ดงหลวง 159 การใช้ Memo ในวัฒนธรรมองค์กรไทย กรณีของ บางทราย

บางทราย
อ้างว่ายุ่งยาก เสียเวลาเขียน เปลืองกระดาษ เขียนไม่ออก...สารพัดข้ออ้าง..มันดิ้นไปรอบตัวแหละ คอมพิวเตอร์ก็มีให้ มันร้อนไปก็เปิดแอร์ให้ จะเอาปากกาแบบไหนก็มีให้ อยากได้ดินสอดีดีก็มีให้ อยากได้สมุดโน้ตดีดีสวยๆ เอ้าก็ลงทุนให้ ..พ่อเจ้าประคุณทูนหัวทูนเกล้า

วัฒนธรรมไทยสำหรับคนไทยไม่น่าจะเป็นเรื่องให้ขบคิดอะไร ก็เหมือนปลาอยู่ในน้ำ มันคลุกคลีกันจนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่เมื่อโลกปรับเปลี่ยนไป สังคมเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่มีเนื้อหาสาระมาจากวัฒนรรมตะวันตกมากขึ้น นั่นแหละเราจึงเห็นตัวเราเองว่าแค่ไหน อย่างไร เพราะมีตัวเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรม  

ผู้ที่กระชากหน้ากากสังคมไทยคนแรกๆน่าจะเป็นอีตา จอห์น เอ็มบรี ในปี 2493 ที่ระบุในงานของเขาว่า ประเทศไทยเป็นวัฒนธรรมที่ระบบสังคมมีโครงสร้างหลวม (Loosely structured social system) โดยขยายความว่า คนไทยเปิดโอกาสให้ปัจเจกบุคคลมีพฤติกรรมที่จะแปรผันอย่างไรก็ได้ เช่น ขาดการให้ความสำคัญกับสิทธิและหน้าที่ของกันและกัน ขาดความสม่ำเสมอ ระเบียบและวินัย และไม่มีความรู้สึกจริงจังต่อหน้าที่และข้อผูกพันในความสัมพันธ์ทางครอบครัว เมื่อเปรียบเทียบกับชาวเวียตนาม จีน และญี่ปุ่น...  พอ พอ..เอาแค่นี่ก็จะกระอักเลือดแล้ว..สังคมไทย..  

ข้อคิดเห็นของอีตา เอ็มบรี่ นี่ ต่อมานักสังคมวิทยามานุษยวิทยายุคหลังๆก็คัดค้านข้อสรุปนี้ลงไปบ้าง แต่จะไม่ขอกล่าวถึง แต่จะสะท้อนประสบการณ์ที่ตัวเองประสบมาบ้าง และคิดว่าทุกท่านก็ประสบเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้หยิบมากล่าวถึง หรือกล่าวแต่ผู้บันทึกไม่ทราบก็ได้  

สังคมไทย ขาดระเบียบวินัยมีการกล่าวถึงกันมาก จนเกิดคำที่ว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ และพฤติกรรมนี้เห็นได้ทุกวันบนท้องถนน โดยเฉพาะตรงสี่แยก สามแยกไฟแดง ทุกเมือง จะอะไรล่ะ ก็พ่อเจ้าประคุณทูนหัว มอเตอร์ไซด์ ผ่าไฟแดงจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว   

หันกลับมาที่จั่วหัวไว้คือ memo กับวัฒนธรรมไทย จากประสบการณ์ที่เห็นชอบกับการเขียน memo เวลาออกไปสนามของเจ้าหน้าที่โครงการพิเศษที่ผู้บันทึกทำงานอยู่นั้น ชอบมาก เพราะ 

