GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ทดสอบหลังเรียนครั้งที่ 1 วิชาเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข

หลักการสำคัญที่จะทำให้ความจำเป็นด้านสุขภาพทั้งหมดเปลี่ยนเป็นอุปสงค์ ว่ามีอะไรบ้าง และจะนำมาใช้ในการจัดบริการสาธารณสุขอย่างไร

    

     เมื่อกำหนดว่า อุปสงค์ (Demand) = [ความจำเป็น (Need) - ความจำเป็นที่ไม่รับรู้ (unfelt need)] X ความยินดี และความสามารถในการจ่าย (willingness & ability to pay)

     จงบอกหลักการสำคัญที่จะทำให้ความจำเป็นด้านสุขภาพทั้งหมดเปลี่ยนเป็นอุปสงค์ ว่ามีอะไรบ้าง และจะนำมาใช้ในการจัดบริการสาธารณสุขอย่างไร

     หลังเรียน (วันจันทร์ที่ 16 ม.ค.2549) แล้วให้ตอบไว้ที่ข้อคิดเห็นต่อท้ายบันทึกนี้ภายในวันที่ 19 มกราคม 2549 นะครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 12286
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 21
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (21)

 ความภาคภูมิใจที่สุดในการทำงานสาธารณสุข
    ข้าพเจ้าปฏิบัติงานวันแรกที่สำนักงานสาธารณสุขอำเภอทุ่งยางแดง  จังหวัดปัตตานี มีความตื่นเต้นพอสมควรกับการทำงานที่ข้าพเจ้าจะได้พบ
กับสิ่งอะไรที่ข้าพเจ้าไม่เคยคิดมาก่อน  ว่าการทำงานสาธารณสุขเข้าทำงานกันอย่างไรรูปแบบและจะต้องทำตัวอย่างไรกับการทำงานครั้งแรกของ
เจ้าหน้าที่สาธารณสุข  ข้าพเจ้าปฏิบัติปฏิบัติที่สำนักฯ มันเป็นภาคใหญ่ทั้งอำเภอและงานที่ต้องทำเป็นงานด้านวิชาการมากกว่างานปฏิบัติทางด้านสุขภาพ
ตามความรู้สึกที่คิดว่างานสาธารณสุขต้องเป็นงานที่เกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนมากกว่างานที่เกี่ยวกับวิชาการ ซึ่งต่างกับความคิดของข้าพเจ้าที่
คิดไว้  ดังนั้น  ข้าพเจ้าคิดว่าความสุขของการทำงานที่แทนจริงจะต้องทำงานที่เกี่ยวสุขภาพของประชาชนข้าพเจ้าจึงได้ขอลงปฏิบัติงานที่สถานีอนามัย
ซึ่งการปฏิบัติงานที่สถานีอนามัยนั้น  ตรงตามรูปแบบที่ข้าพเจ้าไว้ว่างไว้  เป็นความภาคภูมิใจที่ข้าพเจ้าได้ช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากโรคภัยต่างๆ
และรู้ถึงปัญหาที่แท้จริงที่เกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนและได้หาสิ่งที่การแก้ไข  ซึ่งมันอาจเป็นเพียงเล็กน้อยแต่มันก็มีความสุขกับตัวของข้าพเจ้าเอง

สรุปเรื่อง
 งานสาธารณสุขเป็นที่กว้าง เพราะเป็นงานที่เกี่ยวกับประชาชนมีความหลากหลายในการทำงาน สามารถเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ต้องมีความ
ทันสมัยอยู่ตลอด  ตามโลกสมัยใหม่

ผลที่ได้รับ
  การทำงานต้องมีแผน  แต่แผนนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไว้ตามสถานการณ์

เรียน คุณอิสมาแอ กือตุ และคุณณัฐโชค บูเก็ม

     ช่วย Copy ข้อคิดเห็นนี้ ไปไว้ที่ โจทย์เขียนรายงานวิชาเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข สัปดาห์ที่ 1 ด้วย เพราะบันทึกนี้เป็นทดสอบหลังเรียน และเราจะเรียนวันนี้ช่วงบ่าย (เรียนรู้ก่อนสิถึงจะทดสอบ ฮา...)

