ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ชีวิตพลิกผันได้แต่ถ้าอยู่อย่างมีสติ แสงสว่างแห่งปัญญาจะนำพาให้พ้นทุกข์ได้

     วันนี้เวลาดี ศุกร์บ่าย สัปดาห์ที่ 3 เรามีหน้าที่ต้องหาสื่อหรือกิจกรรมมาช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่มีสาระ และสนุก ซึ่งไม่เกี่ยวกับ Project ที่ทำกันอยู่ เดือนก่อนเลือกหนัง Final Score ไปให้พนักงานเกือบทั้งกลุ่มธุรกิจได้ดูกัน ตามคำแนะนำของผู้รู้หลายท่านในค่าย Inno FA  รู้สึกว่าส่วนใหญ่ก็ชอบ สำหรับตัวเองพยายามฝึกให้คิดเชื่อมโยงให้เข้ากับเรื่องงานให้ได้ พอนำไปเสนอ ผบ.รู้สึกว่าจะชอบ

      วันนี้อยากเปลี่ยนจากหนัง มาเป็นเรียนรู้ชีวิตบุคคลตัวอย่างบ้าง เลยเลือกรายการนี้ ตอนแรกก็หวั่นๆ ว่า จะถูกใจพนักงานหรือไม่ เพราะพอพูดเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม เด็กๆ อาจจะเบื่อ หรืออาจไม่ถูกจริตคนส่วนใหญ่ แต่จากการสังเกตกลุ่มที่เราไปช่วยพบว่า คนที่สนใจและให้ความเห็น ข้อคิดตรงประเด็นกลับเป็นเด็กใหม่ๆ ตอนดูวีซีดี เห็นตั้งใจกันมาก ดีใจที่คิดถูกเพราะทำให้รู้จักตัวตนของสมาชิกดีขึ้นจากการที่ฟังเขาแสดงความคิดเห็น

         คนที่มาให้สัมภาษณ์ เป็นผู้หญิงที่การศึกษาดี ตระกูลดี ครอบครัวดี เคยมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ประสบความสำเร็จในชีวิตเร็วมากตั้งแต่อายุ 25 แต่ชีวิตพลิกผันเพียงเพราะสามีเสียชีวิตกระทันหัน ทั้งที่เพิ่งมีลูกอายุเพียง 9 เดือน นอกจากนั้นสามียังกู้หนี้ยืมเงินคนมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หลังจากที่สามีถึงแก่กรรมไม่นาน ฟองสบู่ก็แตกยิ่งทำให้ชีวิตแย่ลงเป็นหนี้เพิ่มอีกจากค่าเงินบาทลอยตัว       

      โชคดีหรือโอกาสที่ดี นำพาให้เธอเดินไปสู่เส้นทางการปฏิบัติธรรมจนรู้แจ้งเห็นจริงได้ในเวลาไม่นาน (เข้าใจว่าคนมีทุกข์ย่อมเห็นธรรมได้เร็ว) และไม่น่าเชื่อว่า จากการปฏิบัติธรรม ทำให้ชีวิตพลิกฟื้นกลับมามีเงินใช้หนี้ และขยายธุรกิจที่ทำเองออกไปได้อีก (ใช้ตั้งคำถามยั่วให้คนคิดว่าทำไม)        

      เมื่อดูจบให้สมาชิกช่วยกันแสดงความเห็นว่าได้ข้อคิดอะไรไปบ้าง จะนำมาใช้ในการทำงานได้ยังไง สิ่งที่น้องๆ ช่วยกันสรุปก็คือ

  •  ชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอน
  • ทัศนคติในการใช้ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญที่จะกำหนดทิศทางชีวิต
  •  สิ่งที่ทำให้คนเราเป็นทุกข์ ก็คือ ความคิดของเราเอง ถ้ารู้เท่าทันความคิดก็จะรู้จักการวาง
  • การทำงานก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้ สิ่งที่เข้ามากระทบจิตใจทำให้เราได้ฝึกสะสมกำลังสติ
  • การปฏิบัติธรรมไม่ต้องยึดติดที่พิธีกรรม

     ผู้ถูกสัมภาษณ์บอกว่าตอนกลับมาทำธุรกิจที่ก้าวหน้า ส่วนหนึ่งเกิดจากได้แม่ค้าขายกระท้อนเป็นครู  สอนให้รู้จักการใส่ใจลูกค้า เพราะแม่ค้าใช้สำลีกรองน้ำเชื่อมแทนที่จะใช้ผ้าขาวบาง ที่ทำเช่นนี้เพราะต้องการให้ลูกค้าได้รับของที่ดี อร่อย มีคุณภาพ 

     โดยส่วนตัวชอบข้อคิดที่ได้จากแม่ค้าขายกระท้อน ที่มีความละเอียดอ่อนในการนำสำลีมากรองน้ำเชื่อม สมองเราแล่นไปคิดถึงตอนดูงานที่ MK Restaurant เจ้าของที่นี่มาจากการเป็นแม่ครัวในภัตตาคารมาก่อนแต่ด้วยการทำกับข้าวด้วยใจคิดว่าคนมาทานอาหารเป็นลูกหลาน อยากให้เขามีความสุขได้กินอาหารดี อร่อย จนทำให้ป้าทองกลายมาเป็นเจ้าของภัตตาคารที่เจริญรุ่งเรือง

      คุณฐิตินาถเอง ทำธุรกิจไปด้วยปฏิบัติธรรมไปด้วย ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไปจากชีวิต ดำรงตนด้วยสติระลึกรู้ตัว ทำให้ปัญญาช่วยนำทาง เธอออกมาจากการเป็นหนี้ที่เกือบทำให้เธอต้องล้มละลาย     

     ตอนสุดท้ายก็เลยช่วยกันสรุปให้น้องๆ ฟังว่าเราสามารถใช้แนวคิดนี้ไปใช้ในการทำงานของเรา เพราะงานเราต้องเกี่ยวข้องกับการให้บริการพนักงานในบริษัท ถ้าเราทำงานโดยเอาใจใส่ในงาน มากกว่าที่จะใส่อารมณ์หรืออคติต่อคนลงในงาน งานของเราก็จะออกมาดี มีคุณภาพ นอกจากนั้นถ้าเรามีทัศนคติทางบวกต่อเรื่องต่างๆ การกระทำของเรา คำพูดของเราจะออกมาดี ซึ่งจะช่วยให้คนรอบข้างเราเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย