เล่มนี้ซิเล่มโปรดของฉัน : ความสุขของกะทิ และ ความสุขของกะทิ ตอน ตามหาพระจันทร์ โดย งามพรรณ เวชชาชีวะ …หนังสือ “ความสุขของกะทิ” บอกเล่าเรื่องราวของ กะทิ เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ กับบ้านหลังน้อยริมคลองอันเป็นชีวิตในสังคมแบบชนบทที่ดำเนินไปอย่างเนิบช้าและสงบ สวยงาม เป็นชีวิตที่คนจำนวนมากในเมืองต่างโหยหา ทั้งที่มีทั้งตาและยายคอยให้ความรัก กะทิก็ยังคิดถึงแม่…ผู้ซึ่งกำความลับในชีวิตของเธอไว้ กะทิสามารถค้นหาคำตอบในทุกคำถามจากผู้เป็นแม่ ที่ว่า ทำไมเธอต้องอยู่กับตาและยาย แทนที่จะใช้ชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นที่มีทั้ง พ่อและแม่ พร้อมหน้าพร้อมตา เธอตามหาคำตอบจนวินาทีสุดท้าย ณ บ้านกลางเมือง มิใช่บ้างริมคลอง ในวันที่พบแม่ ได้พูดคุย และได้บอกลา เธอได้รู้คำตอบของชีวิตทั้งหมด หลังจากนั้น กะทิต้องใช้เวลาเพื่อถนอมรักษาจิตใจของตนเองให้คลายจากความโศกเศร้า จากการเสียสิ่งอันเป็นที่รักยิ่ง ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและผู้คนที่รายรอบเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตน้อย ๆ ของกะทิ สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและลงตัว กะทิ เด็กผู้หญิงตัวน้อย เป็นตัวแทนของชีวิตหนึ่งที่ต้องเผชิญชีวิตในสังคมชนบทและต่อเนื่องมาถึงบ้านชายทะเล ซึ่งเป็นสังคมชนบทอีกแบบหนึ่งที่พบเจอ และบ้านกลางเมืองที่เป็นตัวแทนของความวุ่นวายรูปร่างหน้าตาของกะทิเป็นอย่างไร เพียงประโยคเดียวที่ผู้เขียนนำเสนอ ที่ลุงตองร้องทัก “ไงจ๊ะ สาวพม่าคนสวยของลุง” ก็บ่งบอกได้แล้ว เฉกเช่นเดียวกับ ข้อความอื่นที่กระทัดรัดแต่ชัดเจนการยึดเอากะทิเป็นตัวจักรในการดำเนินเรื่อง เปรียบได้กับการสร้างสมาธิของผู้อ่านให้ไปรวม และเริ่ม ณ จุดหนึ่ง แล้วขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จาก หนึ่ง เป็น สอง จาก สอง เป็น สี่ ต่อ ๆ ไป สามารถทำให้ผู้อ่านติดตามเรื่องได้อย่างใจจดใจจ่อและมีความสุข อีกสิ่งหนึ่งที่ชวนให้ผู้อ่านติดตามคือ ชื่อตอน เช่น กระทะกับตะหลิว ปิ่นโต เครื่องพิมพ์ดีด สาแหรกกับไม้คาน ชื่อเหล่านี้ ทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามในสมองของผู้อ่าน เป็นความสนุกที่ผู้อ่านจะควานหาคำตอบได้จากอรรถรสของหนังสือ อีกอย่างหนึ่งที่อดจะประทับใจกับหนังสือเล่มนี้ มิได้ คือ ชื่อเล่นของตอน หรืออีกนัยหนึ่งคือ ใจความสำคัญของเรื่อง ที่ผู้เขียนจรดปลายปากกาไว้ก่อนการดำเนินเรื่องของแต่ละตอน อาทิ เช่น “แม่ไม่เคยสัญญาว่าจะกลับมา”“ทิ้งอดีตไว้ให้เป็นเพียงเงา”“ให้เธอไปแล้วทั้งใจ”“เหลือเพียงภาพฝัน” เปรียบเหมือนเป็นกลุ่มข้อความที่ท้าทายผู้อ่านให้จินตนาการตามความคิดไปก่อนว่าเรื่องจะเป็นเช่นไร เมื่อติดตามแต่ละตอน ก็จะได้คำตอบว่า “มันใช่ จริงตามที่เราคิดด้วย” หรือ “เออ….