  • เมื่อเจ้าหน้าที่โครงการออกสนาม หรือไปทำหน้าที่ของเขาในที่ใดๆก็แล้วแต่ ผู้บริหารก็อยากทราบว่า เป็นไงบ้าง ได้ผลอย่างไร เกิดอะไรขึ้น พบใครบ้าง คุยสาระอะไร ฯลฯ เพื่อผู้บริหารจะได้ตามสถานการณ์ต่างๆได้ครบถ้วน หากให้มาเล่าให้ฟังก็อาจทำได้เป็นครั้งคราว แต่ระบบปกติอยากให้เขียน memo ไว้เป็นหลักฐาน แล้วให้เลขาสำนักงานเก็บใส่แฟ้มไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อ คนอื่นเอามาศึกษา ก่อนออกสนามในเรื่องเดียวกันจะได้ update ข้อมูลได้ว่าเรื่องนี้ไปถึงไหน อย่างไร ไม่ต้องเสียเวลาคุยกันให้เปลืองน้ำลายเปลืองเวลา
 
  • ผู้บริหารชอบ Memo มากเพราะบันทึกนั้นสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการเขียนรายงานไตรมาสได้  มิเช่นนั้นต้องมานั่งนึกย้อนหลัง หรือเปิด diary ดูว่า 3 เดือนที่ผ่านมาไปทำอะไรมาบ้าง ทำที่ไหน กับ ใคร ผลเป็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคใดบ้าง มีข้อสังเกตว่าอย่างไร ฯลฯ ซึ่งหากวันเวลาเลยมาแล้ว รายละเอียดมันลืมไปหมดแล้ว  แต่หากมี memo ช่วยได้มากกก.
 
  • Memo จะบันทึกรายละเอียดได้อย่างสดๆ เก็บสาระได้ครบถ้วน การเขียนนั่นบังคับให้ผู้เขียนต้องใคร่ตรองสาระที่จะเขียน จึงเป็นการรวบรวมสิ่งที่ถูกต้องที่สุดได้ทันที หากเลยวันเลยคืนไปแล้วสาระนั้นๆจะลดรายละเอียดลงไป  มีประโยชน์มากสำหรับการอ้างอิงเรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ มีงานที่เกี่ยวข้องมาก มีพื้นที่รับผิดชอบกว้างขวาง  

 ประสบการณ์ผู้บันทึกนั้นเห็นว่า ฝรั่งมังค่าเขามีวัฒนธรรมนี้ และทำได้ดี เป็นระบบ ต่อเนื่อง สามารถใช้งานได้จริงและมีประโยชน์มาก  แต่ประสบการณ์ผู้บันทึกกับคนไทยด้วยกันเอง อาจเรียกได้ว่าล้มเหลว เพราะ 

  • พี่ไทยไม่ชอบบันทึก ก็ทำครั้งแรกๆแล้วก็ค่อยๆหายไป (ไม่สม่ำเสมอ ตรงกับที่ อีตา เอ็มบรี่ ว่าคนไทยเรา อิ อิ )
 
  • พี่ไทยชอบยกหูโทรศัพท์ เล่าให้ฟังแล้วให้บันทึกเอาเอง
 
  • พี่ไทยบันทึกไม่เป็น ก็มันลืมไปหมดแล้ววิชาย่อความไทย เรียนมาตั้งแต่ ป. 4 โน้น.. เดี๋ยวนี้เขาไม่เรียนด้วยซ้ำไป.. บันทึกอะไรมาก็ไม่รู้ จับสาระใจความไม่ได้ ไม่ครบถ้วน ขาดโน่น ขาดนี่ ตัวอย่างก็มีให้ดู บางรุ่นฝึกการเขียนด้วยซ้ำ เรียนมาก็สูง ปริญญาตรี แน่ะ..บันทึกไม่เป็นเรื่อง ยิ่งบางคนลายมือ..งี้...อยากจะจับเอาไปนั่งเรียนคัดไทยกับเด็กอนุบาลเสียเลย..แถมจะส่งนมให้ดูด 2 เวลาอีกด้วย เอ้า..  
 