     ในการที่จะเปลี่ยนความจำเป็นด้ารสุขภาพ(Need)ให้กลายเป็นอุปสงค์นั้นจะต้องมีสองส่วนที่ต้องร่วมกันปรับปับปรุงแก้ไข คือ

     1. ในส่วนของผู้ให้บริการ   ผู้ให้บริการจะต้องมีองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อถือ/เชื่อมั่นในบริการที่จะได้รับ และ  ผู้ให้บริการต้องให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอีกทั้งบริการสุขภาพที่จะทำให้เกิด Good Health for All ซึ่งเป็นเป้าประสงค์ของการดำเนินงานด้านสาธารณสุขด้วยความเสมอภาคโดยเท่าเทียมกันและไม่เลือกปฏิบัติกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ  นอกจากนี้ผู้ให้บริการจะต้องมีคุณธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพของตนเองในการให้บริการด้านสุขภาพและต้องกระจายโอกาสในการเข้าถึงบริการให้กับประชาชนโดยทั่วถึงกันอย่างเป็นธรรมและกำลังความสามารถ

     2. ในส่วนของผู้รับบริการ  ผู้รับบริการจะต้องสนใจที่ศึกษาหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของตนเองอีกทั้งต้องนำความรู้ที่มีที่ได้รับเผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนในพื้นที่รับทราบและร่วมกันพิทักษ์สิทธิของตนเองในการเข้าถึงบริการอย่างถูกต้องเหมาะสมและป็นธรรม

การเปลี่ยนแปลง ควรเปลี่ยนอุปสงค์เทียม ซึ่งไม่มีความจำเป็นออก และใช้การรักษาพยาบาล อย่างเท่าเทียมกัน
พัฒนา ปรับเปลี่ยน สถานบริการให้มีคุณภาพ มีมาตรฐานรองรับ ทุกด้าน ปรับพฤติกรรมการให้บริการแบบตั้งรับ เป็นนโยบาย ที่เข้าถึงประชาชนมากขึ้น บนพื้นฐาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ผู้บริหารควรเอาจริงกับนโยบาย สร้างนำซ่อม ประชาชนเองต้อง ได้รับ การเรียนรู้ที่ถูกต้อง และเข้าใจ บทบาทในฐานะผู้รับบริการอบ่างเท่าทัน (ความคาดหวังในอุดมคติ)

     หลักสำคัญในการเปลี่ยนความจำเป็นด้านสุขภาพ(need)ให้เป็นอุปสงค์  ดังนี้

1.ให้ความรู้แก่ประชาชน(ผู้รับบริการ) ในเรื่องทีเกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของตนเองและชุมชน อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง

2. กระจายโอกาสในการเข้าถึงบริการให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึงบริการด้านสุขภาพและที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น การสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

3. ผู้ให้บริการจะต้องมีคุณธรรม มีจริยธรรมและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพให้กับผู้รับและบริการ/ผู้ร่วมงาน

4. ผู้ให้บริการจะต้องให้บริการด้วยความเป็นธรรม เท่าเทียมและเสมอภาคกันกับผู้รับบริการทุกคนทุกกลุ่มเป้าหมาย

