่มสร้างทำนบใหม่  ถึงเวลาที่ฉันต้องทบทวนสิ่งที่ผ่านมาและเส้นทางที่จะเป็นปัจจัยต่อการมุ่งสู่มรรคผล อีกครั้ง...ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ฉันย้อนนึกไปถึงธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ และเพื่อความเพียรจากการอ่านหนังสือพระไตรปิฎกฉบับประชาชนและหนังสือ 7 เดือนบรรลุธรรมของคุณดังตฤณ (ซึ่งมีชื่ออยู่ในหนังสือวิมุตติปฎิปทา ของพระปราโมทย์ โดยสมัยนั้นยังเป็นฆราวาส บางตอนของหนังสือที่คุณปราโมทย์ติดธุระทางธรรม จะให้คุณดังตฤณ ตอบกระทู้ในลานธรรมกับผู้สนใจ สงสัยในการปฏิบัติธรรมทั้งหลาย)  ถึงเวลาที่ฉันต้องเปิดหนังสือทบทวนอีกครั้งในธรรมะสำคัญ ทั้ง 2 คือ               </p>

 img166/3473/166sf6.jpg


                     โพชฌงค์ 7 คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ (ซึ่งถ้าปฏิบัติไปแล้วจิตมีลักษณะ 7 ประการเป็นองค์ประกอบพร้อมอยู่ก็แปลว่าอาจเกิดมรรคผลขึ้นในขณะใดขณะหนึ่งก็ได้) ทั้งนี้องค์ธรรม 7 ประการได้แก่

      1.       สติ คืออาการระลึกรู้ปัจจุบันขณะ ในสติปัฏฐาน 4 (กาย เวทนา จิต ธรรม)

      2.       ธัมมวิจัย  คืออาการวิจัยธรรมเฉพาะหน้าที่ปรากฏแก่สติ คือเมื่อสติรู้แล้ว ก็รู้ในแบบเห็นเกิดดับ หรือเห็นว่าไม่ใช่ตัวตนในทางใดทางหนึ่ง

      3.       วิริยะ ความเพียรวิจัยธรรมอย่างต่อเนื่อง เช่นเมื่อเห็นลมหายใจเกิดแล้วดับ ก็ตามเห็นความเกิดดับนั้นไม่ลดละ เท่าที่จะทำได้จนสุดความสามารถ

      4.       ปีติ ความเบิกบานใจไม่หม่นหมอง อยู่ในจุดสมดุลไม่พยายามเกินกำลังจนเครียดกังวล และไม่มัวแต่หวังผลที่ยังมาไม่ถึงจนท้อแท้ (ไม่เพ่งไม่เผลอ)       

      5.       ปัสสัทธิ ความไม่กวัดแกว่งกายใจ (กายสงบนิ่งไม่อึดอัดอยากเคลื่อนไหว หรือคลื่นความฟุ้งของใจหยุดตัวลง)

      6.       สมาธิ ความตั้งมั่นแห่งจิต เป็นผลเกิดจากความระงับกายใจ สุขสงบ รวมทั้งไม่มีอาการกำหนดเพ่งคับแคบลงที่จุดใดจุดหนึ่ง

      7.       อุเบกขา ความวางเฉยในจิตอันตั้งมั่นแล้ว     

                   จากการทบทวนในการปฏิบัติธรรมของฉันในช่วง 2 เดือนแห่งความแตกต่างคือ ปีติสุข และทุกขเวทนา และช่วงที่ผ่านมาพบว่า 7 ข้อที่ยังอยู่ในขั้นอนุบาลของฉัน  ผลของปีติ ประกอบกับขาดความเพียรทำให้สติในข้อ 1 และธัมมวิจัยในข้อ 2 ปัสสัทธิในข้อ 5 และสมาธิที่มีอยู่ไม่มากในข้อ 6 ลดลง ซึ่งย่อมชัดเจนอยู่แล้วว่า อุเบกขาในข้อ 7 นั้นแทบจะไม่ได้พานพบ (มีอยู่น้อยมากๆในช่วงปีติสุข และก่อนหน้านั้น              


                      ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องเริ่มใหม่...ถากถางทางสู่มรรคผลด้วยธรรม 7 ข้อนี้รวมกับ พละกำลังที่เอาไว้เดินหน้าประจัญกับกิเลสในทางการปฏิบัติธรรมภาวนาเพื่อมรรคผล (พละ 5) ที่ต้องฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อันได้แก่

                   1.       สัทธา ความมีศรัทธาทั้งในพระพุทธเจ้าและสติปัฏฐาน 4 (ฉันมีอยู่เต็มเปี่ยม)

                   2.       วิริยะ ความมีใจเพียรต่อเนื่องไม่ย่อหย่อน (จุดอ่อนที่ต้องเติมเต็มเพื่อผลของข้อถัดๆ ไป)

                   3.       สติ ความสามารถยกจิตขึ้นรู้ปัจจุบันขณะ

                   4.       สมาธิ ความสามารถตั้งจิตให้มั่นคง ไม่หวั่นไหว

                   5.       ปัญญา ความสามารถกำหนดรู้วัตถุอันเป็นเป้าหมายโดยความเกิดดับ และไม่มีตัวตน      

img166/2269/192mm3.png

ขอน้อมจิตเพื่อ...    

ขอบคุณกัลยาณมิตรทางธรรมทั้งหลายที่ช่วยเกื้อหนุนให้มีกำลังใจในการ  ปฏิบัติธรรมต่อไป       

ขอบคุณสภาวะสุข-ทุกข์ให้เรียนรู้ในธรรม       

ขอบคุณคุณดังตฤณที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้ศึกษาธรรมะเชิงลึกและทำให้เข้าใจธรรมะได้ง่ายขึ้นเหมาะกับการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน        

ระลึกรู้และซาบซึ้งในพระมหากรุณาอันประมาณค่ามิได้จากองค์พระศาสดา และครูบาอาจารย์ทางธรรมเช่น พระปราโมทย์ ที่ทำให้ธรรมะกระจ่างชัดมากขึ้น...       

และขอบคุณทุกผู้ทุกนามที่เป็นที่มาแห่งการได้รับความสว่างทางธรรม....

ขอน้อมคารวะด้วยจิตระลึกรู้ปัจจุบันอันแสนประเสริฐ
                           

</span></span><p></p>