  • อ้างว่ายุ่งยาก เสียเวลาเขียน เปลืองกระดาษ เขียนไม่ออก...สารพัดข้ออ้าง..มันดิ้นไปรอบตัวแหละ คอมพิวเตอร์ก็มีให้ มันร้อนไปก็เปิดแอร์ให้ จะเอาปากกาแบบไหนก็มีให้ อยากได้ดินสอดีดีก็มีให้ อยากได้สมุดโน้ตดีดีสวยๆ เอ้าก็ลงทุนให้ ..พ่อเจ้าประคุณทูนหัวทูนเกล้า
 
  • สรุป ..ไม่..เขียน ..พี่..มีอะไรป๊ะ...เอากะเขาซิ...อยากจะล่อซักป๊าบหนึ่ง..
  ผู้บันทึกเอาแนวคิดนี้ไปใช้สองโครงการ ปรากฏว่าไม่สำเร็จครับ มีแต่ผู้บันทึกบ้าบันทึกอยู่คนเดียว อิ อิ.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากดงหลวง

คำสำคัญ (Tags)#memo#ict ในองค์กรพัฒนาชุมชน#จอห์น เอ็มบรี่

หมายเลขบันทึก: 120752, เขียน: 20 Aug 2007 @ 10:46 (), แก้ไข: 22 Jun 2012 @ 13:32 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 15, อ่าน: คลิก


ความเห็น (15)

  • เด็กสมัยนี้ยิ่งขาดทักษะการเขียนมากครับ
  • อะไรก็โทรศัพท์
  • สื่อสารกันทางโทรศัพท์ยังไม่ค่อยจะรู้ว่จะสื่อสารอะไรกันแน่ สรุป คุย ๆ เอามันส์

นั่นสิครับ

           เอะอะก็เปิดเครื่องคอมนั่งอยู่หน้าจอแล้วก็นึกข้อความแล้วพิมพ์  กว่าจะเสร็จงาน เปลืองไฟมาก ๆ

            ผมพยายามให้นักศึกษารุ่นน้องที่มาฝึกงานใช้การเขียนข้อความออกมาก่อนห้ามพิมพ์มาส่ง

            ที่ในมหาวิทยาลัยบางที่ก็แก้ปัญหานักศึกษาคัดลอกไฟล์ข้อมูลเอกสารในคอม  มาเป็นให้เขียนรายงานด้วยลายมือแล้ว

            เทคโนโลยีมันทำร้ายคน ก็เพราะคนทำร้ายตัวเองครับ

สวัสดีค่ะ

จั่วเรื่องจอห์น เอ็มบรี ในปี 2493 ที่ระบุในงานของเขาว่า ประเทศไทยเป็นวัฒนธรรมที่ระบบสังคมมีโครงสร้างหลวม (Loosely structured social system)

อ่านแล้วหนาวค่ะ

แต่อยากขอแย้งในประเด็นนี้ว่า ประเทศอื่นที่ยิ่งกว่าเราก็มีหลายประทศค่ะ โดยเฉพาะเรื่องวินัย ลองอ่าน  อินเดียวันละเรื่อง=การขับรถในเดลี ตื่นเต้นทุกวัน  ลื่นไหล ไปได้ด้วยดวง

การที่เรามีวัฒนธรรมแบบหลวมๆ เป็นเพราะอิทธิพลของด้านภูมิอากาศและความอุดมสมบูรณ์โดยธรรมชาติค่ะ ทำให้คนขาดการดิ้นรน ชอบอะไร สบายๆ นิสัยนี้ถ่ายทอดมาหลายชั่วคนมาก จนเป็นนิสัยเด่น

จริงๆแล้ว พฤติกรรมดีๆก็มีแยะ เช่น กลัวบาปกรรม เชื่อเรื่องการทำดีได้ดี การมีน้ำใจ เอื้อาทรกัน การให้อภัยกันง่ายๆ เป็นต้นค่ะ