การจะเปลี่ยนความจำเป็นทางสุขภาพให้เป็นอุปสงค์ควรจะทราบหรือทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของแต่ละอย่างก่อนความจำเป็นทางสุขภาพ คือ ภาวะพื้นฐานที่ตอบสนองความจำดป็นทางสุขภาพของแต่ละบุคคลทั้ง 4 มิติ เพื่อให้เกิดภาวะสุขภาพองค์รวมทั้ง 4 อย่าง อันได้แก่ กาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ ส่วน อุปสงค์ คือ ความต้องการของประชาชนทางด้านสุขภาพที่ได้รับการตอบสนองจากหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทางสุขภาพ                                               ความจำเป็นทางสุขภาพที่สามารถเปลี่ยนเป็นอุปสงค์      1. มุมมองหรือกระบวนทัศน์ทางสุขภาพของประชาชนและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งผู้บริหารและผู้ปฏิบัติการควรมีการปรับเปลี่ยนแนวความคิดและมุมมองที่สอดคล้องตรงกันสามารถนำมาปฏิบัติได้และเกิดผลที่ดีกับทั้งสองฝ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการที่จำเป็นทางด้านสุขภาพแก่ประชาชน โดยการกำหนดนโยบายหลักแห่งชาติทางสุขภาพให้ครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ที่จำเป็นและประชาชนต้องได้รับการบริการทางนั้นและมีการถ่ายทอดหลักการเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องและตรงกัน                          2. ปัจจัยทางสังคม ควรมีการส่งเสริมปัจจัยทางสังคม อาธิเช่น การศึกษา เทคโนโลยี เป็นต้น เพื่อยกระดับความรู้แก่ประชาชน3.ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ควรมีการสร้างรายได้ให้แก่ภาคประชาชนเพื่อความต้องการของประชาชนทางสุขภาพได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม                                                    4.บุคลากร ควรมีการผลิตบุคลากรทางด้านสุขภาพ ตลอดจนมีการอบรมพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการบริการทางสุขภาพ     5.ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ ควรมีการสร้างความยืดหยุ่นอุปสงค์ให้เป็นเอกภาพเพื่อให้ส่วนที่เปลี่นของปริมาณอุปสงค์เท่ากับส่วนที่เปลี่ยนแปลงปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์                                                                         6.ความยืดหยุ่นของอุปทาน ควรมีการสร้างความยืดหยุ่นให้เป็นอุปทานให้เป็นเอกภาพ เพื่อให้ส่วนที่เปลี่ยนแปลงของปริมาณอุปทาน เท่ากับส่วนที่เปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่กำหนดอุปทาน                                                         

      หลักการที่จะทำให้ความจำเป็นด้านสุขภาพทั้งหมดเปลี่ยนเป็นอุปสงค์ คือ ต้องทำการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงใน 2 ส่วน ดังนี้

      1. การพัฒนาด้านประชาชน โดยปรับการรับรู้เกี่ยวกับความจำเป็นด้านสุขภาพ  ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขภาพให้ชัดเจนและครอบคลุม เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลต่างๆและสร้างความตระหนักในการดูแลรักษาสุขภาพ

       2. การพัฒนาด้านการให้บริการ โดยการจัดบริการทางสาธารณสุขให้ครอบคลุม  ประชาชนทุกกลู่มสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวกและเป็นธรรม ซึ่งอาจทำได้โดย การลดต้นทุนการให้บริการ การพัฒนาคุณภาพการบริการ การพัฒนาบุคลากร การกระจายการให้บริการ การบริการที่เป็นธรรมและเสมอภาค การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และรูปแบบการให้บริการที่สอดคล้องกับสภาพการณ์

        หลักการทั้ง 2 ข้อนี้ต้องพัฒนาควบคู่กันไปโดยมิให้เกิดความเหลื่อมลำกันจึงจะทำให้ความจำเป็นด้านสุขภาพกลายเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการที่จะได้รับและได้รับการตอบสนองในที่สุด

 

1.ด้านบุคลากรสาธารณสุข บุคลากรทางด้านสาธารณสุขควรมีการพัฒนาใฝ่หาความรุเพิ่มเติมอยู่เสมอเพื่อรู้ทันและแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องและทันถ่วงทีมีประสิทธิภาพในการทำงาน2.ด้านผู้รับบริการ พึงระลึกถึงสิทธิของตนเองในการเข้ารับการบริการและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยการเน้นการส่งเสริมสุขภาพ

