เข้ามาเยี่ยมน้องแหววและอ่านบันทึกธรรม

ตอนนี้ก็กำลังตามดูเวทนาอยู่ครับ

จู่ๆเกิดสิวในโพรงจมูกขึ้นมาตอนแก่ สงสัยหวังดีไม่อยากผุดที่ส่วนที่เห็นได้ชัด เลยหลบมาโผล่ในจมูก

เลยทำให้ปวดร้าวมาตุบๆหน่วงๆตลอดเวลา

บางครั้งขึ้นมาหว่างคิ้ว แล่นไปมากับสันจมูก ไปส่องกระจกดู เห็นสันจมูกที่เคยโด่งเป็นสันหล่ออยู่แล้ว บวมมานิดหน่อย...แต่ยังหายใจพอโล่งอยู่

เลยเอามาเป็นตัวอาศัยให้จิตจับอารมณ์ :)

ส่วนดีของการตามดูเวทนานี้ คือ จับอารมณ์ได้ง่ายและชัดเจน เพราะอารมณ์ชัดมาก จิตสามารถเกาะได้นาน

ไม่เหมือนอารมณ์สุข ที่จิตมักไหลตามอารมณ์ (โดยไม่มีจิตรู้ตัวว่าเป็นผู้ดู) กลายเป็นผู้ร่วมแสดงไป

เวทนาที่เป็นทุกข์ ส่วนใหญ่ก่อให้เกิด โทสะ เพราะเกิดอาการผลักไส ไม่ยินดี ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น(ไม่เอ๊าไม่เอา ไม่น่าเกิดแก่ฉัน)

เวทนาที่เป็นสุข ก่อให้เกิดจิตโลภะ คือความยินดีอยากได้ ติดใจในอารมณ์นั้น(ฉันอยากได้ ได้เท่าไรก็ไม่พอ เอาอีก เอาอีก)

เวทนาที่เป็นกลาง(อทุกขมสุขเวทนา) ก่อให้เกิด โมหะ คือ ความไม่รู้อารมณ์ที่จิตเสพเสวยอยู่

ครูบาอาจารย์จึง นิยมชมชอบให้ศิษย์กำหนดเจริญสติในเวทนา เพราะมีอารมณ์ชัด และก่อให้เกิดตัวรู้ คือสติและไม่เกิดโมหะจิต ข้อสำคัญต้องดูให้เป็นเท่านั้น โดยไม่เกิดโทสะ

ส่วนโพชฌงค์ 7 นั้น เป็นธรรมระดับสูง ที่เกิดขึ้นได้จากการเป็นผู้ฝึกดีแล้วพอควร

สังเกตได้จากคำขยายในองค์ต่างๆที่ลงท้ายว่า  สัมโพชฌงค์

เช่น สติสัมโพชฌงค์ หมายถึงสติที่ฝึกมาดีแล้ว

จนเป็นองค์แห่งการตรัสรู้(ธรรม)

ดังนั้น ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงเยี่ยมพระภิกษุและฆราวาสที่ทนทุกข์เวทนาด้วยอาพาธโรคต่างๆ ที่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ทั้งบรรลุธรรมในระดับต่างๆกัน

ท่านทรงตรัสถามไถ่ด้วยจิตเมตตาว่า

ดูก่อน ..........เวทนาของเธอเป็นประการใด เธอพอที่จะพิจารณาทุกขเวทนาที่มีอยู่อย่างไรบ้าง

ส่วนใหญ่ ผู้ป่วยก็จะบอกว่า

พระพุทธเจ้าข้า อันทุกขเวทนาของข้าพระองค์นี้ ใหญ่หลวงนัก ข้าพเจ้ามิสามารถทนทุกข์ที่มีอยู่ได้(สติและสัมปชัญญะจะพร่าลืมเลือนไป) ด้วยอำนาจของเวทนานี้กล้ายิ่งนัก

พระพุทธองค์จึงทรงประทานธรรม อันว่าด้วยการเจริญโพชฌงค์ 7 ให้แก่ผู้ป่วยอาพาธทั้งหลายฟัง

ตั้งแต่ สติสัมโพชฌงค์ นั่นคือปลุกสติให้ผู้ป่วยระลึกถึงสติ ที่ตนเคยฝึกมาดีแล้ว ให้มาพิจารณาดูเวทนาตามความเป็นจริง (นั่นคือการเจริญเวทนานุปัสสนา)

แล้วจึงเกิดธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เกิดความรู้ความเข้าใจในอาการที่ตามดูตามรู้นั้นๆ ตามความเป็นจริง ตามที่เคยฝึกมาดีแล้ว

จนครบหมวดทั้งหมด

จิตก็เกิดอาการสงบ รำงับจากอาการทุกขเวทนาที่เบียดเบียน ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย อัศจรรย์ใจยิ่งนัก จึงโจษจรรย์กันและเป็นที่ทราบกันว่า หากมีภิกษุอาพาธ ก็นิยมนิมนต์พระเถระ พระภิกษุสงฆ์หรือครูบาอาจารย์มาเทศน์         โพชฌงค์ 7 ฟังแล้วหาย เกิดปีติ สมาธิ อุเบกขา(ในทุกข์โทษของรูปนาม) ดังนี้

ดังนั้น ผู้ฟังต้องเป็นนักปฏิบัติธรรม เรียกว่าใช้ประสบการณ์ของตน มาเจริญสติ ระลึกได้ถึงแนวปฏิบัติธรรมที่ตนเองเจริญมา โพชฌงค์ 7 จึงมีคุณเกิดขึ้นได้

ผมเคยไปเยี่ยมผู้ป่วยหนัก หลายครั้ง ส่วนใหญ่ที่ลูกศิษย์ปฏิบัติธรรม

พอให้สติว่า "ให้กำหนดดูเวทนา เวทนามิใช่ของเรา ให้ดูตามอาการที่เกิดขึ้น" ผู้ป่วยที่ทุรนทุรายอยู่ ก็จะเกิดสติ ไม่ตามฤทธิ์ของเวทนา หันมาเจริญสติดูเวทนาได้

แต่ถ้าไม่ใช่ผู้ปฏิบัติมาก่อน ก็ไม่กล้าบอก..เพราะจะถูกผู้ป่วยดีดเอาได้ง่ายๆ (นี่แน่ะ! หนอยดันมาบอกว่าเวทนาไม่ใช่ของเรา ก็ตูปวดแทบชักตายอยู่ขณะนี้)

ฮ่าฮ่า ขอโทษที่ยืดยาว ขอจบลงด้วยประการฉะนี้