สิ่งที่ฝรั่งมี และดิฉันชอบมากคือ การบันทึกข้อมูลอย่างละเอียด การจัดระบบงาน เรียกว่า very well organized เลย อันนี้ เราต้องเรียนรู้

ตอนไปเรียนต่างประเทศ ดิฉันชอบดู baseball พอนักกีฬาคนไหน ทำดีขึ้นมา เขาจะบอกประวัติออกมาเดี่ยวนั้น ขึ้นจอเลย ว่า เคยมีสถิติอะไรมาบ้าง จนถึงปัจจุบัน

รู้สึกทึ่งมากค่ะ ระบบข้อมูลดีมาก

ก็อยากจะสรุป ความเห็น ตัวเองว่า คงต้องมีการอบรมพัฒนากันไปเรื่อยๆน่ะค่ะ คงดีขึ้นแน่นอนค่ะ

  • สวัสดี ออต ตอบช้าไปหน่อย มัว เร่งรายงานให้เสร็จ
  • เมื่อ 2 ปีก่อน คนดูแลคุณแม่ใช้โทรศัพท์ที่บ้าน เราต้องเสียค่าโทร หนึ่งหมื่นกว่าบาท ..อกอีแป้นจะแตก..เธอโทรหาแฟนเธอ..
  • ระบบธุรกิจเขาฉลาด รู้นิสัยวัยรุ่น เลยแหย่ให้ความสนุกสนากเตลิดเปิดเปิงของวัยรุ่นมากขึ้นไปอีก ทำ โปรโมชั่นแบบนั้นแบบนี้ วัน วัน เธอโทร เขาโทรกันหูจะสุกเป็นหูหมูจิ้มแจ่วไปแล้ว..
  • เจ้าของบริษัทถึง  รวย เอ้า รวย เอา..ออต

สวัสดีครับ mr. สุมิตรชัย คำเขาแดง

  • ผมเห็นด้วยครับ ผมเองก็เป็นเหมือนกัน เว้าซื่อๆ วัน วัน มีแต่งานนั่นงานนี่ ยิ่งช่วงทำรายงาน มือไม่ชาหมดเลย
  • มีผลกระทบมากครับ ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเหมือนกัน
  • ครั้งหนึ่งตาผมบวมเลย แดงด้วย ไปหาหมอตาที่รู้จักกัน  หมอเห็นตาก็บอกว่า "นี่มาอีกแล้ว ไอ้พวก Over conputer work load เป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด" ให้ยามาหยอด 2 วันก็ดีขึ้น เลยต้องเปลี่ยนพฤติกรรมครับ