3.ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ มีการกระจายงบให้เข้าถึงผู้รับบริการได้อย่างเต็มที่เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.ปัจจัยด้านสังคม การรับรู้ข่าวสารเทคโนโลยีให้มีความสอดคล้องกับความเจริญในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการส่งสเริมการศึกษาเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    -โดยทำให้ประชาชน (คนไข้)รับรู้ความจำเป็นในการรักษาก่อน แล้วความยินดีหรือความสามารถในการจ่ายเพื่อการรักษาจะตามมาเอง  เช่น คนไข้มีโรคประจำตัว (โรคหอบหืด)โดยต้องใช้ยาที่โรงพยาบาลไม่มี (ยาพ่น สเตรียรอยด์) เจ้าหน้าที่ห้องยาอธิบายถึงยาตัวที่คนไข้ใช้การรักษารับรู้ก่อนว่ามีความสำคัญต้องใช้ หากไม่ใช้อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้  แค่นี้คนไข้ก็ยินดีหรือสามารถที่จะหายามารักษาเพื่อความสำคัญต่อชีวิตต่อไป
โดยการอธิบายให้ประชาชนทราบถึงความจำเป็นในการที่ได้รับการรักษา ตัวอย่างเช่น (จากประสบการณ์ที่อยู่สถานีอนามัย)ผู้ป่วยชอบที่ขอยาโน้น ยานี่ โดยเฉพาะ ยานอนหลับ ชอบอ้างว่านอนไม่หลับ อยู่เสมอ มาเป็นประจำ เกือบทุกวัน บางวันก็ฝากให้ญาติมาเอาบ้าง ดังผมจึงได้อธิบายถึงโทษของยาให้ญาติ และผู้ป่วยเข้าใจ หลังจากนั้นก็มาเอายาน้อยลง ในการอธิบายนั้นผมได้แนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายบ้าง ทานผลไม้ และดื่มน้ำมากๆ ให้ลดบุหรี่ ลดกาแฟ มีบ้างที่ได้ผล แต่ผู้ป่วยบางคนเมื่อไม่ได้ยาจากผมอยู่ก็จะไปขอจากที่อนามัยอื่นดังนั้นหากอนามัยอื่นๆนั้นร่วมมือกันอธิบายโทษของยาให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูงต้อง  ประชาชนก็จะทราบถึงความจำเป็นในการใช้ยาประเภทนี้ และถ้าประชาชนทราบถึงความจำเป็นแล้วการรักษาสุขภาพก็จะง่ายขึ้น 
บูรณาการระหว่างผู้รับบริการและผู้ให้บริการให้สอดคล้องเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้รับและผู้ให้บริการเอาใจเขามาใส่ใจเรา

1. เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการต้องมีความรู้และเชียวชาญในด้านนั้น ๆ

2. ให้บริการแก่ผ้มาขอรับบริการด้วยความซื่อสัตย์และบริการด้วยความจริงใจยึดถือประโยชน์ของผู้มาขอรับบริการเป็นสำคัญ

ในการจัดบริการสาธารณสุขควรให้มีการเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุกับประชาชนเพื่อการมีสุขภาพที่ดีโดยการเพิ่มอุปสงค์บางอย่างเข้าไปบ้างและบางที่อาจจะต้องลดความจำเป็นบางอย่างด้วยเพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีถ้วนหน้า

1. เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเชียวชาญต่อวิชาชีพอย่างแท้จริง ก่อนที่จะเผยแพร่แก่ผู้อื่น

2. บริการด้วยความจริงใน  ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่

3. ถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์อื่นใด

1.บุคคลกรทางด้านสาธารณสุขต้องพัฒนาตัวเอง และมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน

2.เน้นการทำงานเชิงรุก โดยการเข้าถึงชุมชนและประชาชน

3.ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม และความเป็นธรรมในการปฏิบัติงาน

4.ต้องมีความจริงใจแก่ผู้มารับบริการ โดยความเที่ยงธรรมและไม่ให้อภิสิทธิ์แก่ผู้มารับบริการ

ควรมีการปรับเปลี่ยนแนวทางในการทำงานขององค์กรของรัฐหันมองในเชิงรุกและให้ความยุติธรรมความเสมอภาพต่อผู้มารับบริการ มีความจริงใจ  สุจริตต่อหน้าที่ ถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก พร้อม ๆ กับมีการพัฒนาองค์กรของรัฐทั้งด้านต่างๆ

ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบและสามารถเข้าใจในองค์กรของรัฐมากขึ้นมีความมั่นใจที่จะรับบริการในหน่วยงานของรัฐ

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องเข้าถึงชุมชน  ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต  ไม่เลือกปฏิบัติ  และศึกษาความรู้ใหม่เพิ่มเติมเสมอ  สามารถถ่ายทอด  แนะนำประชาชนได้  เมื่อประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วจึงรู้บทบาทในฐานะผู้บริการและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้

