อ้างว่ายุ่งยาก เสียเวลาเขียน เปลืองกระดาษ เขียนไม่ออก...สารพัดข้ออ้าง..มันดิ้นไปรอบตัวแหละ คอมพิวเตอร์ก็มีให้ มันร้อนไปก็เปิดแอร์ให้ จะเอาปากกาแบบไหนก็มีให้ อยากได้ดินสอดีดีก็มีให้ อยากได้สมุดโน้ตดีดีสวยๆ เอ้าก็ลงทุนให้ ..พ่อเจ้าประคุณทูนหัวทูนเกล้า

วัฒนธรรมไทยสำหรับคนไทยไม่น่าจะเป็นเรื่องให้ขบคิดอะไร ก็เหมือนปลาอยู่ในน้ำ มันคลุกคลีกันจนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่เมื่อโลกปรับเปลี่ยนไป สังคมเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่มีเนื้อหาสาระมาจากวัฒนรรมตะวันตกมากขึ้น นั่นแหละเราจึงเห็นตัวเราเองว่าแค่ไหน อย่างไร เพราะมีตัวเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรม 

ผู้ที่กระชากหน้ากากสังคมไทยคนแรกๆน่าจะเป็นอีตา จอห์น เอ็มบรี ในปี 2493 ที่ระบุในงานของเขาว่า ประเทศไทยเป็นวัฒนธรรมที่ระบบสังคมมีโครงสร้างหลวม (Loosely structured social system) โดยขยายความว่า คนไทยเปิดโอกาสให้ปัจเจกบุคคลมีพฤติกรรมที่จะแปรผันอย่างไรก็ได้ เช่น ขาดการให้ความสำคัญกับสิทธิและหน้าที่ของกันและกัน ขาดความสม่ำเสมอ ระเบียบและวินัย และไม่มีความรู้สึกจริงจังต่อหน้าที่และข้อผูกพันในความสัมพันธ์ทางครอบครัว เมื่อเปรียบเทียบกับชาวเวียตนาม จีน และญี่ปุ่น...  พอ พอ..เอาแค่นี่ก็จะกระอักเลือดแล้ว..สังคมไทย.. 

ข้อคิดเห็นของอีตา เอ็มบรี่ นี่ ต่อมานักสังคมวิทยามานุษยวิทยายุคหลังๆก็คัดค้านข้อสรุปนี้ลงไปบ้าง แต่จะไม่ขอกล่าวถึง แต่จะสะท้อนประสบการณ์ที่ตัวเองประสบมาบ้าง และคิดว่าทุกท่านก็ประสบเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้หยิบมากล่าวถึง หรือกล่าวแต่ผู้บันทึกไม่ทราบก็ได้ 

สังคมไทย ขาดระเบียบวินัยมีการกล่าวถึงกันมาก จนเกิดคำที่ว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ และพฤติกรรมนี้เห็นได้ทุกวันบนท้องถนน โดยเฉพาะตรงสี่แยก สามแยกไฟแดง ทุกเมือง จะอะไรล่ะ ก็พ่อเจ้าประคุณทูนหัว มอเตอร์ไซด์ ผ่าไฟแดงจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว  

หันกลับมาที่จั่วหัวไว้คือ memo กับวัฒนธรรมไทย จากประสบการณ์ที่เห็นชอบกับการเขียน memo เวลาออกไปสนามของเจ้าหน้าที่โครงการพิเศษที่ผู้บันทึกทำงานอยู่นั้น ชอบมาก เพราะ 

  • เมื่อเจ้าหน้าที่โครงการออกสนาม หรือไปทำหน้าที่ของเขาในที่ใดๆก็แล้วแต่ ผู้บริหารก็อยากทราบว่า เป็นไงบ้าง ได้ผลอย่างไร เกิดอะไรขึ้น พบใครบ้าง คุยสาระอะไร ฯลฯ เพื่อผู้บริหารจะได้ตามสถานการณ์ต่างๆได้ครบถ้วน หากให้มาเล่าให้ฟังก็อาจทำได้เป็นครั้งคราว แต่ระบบปกติอยากให้เขียน memo ไว้เป็นหลักฐาน แล้วให้เลขาสำนักงานเก็บใส่แฟ้มไว้เป็นหมวดหมู่ เพื่อ คนอื่นเอามาศึกษา ก่อนออกสนามในเรื่องเดียวกันจะได้ update ข้อมูลได้ว่าเรื่องนี้ไปถึงไหน อย่างไร ไม่ต้องเสียเวลาคุยกันให้เปลืองน้ำลายเปลืองเวลา