สวัสดีครับท่านพี่ P sasinanda

  • ผมไม่เคยไปอินเดีย แต่พอทราบจากการดูภาพยนต์ อ่านหนังสือ และเพื่อนฝูงเล่าให้ฟัง เห็นว่าเป็นเช่นเล่าให้ฟัง และผมตามไปดูท่านพลเดช แล้วครับ  น่าสนใจพฤติกรรมมนุษย์นะครับ พวกนักมานุษยวิทยาเขาสนใจมาก
  • และผมเคยทราบว่า อเมริกาตอนทำสงครามเวียตนามนั้น เขาสรุปว่ารบอย่างไรก็ไม่ชนะเสียที เหมือนในประเทศตะวันออกกลางปัจจุบันนี้ สมัยนั้น อเมริกาถึงกับส่งนักมานุษยวิทยาไปสงครามเวียตนามด้วย แต่ไม่ได้ไปรบ ไปศึกษาว่าเวียตนามมีอะไรในแง่วิชาการ แง่หลักการทางมานุษยวิทยาถึงมีความแข็งแกร่งในการรบเสียจริง..ผมไม่ทราบคำตอบ แต่ชี้ให้เห็นว่าทางวิชาการเขาสนใจพฤติกรรมคนมาก
  • อีกตัวอย่างหนึ่ง ครับ ทางธุรกิจก็สนใจพฤติกรรมคนมาก เพราะหมายถึงสามารถทำธุรกิจอย่างไรให้เข้าถึงในใจคนได้ เรื่องนี้ท่านพี่คงทราบดีกว่าผม  ตัวอย่าง case การที่บริษัทโซนี่สร้างผลิตภัณฑ์ ซาวด์เบ้าท์  ออกมาถล่มตลาดเสียยับเยินวัยรุ่นไปเพราะ ประธานบริษัทไปเห็นวัยรุ่นอเมริกายกทรานซิสเตอร์อันมหึมาแนบหูแล้วเต้นกัน  เขาคิดว่าถ้าทำเครื่องเสียงเล็กๆมาให้วัยรุ่นฟังเพลงน่าจะขายได้  แล้ว ผลิตภัณฑ์นี้ก็เกิดขึ้น
  • ผมสนใจพฤติกรรมคนที่จะนำมาใช้ในด้านการให้การศึกษา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสริมศักยภาพเขา โดยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมต่างๆของเขา  แต่เนื่องจากมิได้ทำแบบวิจัย แต่แค่สนใจ เฝ้ามองพฤติกรรมเท่านั้น  แต่ก็ได้อะไรเยอะเหมือนกันครับ
  • ผมเห็นด้วยกับพี่ท่านในเรื่อง "การที่เรามีวัฒนธรรมแบบหลวมๆ เป็นเพราะอิทธิพลของด้านภูมิอากาศและความอุดมสมบูรณ์โดยธรรมชาติค่ะ ทำให้คนขาดการดิ้นรน ชอบอะไร สบายๆ นิสัยนี้ถ่ายทอดมาหลายชั่วคนมาก จนเป็นนิสัยเด่น" ผมก็ตั้งคำถามต่อว่า แล้วเราจะมีเครื่องมืออะไรบ้างที่จะไปสร้างคนที่มีวัฒนธรรมแบบนี้ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ควรได้ ??
  • ผมเห็นด้วยครับว่าวัฒนธรรมของเราดีดี ก็มีมาก เพียงแต่ไม่ได้หยิบมากล่าวเท่านั้นครับ ขอดีดีของเรานั้นฝรั่งต่างชาติจำนวนไม่น้อยก็ชอบ และพึงพอใจ หลายเรื่องเขายัง หันมามองเราเลยใช่ไหมครับ
  • ผมมีความเชื่อว่า ทุกวัฒนธรรมมีส่วนดี ส่วนที่ไม่เหมาะสม ครับ 
  • การอบรมพัฒนาก็ยังจำเป็นต่อไปครับ

สวัสดีค่ะพี่บางทราย

         ถ้าไม่ได้เข้ามาบันทึก "การใช้ Memo ฯ" ของพี่  คืนนี้แอมแปร์เห็นทีจะนอนไม่หลับ : ) 
        อ่านที่คุณศศินันท์แสดงความคิดเห็นแล้วชอบจังค่ะ  นึกถึงตอนไปเวียตนาม ได้เห็น
                       การจราจรแบบฝูงปลา
                       ว่ายแหวกไปมาตามใจฉัน  
                       เธอจะข้าม...ฉันจะไป...เดาใจกัน 
                       ไม่เธอ...ก็ฉัน...เสี่ยงกันไป
        อยู่เวียตนามห้าวัน เห็นอุบัติเหตุในเมืองแบบต่อหน้าต่อตาแทบทุกวัน  แอมแปร์หายกลัวแมงกะไชค์ไทยไปเลย  

         เรื่อง "คนไทย..ขาดนิสัยบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ" นี้ทำให้แอมแปร์รันทดสลดโศกมากค่ะ  ชีวิตของคนช่างจด  เป็นแบบเดียวกับประโยคท้ายสุดของบันทึกที่พี่พูดไว้เปี๊ยบเลย.......คือ   จุด จุด จุด  อยู่คนเดียว   อิอิ
         และนี่เป็นเรื่องน่ากลัวมากสำหรับองค์กร 