ไม่ใช่สักหน่อย มันเป็นเช่นนี้เอง” แล้วก็ สนุก สนุกมากที่จะติดตาม มิใช่เพียงเพราะเนื้อความที่กลั่นกรองด้วยความเรียบง่าย สวยงาม สั้น เท่านั้น แต่ สามารถใช้วิธีการนำเสนอเรื่องที่สะเทือนอารมณ์ ลึกซึ้ง กินใจ คำทุกคำที่ได้สัมผัส ก่อเกิดความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ข้อความบางตอนสามารถนำมาคิดเป็นทักษะในการดำเนินชีวิตได้ด้วย เช่น “…ถ้าใจคนเหมือนทรายในกระถางธูปที่เขาทิ้งเปลี่ยนใหม่ให้ขาวผ่องได้ ก็คงจะดีไม่น้อย…” การเปรียบเปรยที่มองภาพเห็นอย่างชัดเจนยิ่ง “สีหน้าของตาขณะมองตรงมาที่กะทิ ดูเหนื่อยล้าและโรยแรงไม่ต่างจากศาลาริมน้ำหลังนี้ ที่ผ่านแดด ผ่านฝน ผ่านโลกมานานจนทุกอณูเนื้อไม้อาบอิ่มด้วยอดีต และไม่ปรารถนาใดในอนาคตอีกแล้ว”และในแง่คิดของความรักที่ใช้ถ้อยคำแสดงความลึกซึ้ง และตอบคำถามของความรักที่แท้จริงคืออะไร “…เพราะแม่รักพ่อหมดใจ ถ้าถามว่ารักตรงไหน ก็ต้องตอบว่ารักทุกอย่างที่รวมเป็นคนคนนี้ รูปร่างหน้าตา สำเนียงภาษา ความคิด รสนิยม….” “…แม่รักพ่อของหนูทุกนาทีที่อยู่ด้วยกัน แม่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตัดสินใจมอบหัวใจให้คนคนนี้แล้วว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตแม่จะไม่ยอมเสียใจว่าเป็นเพราะแม่รักพ่อน้อยเกินไป แม่ไม่สงสัยว่าพ่อรักแม่เท่าที่แม่รักพ่อหรือเปล่า แล้วก็ไม่เรียกร้องต้องการให้ได้รักตอบสนองกลับมาเท่า ๆ กับที่มอบให้ไป แม่ไม่ชอบนั่งชั่งตวงวัด ความรักคงไม่มีหน่วยวัดได้อยู่ดี…”และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่แสดงถึงความรักที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนของวสันต์ที่มีต่อแม่ของกะทิ “…ที่จริงลุงเฝ้ารอเขามาตลอดชีวิต คอยมองเขาอยู่ไกล ๆ เหมือนกระต่ายหลงละเมอมองจันทร์ รู้ว่าอยู่สูง แต่ก็ชื่นใจที่ได้เห็น ได้ชื่นชม ได้รู้ว่าเขาอยู่ดีมีความสุข” ทุกความรู้สึกที่จะก่อเกิดได้ในใจคน รวมอยู่ในหนังสือ “ความสุขของกะทิ…” ทั้งสิ้น..?
เล่มนี้ซิเล่มโปรดของฉัน
เนื้อความที่กลั่นกรองด้วยความเรียบง่าย...
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ครูอ้อย แซ่เฮ · 1 ก.ย. 2550
BM.chaiwut · 1 ก.ย. 2550
ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ · 1 ก.ย. 2550
ธรรมาวุธ · 1 ก.ย. 2550
ยอดเยี่ยมมาก อย่าลืมเขียนเรื่องอื่นอีกนะ
เคยอ่านหนังสือเรื่องนี้แล้ว...///...2ตอน 2เล่มสะสมเป็นของรักของหวงตอนนี้มันไม่อยู่แล้วน้องน้ำคงพาไปที่ใหนซักแห่งแต่ก็ดีใจที่เคยได้อ่าน อ.ว่ามั๊ยเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศตอนนี้มันมีความหมายที่อ.งามพรรณให้นิยามที่ว่า "ถ้าใจคนเราเหมือนทรายในกระถางธูปที่เขาทิ้งเปลื่ยนใหม่ให้ขาวผ้องใสได้จะดีไม่น้อย".....หนูเคยเรียนที่นี่ รุ่น..3 หนูรักโรงเรียนนี้นะหลังคามุงแฝกวิ่งหลบฝนเวลามันรั่ว...20กว่าปีที่ไม่เคยกลับมา ปีนี้แหละหนูจะกลับมา ฝากความคิดถึงอ..ดารารัสด้วยค่ะเจอกันวันที่.8 กพ.55