  <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: #0000cc; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt">ผู้บริหารชอบ Memo มากเพราะบันทึกนั้นสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการเขียนรายงานไตรมาสได้  มิเช่นนั้นต้องมานั่งนึกย้อนหลัง หรือเปิด diary ดูว่า 3 เดือนที่ผ่านมาไปทำอะไรมาบ้าง ทำที่ไหน กับ ใคร ผลเป็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคใดบ้าง มีข้อสังเกตว่าอย่างไร ฯลฯ ซึ่งหากวันเวลาเลยมาแล้ว รายละเอียดมันลืมไปหมดแล้ว  แต่หากมี memo ช่วยได้มากกก.</li></ul>  <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: purple; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt">Memo จะบันทึกรายละเอียดได้อย่างสดๆ เก็บสาระได้ครบถ้วน การเขียนนั่นบังคับให้ผู้เขียนต้องใคร่ตรองสาระที่จะเขียน จึงเป็นการรวบรวมสิ่งที่ถูกต้องที่สุดได้ทันที หากเลยวันเลยคืนไปแล้วสาระนั้นๆจะลดรายละเอียดลงไป  มีประโยชน์มากสำหรับการอ้างอิงเรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ มีงานที่เกี่ยวข้องมาก มีพื้นที่รับผิดชอบกว้างขวาง  </li></ul><p> ประสบการณ์ผู้บันทึกนั้นเห็นว่า ฝรั่งมังค่าเขามีวัฒนธรรมนี้ และทำได้ดี เป็นระบบ ต่อเนื่อง สามารถใช้งานได้จริงและมีประโยชน์มาก  แต่ประสบการณ์ผู้บันทึกกับคนไทยด้วยกันเอง อาจเรียกได้ว่าล้มเหลว เพราะ  </p><ul><li>พี่ไทยไม่ชอบบันทึก ก็ทำครั้งแรกๆแล้วก็ค่อยๆหายไป (ไม่สม่ำเสมอ ตรงกับที่ อีตา เอ็มบรี่ ว่าคนไทยเรา อิ อิ ) </li></ul>  <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: blue; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt">พี่ไทยชอบยกหูโทรศัพท์ เล่าให้ฟังแล้วให้บันทึกเอาเอง </li></ul>  <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: #9900cc; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt">พี่ไทยบันทึกไม่เป็น ก็มันลืมไปหมดแล้ววิชาย่อความไทย เรียนมาตั้งแต่ ป. 4 โน้น.. เดี๋ยวนี้เขาไม่เรียนด้วยซ้ำไป.. บันทึกอะไรมาก็ไม่รู้ จับสาระใจความไม่ได้ ไม่ครบถ้วน ขาดโน่น ขาดนี่ ตัวอย่างก็มีให้ดู บางรุ่นฝึกการเขียนด้วยซ้ำ เรียนมาก็สูง ปริญญาตรี แน่ะ..บันทึกไม่เป็นเรื่อง ยิ่งบางคนลายมือ..งี้...อยากจะจับเอาไปนั่งเรียนคัดไทยกับเด็กอนุบาลเสียเลย..แถมจะส่งนมให้ดูด 2 เวลาอีกด้วย เอ้า..  </li></ul>  <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: #006699; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt">อ้างว่ายุ่งยาก เสียเวลาเขียน เปลืองกระดาษ เขียนไม่ออก...สารพัดข้ออ้าง..มันดิ้นไปรอบตัวแหละ คอมพิวเตอร์ก็มีให้ มันร้อนไปก็เปิดแอร์ให้ จะเอาปากกาแบบไหนก็มีให้ อยากได้ดินสอดีดีก็มีให้ อยากได้สมุดโน้ตดีดีสวยๆ เอ้าก็ลงทุนให้ ..พ่อเจ้าประคุณทูนหัวทูนเกล้า</li></ul>  <ul style="margin-top: 0cm"><li class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt; color: #ff9900; text-align: justify; tab-stops: list 36.0pt">สรุป ..ไม่..เขียน ..พี่..มีอะไรป๊ะ...เอากะเขาซิ...อยากจะล่อซักป๊าบหนึ่ง..</li></ul> ผู้บันทึกเอาแนวคิดนี้ไปใช้สองโครงการ ปรากฏว่าไม่สำเร็จครับ มีแต่ผู้บันทึกบ้าบันทึกอยู่คนเดียว อิ อิ.