         การจดบันทึก  แปลว่าคนจดต้องฟังเป็น จับประเด็นได้ และถ่ายทอดเป็น      ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สุดของคนในสังคม ที่ทุกคนควรมีและทำเป็น  และต้องสร้างให้มีมากๆในองค์กร
         การเริ่มด้วยการรู้จักคิดว่า อะไรคือประเด็น (เรื่องที่มี่มาที่ไป  เรื่องหลักที่พึงใส่ใจ) และอะไรที่ไม่ใช่ประเด็น (เรื่องที่นึกจะพูดก็พูด  เรื่องที่มิใช่เรื่องหลักที่พึงใส่ใจพิจารณา ณ เวลานั้น) การจับประเด็น  ว่าสิ่งใดสำคัญที่สุด สิ่งใดสำคัญรองลงมา และสิ่งใดสำคัญน้อยกว่า  ควรลำดับไว้ท้ายสุด  การรู้จักสรุปความให้ตรงประเด็น  เป็นวิธีคิดพื้นฐานในการสื่อสาร  การเก็บข้อมูลเดิมมาจัดระบบนำเสนอ เพื่อใช้อ้างอิงให้เป็นหลักเป็นฐาน เป็นการจัดการข้อมูลข่าวสารที่ดี และระบบข้อมูลข่าวสารที่ดี  จะช่วยให้เราหาความจริงได้ง่ายขึ้น (ในระดับองค์กร  เมื่อข้อมูลเป็นระบบ ก็จะชวยให้การคิดและตัดสินใจมีประสิทธิภาพมาก)  ฯลฯ
         ทั้งหลายเหล่านี้ จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างยิ่ง 

         ชีวิตในโลกของการสื่อสารที่ซับซ้อนอย่างทุกวันนี้  นอกจากจะต้องรู้จักแยกว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริง  อะไรเป็นข้อคิดเห็นแล้ว  ยังต้องหาวิธีสื่อสารอย่างฉลาด ในการส่งผ่านข้อมูล ข่าวสารและความรู้เพื่อการดำรงชีวิตและการช่วยชีวิต(เพื่อให้รอดชีวิต)ได้อย่างเร็วที่สุดด้วย 
        เพราะชีวิตจริงนั้นซับซ้อนยุ่งเหยิง  แบบที่ทฤษฎีในตำราเรียนหาคำตอบไม่ได้  และให้คำตอบไม่ทัน
        ถ้าคนในองค์กร  ต่างคนต่างหนีความรับผิดชอบที่จะคิด   ทิ้งความรับผิดชอบและความมีน้ำใจที่จะสื่อสาร  ไม่ตระหนักถึงความสำคัญของฐานข้อมูล  อันเป็นข้อมูลพื้นฐานในการขับเคลื่อนองค์กร     และทำเฉพาะหน้าแต่งานตัว  ไม่เริ่มจากจิตสำนึกที่จะต่องานสานมือกันให้เหนียวแน่นเป็นปึกแผ่น  ด้วยการสื่อสารส่งผ่านความรู้กันอย่างเป็นระบบเช่นนี้  เห็นทีว่าจะตายหยังเขียด  ...นึกถึง"คลื่น"คราวนั้นทีไร  แอมแปร์เจ็บใจทุกที 