1.ปรับระบบการให้บริการโดยการทำงานเชิงบูรณาการ เช่น การทำงานเชิงรุก ออกติดตามงานต่างๆ ในหมู่บ้าน ทำให้เราทราบข้อมูลได้หลายงาน ซึ่งเป็นการลดต้นทุน และสามารถเข้าถึงประชาชน รู้ปัญหาและความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น

2.การทำงานแบบมีส่วนร่วมของชุมชน โดยการทำประชาคมเพื่อทราบปัญหาที่แท้จริงของพื้นที่ ซึ่งจะตรงกับความต้องการของประชาชน และสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด

3.พัฒนาระบบบริการให้ได้มาตรฐาน

4.ให้บริการด้วยความเสมอภาคและทั่วถึงกับประชาชนทุกคนดังคำกล่าวที่ว่า "ใกล้บ้าน ใกล้ใจ"

5.ต้องมีจิตใจที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ของวิชาชีพซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้งานประสบความสำเร็จ

6.มีเจตนารมย์ที่แน่วแน่ เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี

ขอตอบข้อนี้ใหม่

    จากสมการ อุปสงค์ = (ความจำเป็น - ความจำเป็นที่ไม่รับรู้) x ความยินดีหรือความสามารถในการจ่าย การที่จะทำให้ความจำเป็นด้านสุขภาพเปลี่ยนเป็นอุปสงค์ ต้องทำความจำเป็นที่ไม่รับรู้ให้กลายเป็นศูนย์ ซึ่งความจำเป็นที่ไม่รับรู้มี 2 ลักษณะ คือ ประชาชนไม่รู้กับเจ้าหน้าที่ไม่อธิบาย  สามารถทำให้ 2 ลักษณะนี้หมดไป โดยใช้กระบวนการทางสุขศึกษา คือ การให้ความรู้แก่ประชาชนและบอกให้ประชาชนทราบถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ เช่น การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง เจ้าหน้าที่ต้องอธิบายสาเหตุ อาการ การรักษา การปฏิบัติตน ยาและผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษา ให้ผู้ป่วยเข้าใจเมื่อผู้ป่วยเข้าใจ การดูแลตนเองและการรักษาก็จะได้ผลดีขึ้น เมื่อทำ 2 อย่าง (ให้ความรู้ประชาชนและบอกให้ประชาชนทราบ) ควบคู่กันไปก็จะทำให้ความจำเป็นที่ไม่รับรู้เป็นศูนย์  ซึ่งจะเกิดอุปสงค์การเต็มใจจ่าย

ขอตอบข้อนี้ใหม่

    จากสมการ อุปสงค์ = (ความจำเป็น - ความจำเป็นที่ไม่รับรู้) x ความยินดีหรือความสามารถในการจ่าย การที่จะทำให้ความจำเป็นด้านสุขภาพเปลี่ยนเป็นอุปสงค์ ต้องทำความจำเป็นที่ไม่รับรู้ให้กลายเป็นศูนย์ ซึ่งความจำเป็นที่ไม่รับรู้มี 2 ลักษณะ คือ ประชาชนไม่รู้กับเจ้าหน้าที่ไม่อธิบาย  สามารถทำให้ 2 ลักษณะนี้หมดไป โดยใช้กระบวนการทางสุขศึกษา คือ การให้ความรู้แก่ประชาชนและบอกให้ประชาชนทราบถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ เช่น การดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง เจ้าหน้าที่ต้องอธิบายสาเหตุ อาการ การรักษา การปฏิบัติตน ยาและผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษา ให้ผู้ป่วยเข้าใจเมื่อผู้ป่วยเข้าใจ การดูแลตนเองและการรักษาก็จะได้ผลดีขึ้น เมื่อทำ 2 อย่าง (ให้ความรู้ประชาชนและบอกให้ประชาชนทราบ) ควบคู่กันไปก็จะทำให้ความจำเป็นที่ไม่รับรู้เป็นศูนย์  ซึ่งจะเกิดอุปสงค์การเต็มใจจ่าย