        เบื้องหลังวิธีคิดของ Memo ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลยใช่ไหมคะพี่บางทราย   นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุด  การไม่รู้จักจับประเด็น  มองไม่เห็นใจความสำคัญ ไม่รู้จักวิเคราะห์และไตร่ตรองทบทวนข้อมูล และไม่เพียรสร้างเป็นข้อมูลที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยตนเอง ทำให้คนไม่รู้เท่าทันการสื่อสาร 
        เมื่อหาประเด็นไม่เจอ  ก็เผลอไปตามที่เขาลากจูง จะคิดใหม่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเคยแต่คิดตาม (ที่เขาสั่งให้คิด) สังเคราะห์ข้อมูลเองไม่เป็น 
        เพราะไม่ยอมคิดอยู่แล้วตั้งแต่ต้น   น่ากลัวจริงๆ 
        พูดแล้วขอช้ำใจซะอีกที  แอมแปร์ฝึกเด็กมานาน น้อยคนเหลือเกินที่จะให้ความสำคัญ  กับน้ำใจในการสื่อสารด้วยการบันทึกข้อมูลอย่างดีที่สุด เพื่อผู้อื่น เพื่อคนข้างหลัง  เขาจะได้วิเคราะห์จากข้อมูลที่มีมาก่อนหน้า  ไม่ต้องมานั่งฟังและจดเรื่องซ้ำซ้อน และพอทำก็ผิดย้อนต้นซ้ำรอยเดิม   
         แต่แอมแปร์ก็ยังทุ่มใจฝึกไปนะคะ พี่บางทราย  ถึงแม้วันนี้จะยัง "ทำไม่ได้"  แต่ก็น่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย   สงสัยแอมแปร์ต้องเขียนเล่าเรื่องนี้เงียบๆอีกหนึ่งบันทึก   เพราะความเห็นนี้ก็ดูท่าจะยาวใกล้ๆกับบันทึกของพี่แล้ว 
        ขอบพระคุณมากสำหรับบันทึกนี้ ที่ทำให้แอมแปร์พร่ำพรรณนาต่อไปอีกยืดยาวนะคะ  พอได้บ่นเอ๊ยเขียนบอกยาวๆแล้วรู้สึกค่อยยังชั่ว  จะได้กลับไปสอน"การเขียน" วิชาที่เป็นยาขมสำหรับเด็กๆหลายๆคนอย่างโล่งอก

        เพราะอย่างน้อยก็มีมืออาชีพระดับชาติอย่างพี่บางทรายตั้งต้นบ่นนำเอ๊ยเขียนนำคนนึงแล้วอะค่ะ  : )

สวัสดีค่ะแวะเข้ามาเก็บรอย 

สวัสดีครับน้อง P ดอกไม้ทะเล

 ขออภัยน้องแอมแปร์ที่มา response ช้าไป เพราะรีบทำรายงานให้เสร็จสิ้นไปก่อนครับ พี่เห็นด้วยว่าผู้ทำหน้าที่บันทึกนั้นต้องมีคุณสมบัติหลายอย่างเช่น
  • ต้องมีสมาธิในการฟัง เพื่อจะได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดที่ผู้พูด ผู้เขียนกล่าวถึงทั้งหมด อย่างละเอียด หากไม่มีสมาธิก็จะฟังแบบขาดๆเกินๆ ก็จะบันทึกไม่ได้ ไม่ตรง ตกหล่น ไม่ครบถ้วน เข้าใจผิด สรุปผิด คลาดเคลื่อน
  • ต้องมีพื้นฐานเรื่องราวนั้นๆ เข้าใจ สาระที่เกิดขึ้น ที่คนเขาพูดกัน ที่เอกสารกล่าวถึง หากไม่รู้เรื่องก็อาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน ผิดพลาด ไม่ครบถ้วน ฯลฯ
  • ต้องมีทักษะในการฟัง หากฟังไม่แตก (เหมือนกับอ่านไม่แตก) ก็ไม่มีจินตนาการเชื่อมโยงเรื่องราวที่จะบันทึกได้ครบถ้วนสาระใจความ
  • ต้องมีทักษะในการประมวลความแล้วสรุป บางคนจดคำพูดต่อคำพูดเหมือนเทปบันทึก แต่ประมวลความสรุปไม่เป็น บางคนพยายามทำแต่สาระขาด ไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะการไม่มีพื้นฐานเรื่องนั้นๆมาก่อนย่อมยากมากขึ้น
 เวลาเรามีประชุมแล้วมอบหมายให้ใครคนหนึ่งทำหน้าที่บันทึกการประชุม มักจะบ่ายเบี่ยง โยนให้คนโน้นคนนี้ ดีกว่า  ความจริงแล้วการรับหน้าที่เป็นผู้บันทึกการประชุมนั้นเป็นการฝึกฝนตัวเองที่ดีมากๆ แรกๆอาจจะบกพร่องบ้าง หัวหน้างานเขารู้ เขาเข้าใจก็ค่อยๆฝึกไป จนชำนาญ  ยกเว้นผู้ที่ทำหน้าที่นี้เป็นอาชีพ เช่น ตำแหน่งเลขานุการ ใครคิดจะเป็นตำแหน่งนี้ต้องฝึกนะครับ ทำหน้าที่นี้ดี ดี นะครับเงินเดือนสูงกว่าพวกเจ้าหน้าที่เสียอีก  พี่เห็นด้วยว่าการทำบันทึกต้องฝึก เด็กบางคนไม่ค่อยยินดีที่จะฝึก น่าหยิกจริงเชียว.. ความรู้ความสามารถเหล่านี้จะติดตัวเขาไปจนตาย  และเอาไปหากินได้นะ เอ้าสมมุติว่าเด็กคนนี้เก่งซะไม่เมี๊ยะ..ในเรื่องการบันทึก เรื่องรายงาน เรื่องการติดตาม เรื่อง ฯลฯ ที่สามารถเรียนรู้และฝึกได้ จบโครงการนี้ คนแย่งตัวกันเลยหละ  ขนาดทำงานอยู่ก็ยังเข้ามาประมูลตัวก็มีเพราะเห็นฝีไม้ลายมือกันแล้ว  แต่แม่เจ้า..ไม่ฝึก..เอาแต่เม้าท์กันน้ำลายฟูมปาก  แล้วจะเรียกร้องค่าตอบแทนสูงๆอีกด้วย ดูซิ.. อย่างไรก็ต้องฝึกครับ ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น น้องแอมแปร์ครับ  

 

สวัสดีน้อง P MOO 

หวัดดีครับ ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมครับ

สบายดีนะครับ กลับบ้านก็แวะมาคุยกันนะครับ  

MOO
IP: xxx.19.86.218
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะพี่บางทรายหนูกลับมุกเมื่อ 18 ส.ค.ค่ะ หลังลงคะแนนฯเรียบร้อยก็ขับรถกลับสุพรรณฯวันนั้น

ขอบคุณบันทึกพี่บางทราย และทุกท่านที่เข้ามาลปรร.กันในบล็อกนี้ ขออนุญาตนำไปอ้างอิงนะค่ะ

สวัสดีน้อง MOO

  • ขับรถกลับสุพรรณก็ผ่านบ้านพี่น่ะซี หากไปทางวิเศษชัยชาญนะครับ

สวัสดีคะพี่บางทราย ทราบว่าวันนี้อ.แป๋วไปสัมนาที่มุก เจอกันหรือยังค่ะ

จากมุกไปสุพรรณฯผ่านอ.วิเศษชัยชาญด้วยคะ

 

สวัสดีครับ น้อง P MOO

พบกับอาจารย์แป๋วแล้วครับ อาจารย์ท่านไปสัมมนากันถึงวันอาทิตย์

ได้คุนกันถึงโปรแกรม เฮฮาศาสตร์ 3 "นอนกลางดินกินกลางป่า" เดี๋ยวคืนนี้จะออกกำหนดการครับ

พี่บางทรายค่ะชวนอ.แป๋วไปชิมแกงหน่อไม้ฝีมือแม่ลัดดาที่ตาดแคน ซอย 6 กันมั๊ยค่ะ